Trans Women in Different Languages 9 คำศัพท์เรียกผู้หญิงข้ามเพศจากทั่วโลก

- Advertisement -

“กะเทย” “人妖” “हिजड़ा” “Māhū” “Donna Trans” คำเหล่านี้ล้วนหมายถึง Trans Women หรือ ผู้หญิงข้ามเพศ ซึ่งความแตกต่างของคำเหล่านี้คือภาษา และวัฒนธรรมที่อยู่เบื้องหลังการสร้างคำ

SPECTROSCOPE: Trans Women in Different Languages – 9 คำศัพท์เรียกผู้หญิงข้ามเพศจากทั่วโลก

Trans Women คืออะไร? — Trans Women หรือผู้หญิงข้ามเพศ เป็นหนึ่งในอัตลักษณ์ทางเพศใน LGBT+ Community และผู้มีอัตลักษณ์ทางเพศแบบนี้ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงในประเทศใด ประเทศหนึ่งเท่านั้น แต่กระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก ซึ่งในแน่นอนว่าในแต่ละวัฒนธรรมหรือในแต่ละประเทศ จะมีความหลากหลายในการเรียกคนกลุ่มนี้

ด้วยความหลากหลายของวัฒนธรรม แต่ละสังคมมีเรื่องราวทางประวิติศาสตร์และมุมมองต่อผู้หญิงข้ามเพศที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งสังคมนั้น ๆ จะแสดงออกมาในรูปแบบต่าง ๆ เช่น กฏหมาย ประเพณี และรวมไปถึง “ภาษา”

ภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของมนุษย์ และเป็นตัวแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมในส่วนอื่น ๆ ของมนุษย์อีกด้วย และด้วยความหลากหลายของภาษา ในบางประเทศได้บัญญัติคำว่า Trans Women เป็นภาษาของตน ซึ่งในแต่ละประเทศนั้นที่มาของการสร้างคำไม่เหมือนกัน การรู้จักคำ ๆ นี้ในภาษาอื่น จะทำให้เราสามารถเข้าใจถึงประวัติศาสตร์และเรื่องราวของผู้หญิงข้ามเพศในสังคมนั้น ๆ เช่น การถูกกดทับ หรือ การสรรเสริญ

เพราะคำศัพท์ล้วนมีที่มาและสะท้อนบริบทวัฒนธรรมในแต่ละท้องที่อยู่เสมอ วันนี้เราจะชวนมารู้จักและเข้าใจที่มาของคำที่หมายถึงผู้หญิงข้ามเพศในภาษาต่าง ๆ พร้อมกับมุมมองและวัฒนธรรมเรื่องเพศที่ต่างกันออกไป ในบางสังคมอาจจะให้นิยามคำว่าผู้หญิงข้ามเพศมากกว่าหนึ่งคำ แต่บางประเทศก็อาจจะไม่มีคำนี้เลยเพราะในประวัติศาสตร์ของเขา ผู้หญิงข้ามเพศอาจจะเป็นเรื่องใหม่ของสังคม

- Advertisement -

“ภาษาอารบิก مخنث (Khanith)”

สำหรับผู้หญิงข้ามเพศในประเทศอาหรับ จะถูกเรียกว่า ขนิษฐ์ (Khanith) ซึ่งในวัฒนธรรมที่ไม่ยอมรับ LGBT+ คำว่าขนิษฐ์จะหมายถึง ‘บุคคลที่เป็นผู้ชายตั้งแต่แรกเกิดแต่มีการแสดงออกแบบเพศหญิง’ ‘ผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย’ และ ‘ผู้หญิงข้ามเพศ (M2F/MtF)’ โดยสังคมจะถือว่าเป็นเรื่องเสื่อมเสีย

อย่างไรก็ตาม ในแถบอาหรับยังมีผู้คนจำนวนหนึ่งจะเรียกผู้หญิงข้ามเพศว่า ‘مخنث (Mokhanath)’ ซึ่งเป็นคำในภาษาอาหรับโบราณที่หมายความว่าผู้ชายที่อ่อนแอ หรือมีลักษณะทางเพศที่คลุมเครือดูคล้ายผู้หญิง ซึ่งในสังคมอาหรับปัจจุบันมีหลายคนมองว่าคำนี้ค่อนข้างไม่สุภาพและมีการกดทับเรื่องเพศอยู่

ความหมายดั้งเดิมของคำว่า Khanith และ Mokhanath ค่อนข้างไม่แน่ชัด โดยมี Al-Khalil ibn Ahmad al-Farahidi นักพจนานุกรมภาษาอาหรับในศตวรรษที่ 8 ได้เชื่อมโยงคำว่า Mokhannath เข้ากับคำว่า Khuntha ซึ่งหมายถึงกะเทย (Hermaphrodite) และในศตวรรษที่ 9 Abū ʿUbayd al-Qāsim ibn Sallām นักเขียนศัพท์ชาวอาหรับได้กล่าวไว้ว่า คำว่า มุกคันนาถุน (Mokhannath) นั้นมาจากกริยา Khanatha หมายถึง “การค่อย ๆ ละเลียดน้ำจากภาชนะด้วยความเหนื่อยล้า” และในวัฒนธรรมอาหรับมองว่าผู้หญิงข้ามเพศคือผู้ชายที่อ่อนแอ จึงได้ใช้คำว่ามุกคันนาถุนการเรียกผู้หญิงข้ามเพศในแรกเริ่ม

อ้างอิง
Wikia: https://bit.ly/3xoVj6S
ARCADE: https://stanford.io/3cIC7sO
#TransWomeninDifferentLanguages
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

“人妖 (rényāo), ภาษาจีน”

ประเทศจีนเป็นหนึ่งในประเทศที่ยังไม่ยอมรับเรื่องความหลากหลายทางเพศมากนักและการมีอยู่ของ LGBT+ แถมยังมีสภาพสังคมที่มีความไม่เสมอภาคทางเพศ ซึ่งการกดขี่ทางเพศในจีนสามารถพบได้จากภาษาและวัฒนธรรมของประเทศจีน

人妖 (rényāo) (เหยินเยา) เป็นคำที่ใช้เรียกผู้หญิงข้ามเพศภาษาจีน ซึ่งความหมายโดยตรงของคำนี้จะแปลว่า “ปีศาจคน” และสามารถแปลได้อีกว่าความผิดปกติ ซึ่งหากเราแยกตัวอักษรออกมา ในคำว่า 妖 (yāo) ที่แปลว่าปีศาจ จะประกอบด้วยตัวอักษรสองตัว คือ 女 และ夭 ซึ่งตัวอักษร 女 จะหมายถึงผู้หญิง ทำให้คำว่าเหยินเยานอกจากจะเป็นการเหยียดผู้หญิงข้ามเพศแล้ว ยังเป็นการกดเพศหญิงอีกด้วย เนื่องจากตัวอักษรที่แปลว่าผู้หญิงถูกใช้เป็นส่วนประกอบ

และไม่ใช่เพียงแค่คำว่าเหยินเยาเท่านั้น ในภาษาจีนยังมีคำอีกมากที่ประกอบด้วยตัวอักษรผู้หญิง และเป็นคำที่ไม่ดี อาทิ 妒 (อิจฉาริษยา) 姦 (ข่มขืน)

นอกจากนี้แล้ว การที่ไม่ยอมรับถึงความหลากหลายทางเพศยังก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับผู้หญิงข้ามเพศอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่นบนเว็บไซต์สารานุกรมของจีนได้ระบุว่า ‘กะเทยไทยมาจากการบีบบังคับ ไม่ได้มีใครอยากเป็นกะเทย แต่ที่ต้องเป็นเพราะยากจนและถูกครอบครัวนำไปขายที่โรงเรียนฝึกสอนกะเทย ให้เต้นกินรำกิน เทคฮอร์โมน ฝึกให้ตัวเองเป็นผู้หญิง พอโตก็ถูกบังคับผ่าตัดแปลงเพศ และในท้ายที่สุดแล้วก็จะตายแม้จะอายุยังน้อย’ สิ่งนี้ส่งต่อให้คนจีนมีความเข้าที่ผิดเกี่ยวกับผู้หญิงข้ามเพศ และมีมุมมองว่าการเป็นผู้หญิงข้ามเพศเป็นสิ่งที่น่าสงสาร

อ้างอิง
Voice: https://bit.ly/2Szhx7z
FeiZV: https://bit.ly/3xjBG0b
#TransWomeninDifferentLanguages
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

“Māhū”, ฮาวาย

คำว่าผู้หญิงข้ามเพศในฮาวายอาจจะไม่มีคำที่แปลความหายได้อย่างตรงตัว แต่ในวัฒนธรรมของหมู่เกาะฮาวายได้แบ่งเพศออกเป็นสามเพศ ได้แก่ kane (เพศชาย) wahine (เพศหญิง) และ māhū (เพศที่สามทางวัฒนธรรม) โดย มาฮู (māhū) แปลว่า “ที่อยู่ตรงกลาง” จึงทำให้มาฮูหมายถึงเพศที่โอบรับทั้งคุณลักษณะของเพศหญิงและเพศชายเอาไว้ ซึ่งในวัฒนธรรมฮาวายรวมไปถึงหมู่เกาะแปซิฟิกต่าง ๆ ได้ส่งเสริม ให้คุณค่า และยอมรับการมีอยู่ของมาฮู

ในสมัยก่อนการล่าอาณานิคมของตะวันตก มาฮูเป็นกลุ่มบุคคลที่น่าเคารพนับถือ และได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้รักษาขนบธรรมเนียมพื้นเมือง ทำให้พวกเขามีบทบาทสำคัญในการส่งต่อภูมิปัญญาของตนไปยังคนรุ่นต่อไป ผ่านการปฏิบัติตามประเพณี เช่น การเต้นฮูลาและการสวดมนต์ หากเทียบกับยุคปัจจุบันแล้ว มาฮูคือคนข้ามเพศ และเป็นผู้ที่ถูกมองว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่สมดุลซึ่งแสดงออกถึงความเป็นชายและความเป็นผู้หญิงได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เมื่อเกิดการล่าอาณานิคมขึ้น มิชชั่นนารีชาวอเมริกาได้เข้ามายังหมู่เกาะฮาวายเพื่อเผยแพร่ศาสนาของตน เมื่อศาสนาและความเชื่อไม่ตรงกัน เจ้าอาณานิยมจึงออกกฏและปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมของฮาวายให้เป็นไปตามคริสตศาสนา อย่างไรก็ตาม เมื่อสิ้นสุดยุคอาณานิคม ฮาวายได้บูรณะวัฒนธรรมของตนให้กลับคืนมาใน 200 ปีให้หลัง ทำให้ปัจจุบันมาฮูยังมีบทบาทอยู่ในสังคมฮาวาย

อ้างอิง
G&L review: https://bit.ly/3xkUImE
ED Times: https://bit.ly/35EIwlf
Very Good Light: https://bit.ly/2TyW52D
#TransWomeninDifferentLanguages
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

“हिजड़ा (Hijra), ภาษาฮินดี”

ในอินเดียนอกจากเพศชายและเพศหญิงแล้ว ยังได้มีการกำหนด “เพศที่สาม” มาตั้งแต่ 4,000 ปีก่อน ซึ่งในอินเดียจะใช้คำว่า ฮิจเราะห์ ในการเรียกเพศที่ไม่ใช่เพศชายและเพศหญิง ซึ่งตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 นักกิจกรรมด้านความเท่าเทียมทางเพศได้ยื่นคำร้องให้ทางการอินเดียยอมรับฮิจเราะห์ในฐานะเพศอีกเพศหนึ่ง ส่งผลให้เพศนี้ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการในอินเดียในฐานะเพศที่ไม่ใช่เพศชายหรือเพศหญิง

ภายในองค์ประกอบของคำว่า ฮิจเราะห์ จะพบว่าคำว่าฮิจเราะห์เป็นภาษาฮินดูสตานีซึ่งเป็นภาษาที่เกิดในสมัยที่อังกฤษครอบครองอินเดียและปากีสถาน โดยอังกฤษนำภาษาฮินดีกับภาษาอูรดูมารวมกันแล้วให้ชื่อว่าฮินดูสตานี โดยคำว่าฮิจเราะห์จะสามารถแปลอย่างตรงตัวได้ว่า ขันที (eunuch) หรือ กะเทยในทางชีววิทยา (hermaphrodite) ซึ่งเน้นความผิดปกติขององคชาตเป็นจุดสำคัญในการให้ความหมาย ซึ่งในความหมายนี้สามารถนำไปใช้เรียกบุคคลที่เพศกำกวม (intersex) ได้ด้วยเช่นกัน

ซึ่งหากย้อนไปในประวัติศาสตร์อินเดียก่อนตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ จะพบว่าชุมชมเพศที่เรียกกันว่าฮิจเราะห์ในสมัยนั้นมีบทบาทสำคัญในศาสนาฮินดู เช่นการนับถือในพระอรรธนารีศวร ซึ่งเป็นเทพเจ้าที่กำเนิดจากการรวมวรกายของพระศิวะและพระเทวีปารวตี ซึ่งครึ่งนึงของร่างกายจะเป็นชาย อีกครึ่งนึงจะเป็นหญิง แต่ภายหลังเมื่อเกิดการล่าอาณานิคม ฮิจเราะห์ก็กลับถูกนับเป็นสิ่งที่ขัดต่อกฏหมายในยุคนั้น

นอกจากคำว่าฮิจเราะห์แล้ว ผู้หญิงข้ามเพศในอินเดียมีชื่อเรียกอีกหลายหลาย ขึ้นอยู่กับพื้นที่ อาทิ Chhakka (ผู้ทำลาย) , Kinnar (ผู้เชี่ยวชาญในการร้องและเต้น), Thiru Nangai (Mister Women)

และในพื้นที่ใกล้เคียงกันอย่างประเทศปากีสถาน ปากีสถานจะเรียกว่า خواجه سرا (Khawaja Sira) ซึ่งมีรากคำศัพท์มาจากคำว่าฮิจเราะห์และอยู่ในขนบความเชื่อเดียวกัน

อ้างอิง
Lumen: https://bit.ly/3wrtmLV
Wikipedia: https://bit.ly/3pXl4cg
The World: https://bit.ly/3gqeyYb
สารคดี: https://bit.ly/3pT4UR4
#TransWomeninDifferentLanguages
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

“Fa’afafine, ภาษาซามัว”

ประเทศซามัว ซึ่งเป็นประเทศที่ประกอบด้วยหมู่เกาะอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ ได้ระบุคำที่เรียกผู้หญิงข้ามเพศไว้ในภาษาตนว่า ฟาฟาฟีน (Fa’afafine) ซึ่งคำว่า Fa’afafine เกิดขึ้นจากการประกอบของคำว่า faʻa– หมายถึง ‘ในลักษณะของ’ และคำว่า ‘fafine’ ที่หมายถึงผู้หญิง องค์ประกอบของสองคำนี้เป็นคำที่มีรากศัพท์มาจากกลุ่มภาษาโพลินีเซียนอื่น ๆ

ในสังคมบนเกาะซามัว มีเพศวัฒนธรรมที่เป็นที่ยอมรับสี่เพศ ได้แก่ หญิง ชาย ฟาฟาฟีน และฟาฟาตามะ (fa’afatama) (Trans Men) ซึ่งฟาฟาฟีน และ ฟาฟาตามะ เป็นบทบาททางเพศที่ลื่นไหลระหว่างโลกชายและหญิง ซึ่งคนที่อยู่ในกลุ่มเพศสองอันหลังที่พูดถึงนี้ มักจะดูแลผู้สูงอายุในชุมชนและให้ความรู้แก่ผู้อื่นเกี่ยวกับเรื่องเพศ (sex) ในแง่มุมต่าง ๆ ซึ่งเป็นหัวข้อต้องห้ามในการสนทนาสาธารณะสำหรับเพศชายและหญิง

อ้างอิง
Wikipedia: https://bit.ly/3gwa6Y9
NHM: https://bit.ly/3iHFRyJ
#TransWomeninDifferentLanguages
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน


“Travesti , ภาษาละติน ในแถบอเมริกาใต้”

ในแถบละตินอเมริกาคำว่า Travesti ถูกใช้เรียกผู้หญิงข้ามเพศในพื้นที่นั้น ๆ การตีความและกำหนดขอบของคำนี้มีความหลากหลายแล้วแต่ท้องที่ แต่โดยรวมแล้ว Travesti ถูกนิยามไว้ว่า “บุคคลที่เกิดเป็นชายแต่พัฒนาอัตลักษณ์ทางเพศให้ออกมาในรูปแบบของความเป็นหญิง”

อย่างไรก็ตาม ในท้องที่ละตินอเมริกาเองก็ได้มีการทบทวนความหมายของคำว่า Travesti เนื่องจากยังมีองค์ประกอบที่แสดงถึงความกลัวและรังเกียจคนข้ามเพศ (Transphobic) อยู่ เหตุผลแรกคือคำว่า Travesti ถูกสร้างขึ้นโดยองค์ประกอบทางการแพทย์ นั่นคือชื่อโรค Transvestism ซึ่งแปลไทยได้ว่า ‘โรคชอบแต่งกายลักเพศ’ และอีกเหตุผลหนึ่งคือ คำว่า Travesti ถูกใช้เป็นคำพ้องความหมายกับคำว่า ‘โรคเอดส์’ ‘ขโมย’ ‘อื้อฉาว’ ‘ติดเชื้อ’ และ ‘ร่อแร่’ อีกด้วย

การทบทวนความหมายคำว่า Travesti ถูกยกขึ้นมาโดยนักเคลื่อนไหวชาวเปรูและชาวอาร์เจนติน่า เนื่องจากพวกเขามองว่ามันเป็นสิทธิของกลุ่ม Travesti ที่จะรวบรวมและแก้ไขความหมายใหม่สำหรับคำที่พวกเขาจะเรียกใช้ตนเอง เพราะมันเป็นสิทธิของร่างกายของพวกเขา ซึ่งในการเคลื่อนไหวนี้ นักเคลื่อนไหวตัดสินใจที่จะให้ความหมายใหม่แก่คำว่า Travesti โดยให้เชื่อมโยงกับการต่อสู้ การต่อต้าน ศักดิ์ศรี และความสุข

นอกจากแถบละตินอเมริกาแล้ว ยังมีพื้นที่บางส่วนของฝรั่งเศสใช้คำนี้ด้วยเช่นกัน แต่ค่อนข้างไม่แพร่หลาย

อ้างอิง
Wikipedia: https://bit.ly/2S0umHQ
UNDP IN LATIN AMERICA AND THE CARIBBEAN: https://bit.ly/2U2wShb
#TransWomeninDifferentLanguages
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

“オカマ (Okama), ภาษาญี่ปุ่น”

ในความหมายดั้งเดิมแล้ว オカマ (โอคะมะ) จะแปลได้ว่ากาต้มน้ำ แต่ในแสลงภาษาญี่ปุ่น โอคามะจะหมายถึงผู้หญิงข้ามเพศ โดยมีสองข้อสันนิษฐานคือ 1) เนื่องจากเป็นการเปรียบเปรยลักษณะของกาต้มน้ำ ซึ่งมีลักษณะกว้างใหญ่ออกมาทื่อ ๆ บริเวณช่วงก้นกา กับสรีระบริเวณสะโพกของพวกเธอ และ 2) ผู้หญิงข้ามเพศในอดีตนิยมทำอาชีพให้บริการในโรงชา แต่หากย้อนไปในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นในสมัยเอโดะ คำนี้จะเป็นคำแสลงที่สามารถหมายถึง “รูทวาร” ได้อีกด้วย จึงถูกใช้เป็นอีกความหมายหนึ่งซึ่งชี้บ่งบอกไปถึงผู้ชายที่แต่งหญิง และมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก ภายหลังในปลายปี 1970 ความหมายของโอคะมะได้ถูกเพิ่มเติมเป็นผู้ชายที่ทำท่าทางแบบผู้หญิง

นอกจากนี้แล้ว ในประเทศญี่ปุ่นยังได้กำหนดให้มีวันโอคะมะ นั่นคือวันที่ 4 เมษายนของทุกปี โดยนัยยะสำคัญคือวันโอคะมะจะอยู่กึ่งกลางระหว่างวันสำหรับเด็กผู้หญิงและวันเทศกาลเด็กผู้ชาย เพราะเป็นกึ่งกลางระหว่างสองเพศ

อย่างไรก็ตาม สังคมญี่ปุ่นปัจจุบันมองว่าการเรียกผู้หญิงข้ามเพศว่าโอคะมะเป็นเรื่องที่ไม่สมควรเพราะมีนัยยะของการเหยียดเพศ จึงเริ่มนิยมใช้คำทับศัพท์ของคำว่า Transgender คือคำว่า トランスジェンダー (Toransujendā) ในการเรียกแทน

อ้างอิง
New TV: https://bit.ly/3pYMYVg
All About Japan: https://bit.ly/3vlGxN3
#TransWomeninDifferentLanguages
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

“กะเทย, ภาษาไทย”

ในประเทศไทยผู้หญิงข้ามเพศส่วนมากแล้วจะถูกเรียกว่ากะเทย ซึ่งพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ได้กำหนดนิยามของคำว่ากะเทยว่า “คนที่มีอวัยเพศทั้งชายและหญิง, คนที่มีจิตใจและกิริยาตรงข้ามกับเพศของตน” หากทบทวนรากศัพท์จะพบว่าได้มีการระบุคำว่ากะเทยตั้งแต่ในกฏหมายตราสามดวง ซึ่งในนั้นได้ระบุไว้อีกว่า คำว่ากะเทยมีรากศัพท์มาจากคำว่า “เทย” ในภาษาอาหม (กลุ่มภาษาย่อยไทพายัพ) และมีความตรงกับคำว่า ‘ខ្ទើយ (ขฺเทิย)’ ในภาษาเขมร

คำว่ากะเทยยังได้ถูกให้ความหมายอย่างหลากหลาย อาทิ ใน ‘สารานุกรมภาษาอีสาน ไทย อังกฤษ’ โดยปรีชา พิณทอง คำว่ากะเทยหมายถึง “คนสองเพศ ข้างขึ้นเพศชายปรากฏ พอถึงข้างแรมเพศชายหายไปเพศหญิงปรากฏ เป็นอยู่อย่างนี้ตลอดชีวิต เรียก กะเทย” ซึ่งแสดงนอกจากนั้นแล้วในภาษาไทยยังได้ใช้คำว่ากะเทยกับผลไม้ที่มีลักษณะเมล็ดลีบ หรือมีลักษณะ ‘ไม่สมบูรณ์’ อาทิ ลำไยกะเทย

นอกจากคำว่ากะเทย คำที่นิยมใช้เรียกแทนผู้หญิงข้ามเพศในประเทศไทยมักจะเป็นคำว่า ‘สาวประเภทสอง’ หมายถึงผู้หญิงประเภทที่สอง คำนี้ก่อให้เกิดการถกเถียงในสังคมว่าดีแล้วหรือที่ใช้นี้ เพราะนอกจากจะเป็นการจัดอันดับแล้ว ยังตรงกับการที่ผู้หญิงข้ามเพศถูกจำกัดด้านสิทธิและโดนตีกรอบให้มีตัวตนในฐานะประชากรชั้นสองของสังคม เนื่องจากหลาย ๆ ประเด็นในเชิงกฎหมายที่ไม่อำนวยต่อกลุ่มบุคคลที่มีอัตลักษณ์นี้

อ้างอิง
Wikipedia: https://bit.ly/3iI6aol
Sanook: https://bit.ly/35rCggc
ประชาไท: https://bit.ly/2SGB2ei
#TransWomeninDifferentLanguages
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

“Trans Women”

Trans Women หรือ ผู้หญิงข้ามเพศ หากอิงตามความหมายทั่วไปแล้ว จะหมายถึงผู้หญิงที่ได้รับการระบุว่าเป็นผู้ชายตั้งแต่แรกเกิด

คำว่า Trans Women เกิดขึ้นจากการรวม คำว่า trans- ซึ่งแปลว่า ‘ข้าม, เกิน, ผ่าน, อีกด้านหนึ่งของ’ และคำว่า women ที่แปลว่า ‘ผู้หญิง’ ซึ่งคำว่า Trans Women นั้นถูกใช้ครั้งแรกในหนังสือเรื่อง Transgender Warriors: Making History from Joan of Arc to Dennis Rodman เขียนโดย Leslie Feinberg (1996) ซึ่งในหนังสือได้ให้ความหมายหญิงข้ามเพศว่าบุคคลที่ข้ามเพศ (male-to-female transgender) หรือ ถูกเปลี่ยนเพศ (transsexual person)

ในหลากหลายประเทศที่ไม่ได้มีการระบุคำศัพท์หรือนิยามเฉพาะให้กับหญิงข้ามเพศก็จะเป็นการแปลคำว่า Trans Women มาเป็นภาษาของตน อาทิ transfrau (เยอรมัน), người chuyển giới nữ (เวียดนาม), donna trans / neodonna (อิตาลี) ซึ่งอาจจะสามารถตีความได้ว่าผู้หญิงข้ามเพศ เป็นเรื่องใหม่ในวัฒนธรรมของเขา

อ้างอิง
Wikipedia: https://bit.ly/3zrXbxv
#TransWomeninDifferentLanguages
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

#PrideMonth2021 ?️‍?✨
#TransWomeninDifferentLanguages
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

Content by Tanyaporn Kesornsit
Graphic by Oranun Junsorn
อ่านคอนเทนต์เรื่องเพศอื่น ๆ: https://bit.ly/3hhRUz
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

- Advertisement -
ธันยพร เกษรสิทธิ์
ธันยพร เกษรสิทธิ์
Fulltime เป็นนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ที่ชอบเขียน Reserach Papers เกี่ยวกับ gender เป็นหลัก Japan เป็นรอง | Part time เป็นนัก (ชอบ) เขียน นักอ่าน และนักถ่ายภาพ
อรนันต จันศร
อรนันต จันศร
นักศึกษากราฟิกที่ยังอยู่ในระหว่างการค้นหาตัวเองและทดลองทำในหลายๆอย่าง