Time Magazine กับโอกาสที่สหรัฐอเมริกาจะได้ประธานาธิบดีคนแรกที่เป็นเกย์

- Advertisement -

พีท บัตติเกิก ลงปกนิตยาสารไทม์
กับบทบาทเกย์คนแรกจากพรรคเดโมแครต
อาสาชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

ในบรรดาตัวเลือกที่พรรคเดโมแครตจะส่งลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ “พีท บัตติเกิก” นายกเทศมนตรีเมือเซาธ์เบนด์ รัฐอินเดียนา เป็นหนึ่งในชื่อที่โดดเด่นที่สุด ด้วยอายุที่น้อยเพียง 37 ปี เคยเป็นทหารหน่วยสืบราชการลับของกองทัพเรือ จบจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และได้ทุนไปเรียนที่ออกซ์ฟอร์ด เขาพูดได้ถึงแปดภาษา ทั้งนอร์เวย์, อารบิก, อังกฤษแบบอเมริกันเขตมิดเวสต์ ฯลฯ บุคลิกสุขุมเรียบร้อย ซึ่งต่างจากทรัมป์อย่างสุดขั้ว แล้วพีทยังประกาศตัวเป็นเกย์อย่างเปิดเผย และแต่งงานแล้วกับครูหนุ่ม เชสเทน เกลซเมน โดยไม่แคร์กระแสต่อต้าน

ความเป็นเกย์ของพีท ทำให้เขาถูกแอนตี้ ถึงขนาดมีคนแต่งชุดปีศาจมาก่อกวนตอนปราศรัย คำประกาศของพีทที่ว่า “พระเจ้าไม่มีพรรคการเมือง” ทำให้แฟรงคลิน เกรแฮม ผู้นำแองเจลิกันออกมาทวิตว่าการเป็นเกย์นั้น “คือสิ่งที่ต้องสำนึกผิด ไม่ใช่อวด ยกย่อง หรือใช้ในทางการเมือง” และ จาค็อบ โวห์ล ฝ่ายขวาจัดอีกคนถึงกับพยายามใส่ความพีทด้วยข้อกล่าวหาประทุษร้ายทางเพศอีกด้วย 

พีทเกิดในครอบครัวนักวิชาการภาษาศาสตร์ และเขาก็ตั้งใจจะใช้ความสามารถด้านนี้สื่อสารไอเดียใหม่ๆ ให้กลุ่มอนุรักษ์นิยมรับฟัง ซึ่งแนวคิดหลักของเขาคือ “เสรีภาพ ความมั่นคง และประชาธิปไตย” ซึ่งไปกันได้กับคนทุกรุ่น รวมทั้งจูงใจให้เหล่าผู้ลงคะแนนของเดโมแครตเชื่อด้วยว่า ประสบการณ์ของเขาจากการแข่งขันสนามเล็กในเซาธ์เบนด์ ที่มีประชากรเพียงแสนกว่าคนนั้นมากพอที่จะลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีประเทศมหาอำนาจของโลกได้ ซึ่งเรื่องนี้พีทก็ยืนยันเสมอว่าเขามีประสบการณ์ด้านรัฐบาลมากกว่าทรัมป์ และรู้เรื่องการทหารมากกว่าประธานาธิบดีทุกคนในรอบ 25 ปีที่ผ่านมา 

พีทนั่งคุยกับนักข่าว เขาพูดถึงการกอบกู้ความน่าเชื่อถือของอเมริกาในต่างประเทศ คู่รักของเขานอนกลิ้งบนโซฟาในห้องนั่งเล่น พร้อมกับบ่นเรื่องขนสุนัขที่ติดผ้าห่ม พีทรู้จักกับเชสเทนเมื่อปี 2015 ผ่านแอพเดท Hinge ตอนนั้นเชสเทนกำลังเรียนต่อหลังจบปริญญาตรี ทั้งคู่คุยกันผ่านเฟสไทม์ แล้วเชสเทนก็ขับรถมาเซาธ์เบนด์ รับพีทไปเดทครั้งแรกที่ไอริชบาร์ ไม่ถึงสามปีต่อมา พีทก็ขอแต่งงานที่เกทบี5 สนามบินชิคาโก โอ แอร์ จุดเดียวกับที่เชสเทนเห็นโปรไฟล์ของพีทในแอพเดท

พีทสมัครรับเลือกตั้งแคมเปญแรกเมื่อปี 2010 ตอนเขาอายุ 28 ปีในตำแหน่งเหรัญญิกรัฐอินเดียน่า แต่แพ้ไปเพียง 27 คะแนน ก่อนจะได้เป็นนายกเทศมนตรีเซาธ์เบนด์ในปีต่อมา
ช่วงปี 2015 ระหว่างหาเสียงชิงตำแหน่งนายกเทศมนตรีอีกสมัย เขาประกาศว่าเป็นเกย์ผ่านหนังสือพิมพ์เซาธ์เบนด์ เพื่อให้เดทได้อย่างเปิดเผย ผลปรากฏว่าพีทยังชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงกว่าร้อยละ 80 แสดงว่าสังคมเปิดกว้างขึ้นในเรื่อง LGBTQ แม้แต่เพื่อนทหารที่เคยใช้คำว่าเกย์ต่อหน้าพีทก็หันมาสนับสนุน “ผมกล้าพนันว่าบางคนยังกลับไปพูดล้อเกย์ แต่นั่นเป็นเพียงความเคยชินของพวกเขา” พีทบอก “นิสัยเสียๆ สัญชาติญาณแย่ๆ ไม่ได้แปลว่าคนนั้นจะไม่ใช่คนดี”

พีทเชื่อว่าความเห็นต่าง และการแบ่งแยกในการเมืองอเมริกันนั้นเชื่อมประสานได้ เขาเคยเห็นพ่อแม่ที่เปลี่ยนจากไม่ยอมรับมาเต้นรำในงานแต่งงานของลูกชายที่เป็นเกย์ และทหารที่กลัวโฮโมยอมถอนคำพูด พีทเชื่อในพลังของการแก้ไขและให้อภัย “การแยกผู้คนใส่ตะกร้าเลว เท่ากับเราลืมข้อเท็จจริงของการเป็นมนุษย์ที่ว่าเราแต่ละคนมีความดีและความเลวอยู่ในตัว” พีทบอก “หน้าที่ของการเมืองคือรวบรวมความดีและเอาชนะความชั่วร้าย”

ตอนที่พีทรับตำแหน่งนายกเทศมนตรีเซาธ์เบนด์ในปี 2011 เมืองกำลังจะตาย หรือที่จริง เริ่มตกต่ำมาตั้งแต่ปี 1963 หลังจากบริษัทรถยนต์ย้ายออกไป ทำให้คนตกงานหลายพัน พีทต้องมาฟื้นฟูเริ่มจากพัฒนาถนนหนทางสาธารณูปโภค แล้วดึงบริษัทใหม่ๆ มาลงทุน แทนที่จะบอกว่าทำไม่ได้ เหมือนนายกเทศมนตรีคนก่อนๆ พีทกลับถามว่า เราจะช่วยคุณทำเรื่องนี้ได้อย่างไร

ผลงานของเขาน่าพอใจสำหรับชาวเมือง ถึงแม้บางคนจะบอกว่าเขามีจุดบอดในประเด็นคนผิวดำและสแปนิช จากที่ไล่หัวหน้าตำรวจผิวดำออกเพราะมีเรื่องดักฟังตำรวจผิวขาวที่ใช้ภาษาเหยียดผิว นอกจากนี้ เขายังถูกวิจารณ์ว่าการกระจายรายได้ในเมืองไม่ทั่วถึงเท่าที่ควร ครอบครัวผิวดำมีรายได้เฉลี่ยเพียงครึ่งหนึ่งของครอบครัวผิวขาว และอัตราส่วนความยากจนของคนผิวดำก็สูงกว่าระดับเฉลี่ยของประเทศ ซึ่งพีทก็พยายามทำวิจัยในเรื่องนี้อยู่

ปัญหาหนึ่งที่พีทกำลังแก้ไขในรัฐของเขา คือบ้านร้างที่มาจากสมัยรุ่งเรืองของเมือง เขาตั้งใจจะสั่งรื้อหรือซ่อมให้เสร็จพันหลังในหนึ่งพันวัน ซึ่งก็ทำให้คนผิวดำและสแปนิชกังวล เพราะบ้านส่วนใหญ่อยู่ในเวสต์ไซด์ ซึ่งเป็นถิ่นของพวกเขา และเป็นทรัพย์สินที่ได้รับมรดกมา นอกจากนี้ พีทยังตั้งออฟฟิศเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ ลดช่องว่างความร่ำรวยด้วย

หลังได้เป็นนายกเทศมนตรีที่บ้านเกิด พีทเริ่มหางานข้างนอก และสมัครชิงตำแหน่งคณะกรรมการแห่งชาติเดโมแครต แต่พ่ายแพ้ เขาจึงขอให้ไมค์ ชมูลห์ เพื่อนสนิทสมัยมัธยมย้ายกลับมาเซาธ์เบนด์เพื่อช่วยงานหาเสียง โดยไม่บอกว่าหวังถึงตำแหน่งประธานาธิบดี จากสตาฟกลุ่มเล็กๆ ในเวลาสามเดือน พีทมีทีมงานเพิ่มเป็นเกือบครึ่งร้อย

เขาวิ่งหาเสียงในไอโอวา และไปนิวแฮมเชียร์เพื่อออกรายการทีวี เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับสื่อและเข้าถึงประชาชน รวมทั้งพยายามเรียกคะแนนจากกลุ่มคนผิวดำผ่านทางผู้นำความคิด นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน โดยต้องแข่งกับวุฒิสมาชิกผิวดำถึงสองราย แล้วยังมีโจ ไบเดน ที่เคยสมัครสมัยบารัค โอบามา และมีสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มคนผิวสี ตอนนี้ ว่าที่ผู้สมัครแบ่งเป็นสองแบบ คือ สู้กับทรัมป์ หรือ พยายามสร้างความเป็นหนึ่งเดียวในประเทศ พีทเป็นแบบหลัง เขาไม่เคยพูดคำว่าต่อสู้ในการปราศรัย และสามีก็บอกว่าพีทแทบไม่เคยขึ้นเสียงเวลาโกรธ 

“เราแทบจะคลั่งไคล้บูชาการต่อสู้ไปแล้ว” พีทบอก “ถึงจุดหนึ่งคุณจะหมกมุ่นกับการต่อสู้จนไม่สนใจชัยชนะ” พีทหวังว่าคนอเมริกันจะเบื่อการแบ่งแยกและอยากรวมเป็นหนึ่ง เขาเชื่อว่าเสียงอิสระและคนอนุรักษ์นิยมสายกลางจะสนับสนุนคู่แต่งงานทหารผ่านศึกคริสเตียน และเขาอาจคิดถูกก็ได้

จากบทบาทของเขาและความสามารถปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเรามีเปอร์เซ็นต์สูงในการเห็นเขาในการสนามการแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาครั้งหน้าและนำชัยชนะกลับมาให้แก่พรรคเดโมแครตอีกครั้ง

อ้างอิง
Time: https://bit.ly/2VDYaJX
CNBC: https://cnb.cx/2Vh4rYT
ภาพ : https://bit.ly/2PPAZXS

- Advertisement -
SPECTRUM
SPECTRUM
พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน