‘The Politic Kiss’ เมื่อการจูบถูกใช้ทางการเมือง คุณเห็นด้วยหรือไม่?

- Advertisement -

เมื่อวานนี้ (18 ธ.ค.) มีการยื่นหนังสือเพื่อพิจารณาแก้เรียกร้องแก้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์คุ้มครองการสมรสเพื่อความเท่าเทียมในการแต่งงาน เพราะ พ.ร.บ. คู่ชีวิตนั้นยิ่งร่างยิ่งไม่เท่าเทียม แต่สิ่งที่เป็นประเด็นคือเรื่อง ‘การจูบ’ โดยจูบบนโผล่ในพื้นที่สภาและอยู่ร่วมในบริบททางการเมือง วันนี้เราจึงรวบรวมเหตุการณ์การจูบแบบนี้มาให้รู้จักกันมากขึ้น

- Advertisement -

‘The Politic Kiss’ คืออะไร?

= การจูบในบริบทเพื่อเป้าหมายทางการเมือง

วิธีการแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งบนเวทีการเมือง ซึ่งแม้แต่ประมุขของสหราชอาณาจักรก็ทักทายจูบเบาๆ กับประชาชน เพราะการจูบทั่วไปในที่สาธารณะนั้นก็เป็นเรื่องปกติ ไม่แตกตื่นในโลกตะวันตก เพราะเกิดขึ้นตั้งแต่ยุคโรมันโบราณและยุคเปอร์เซีย

การจูบทางการเมืองมีหลากหลายรูปแบบ

เช่น การจูบที่ ‘เท่าเทียมกัน’ (จูบด้วยปากอย่างเต็มที่) หรือการจูบที่มีช่องว่างเล็กน้อย (จูบแก้มของคนสนิทหรือศัตรูหน้าฉาก) หรือการจูบที่ ‘ไม่เท่าเทียม’ เลย (การจูบเท้าเพื่อประจบประแจง) เป็นต้น

การจูบกันในสถานที่ราชการต่างประเทศนั้น เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งกับนัยยะทางการเมือง เช่น

‘Nikita Khrushchev’ เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียต ผู้สืบทอดตำแหน่งของ ‘Joseph Stalin’ ก็ได้จูบปากอย่างดูดดื่ม’ กับ ‘Klim Voroshilov’ ประธานสหภาพโซเวียตเมื่อกลับมาจากการเยือนสหรัฐฯ ในปี 1959

‘Barack Obama’ ประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 44 การจูบครั้งสำคัญที่เรียกคะแนนให้ภาพลักษณ์ของเขาได้คือ การโอบข้างเอวและจูบเบาๆ ที่หูของ ‘Aung San Suu Kyi’ (อองซานซูจี) ในปี 2014

‘Angela Merkel’ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ในการพบกันครั้งแรกกับ ‘Nicolas Sarkozy’ อดีตประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ทักทายกันด้วยการจับมือแบบเยอรมันและจูบแก้มแบบฝรั่งเศส ในระหว่างการปฏิรูปการท่องเที่ยวในสหภาพยุโรป

‘Hillary Clinton’ ผู้หญิงคนแรกที่ได้เป็นตัวแทนพรรคการเมืองหลักในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ก็มีการจูบแบบ Baby-Kiss (จูบแก้ม) ในงานเลี้ยงอาหารค่ำปี 2008

หรือแม้แต่ ‘Donald Trump’ ประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 45 และ ‘David Cameron’ นายกรัฐมนตรีคนที่ 53 ของสหราชอาณาจักร ก็เคยจูบแก้มเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองเช่นกัน

แค่จูบเดียวสะเทือนไปทั่ว – เหตุการณ์การจูบเมื่อวานนี้ ทั้งในผู้คนทั่วไปหรือแม้แต่ในกลุ่มคนที่นิยามตัวเองว่าเป็นนักรณรงณ์เรื่องสิทธิความหลากหลาย โดยทางเราได้ไปอ่านความคิดเห็น มีแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลักในการโต้เถียงนี้ (Argument) แน่นอนคือ ‘เห็นด้วย’ กับ ‘ไม่เห็นด้วย’

แล้วการให้เหตุผลหลัก (Validation):

1 – ทำได้ เพราะจูบไม่เท่ากับอาชญากรรม เป็นสิ่งที่พึงกระทำได้ตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ และชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และสัญลักษณ์กระตุ้นการพูดคุย

2 – ไม่ได้ เพราะ กาลเทศะและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ทำให้ภาพลักษณ์แย่กว่าเดิม

แล้ว ‘จูบ’ แบบไหนคนไทยรับได้ในทางการ: หากนึกไม่ออกลองคิดถึงเหตุการณ์แบบนี้  “จูบเลยๆๆ”  เสียงเรียกร้องในพิธีมงคลสมรสของคนไทยที่นิยามกันว่า ‘ศักดิ์สิทธิ์’ ‘ทางการ’ และ ‘มีผู้หลักผู้ใหญ่’ จูบที่โชว์ได้ก็จะเป็น  จูบเบาๆ จูจุ๊บที่แก้ม ริมฝีปาก ผม – การจูบแบนนี้มีคำนิยามในภาษาอังกฤษว่า “Sniff Kiss” โดยเราน่าจะรู้จักกันดีคือ ‘หอมแก้ม’ และ ‘หอมหน้าผาก’ ส่งผ่านความรักเบาๆ ใสๆ ผ่านทางลม (Love in a Breath) เช่น ในโปสเตอร์แฟนฉัน เป็นต้น

คุณจะเห็นด้วยหรือไม่? แต่ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นเด่นชัดคือ การปะทะกันระหว่างวัฒนธรรมตะวันตกและการให้ความหมายในระบบสัญญะของ ‘จูบ’ ในสังคมไทย

คุณล่ะ เห็นอะไรบ้างในเรื่องนี้ และ เห็นด้วยหรือไม่กับการจูบทางการเมือง เพราะอะไร?

อ้างอิง

New States Man: https://bit.ly/34BscPd

Tasty Thailand: https://bit.ly/2M9rAJX

ภาพ: https://bit.ly/2rSH66m

#Spectrum #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

อ่านเรื่องจูบเพิ่มเติม: คนเราจูบกันไปทำไม: https://bit.ly/2sJ1Ayc

- Advertisement -
SPECTRUM
SPECTRUM
พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน