‘Lucky Fans’ and ‘Lucky Queer’ จากเยาวชนผู้เติบโตอย่างดีด้วยอ้อมกอดของ Girls’ Generation สู่ผู้สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เยาวชนเควียร์ในอีสาน คุยกับคุณหยาง ผู้จัด #sakonpride2022

- Advertisement -

“เราเป็นคนที่เข้าถึงเรื่องเพศได้ช้ามาก ช้าจริง ๆ เวลาเราไปโรงเรียน เราก็เหมือนไปเล่น แต่ถามว่ารู้ตัวเองไหม ก็ไม่เคยมานั่งตามหาหรือให้คำตอบให้ตัวเองว่าเป็นอะไร เพราะว่าตอนเด็ก ๆ ก็ชอบผู้หญิงนะ แล้วก็เคยมีแฟนเป็นผู้หญิงด้วย ม.6 แล้วเราก็ยังมีแฟนเป็นผู้หญิงอยู่เลย แล้วก็เคยมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงด้วย เราไม่เคยมานั่งระบุว่าตัวเองจริง ๆ แล้วตัวเองคือเพศอะไร เรามีความคิดแค่ว่าเราเป็นแค่มนุษย์คนหนึ่งที่มีอวัยวะเพศชายเฉยๆ แต่ถ้าให้พูดตามคำศัพท์ที่คนเขาคิดกัน ก็คือ Bisexual”

- Advertisement -

ตัวตนทางเพศเป็นเส้นทางแห่งการเรียนรู้ไม่รู้จบ สิ่งที่สังคมต้องมีจึงไม่ใช่การคาดเดาหรือคาดคั้นเอาคำตอบ แต่เป็นการมอบพื้นที่ให้ปลอดภัยให้ทุกคนได้เป็นตัวเองโดยไม่ตัดสิน และมีสวัสดิการพื้นฐานเพื่อรองรับคนทุกอัตลักษณ์อย่างไร้อคติ.คุยกับคุณหยาง หนึ่งในผู้จัด #สกลไพรด์2022 ลักกี้แฟนที่ได้ร่วมเวทีกับ ‘ทิฟฟานี่ ยัง’ ในงาน Tiffany Young Fanmeeting in Bangkok 2023 ‘Forever Wishing’ พร้อมกับป้าย ‘Thank You For supporting Me To Be Me’ ที่เป็นข้อความแทนใจแฟนคลับผู้มีความหลากหลายทางเพศ และทุก ๆ คนที่รักในเคป็อปเหมือนกัน

เรามาคุยกันถึงบทบาทแฟนคลับ, นักกิจกรรม, ลูกชายของครอบครัว ว่าอะไรคือพื้นที่ปลอดภัยที่ประกอบรวมให้คุณหยางลุกขึ้นมาสร้างพื้นที่ปลอดภัยของเยาวชนเพศหลากหลายในภาคอีสาน ในนามสกลไพรด์ 2022

แม้จะมีหลายส่วนประกอบกัน แต่คุณหยางก็คิดว่า Girls’ Generation เป็นส่วนหนึ่งของขุมพลังที่ปลุกปลอบเยาวชนในวันนั้น ให้เติบโตมาเป็นผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่จังหวัดสกลนครในวันนี้

#SPECTRUMOFHUMAN ‘Lucky Fans’ and ‘Lucky Queer’ จากเยาวชนผู้เติบโตอย่างดีด้วยอ้อมกอดของ Girls’ Generation สู่ผู้สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เยาวชนเควียร์ในอีสาน คุยกับคุณหยาง ผู้จัด #sakonpride2022

“เราว่าต่างจังหวัดมันรับเรื่องความหลากหลายทางเพศได้เยอะกว่ากรุงเทพฯ นะ สมมติบ้านนี้มีลูกออกสาวอ่ะ มีอาการแบบตุ้งติ้งเลย เขาก็จะบอกว่าลูกเจ้าเป็นกะเทย ลูกเธอจะเป็นตุ๊ดเป็นแต๋วนะ ให้ดูแลดีๆ เราว่ามันเป็นเรื่องปกติมากที่จะพูดถึงว่าใครเป็นอะไร หรือว่าเด็กคนนี้เป็นยังไง มันเป็นการยอมรับนะ แต่ไม่ได้คิดว่าต้องออกมาเรียกร้องสิทธิต่าง ๆ ที่เขาถูกลิดรอนไป คนที่นั่นไม่เข้าใจหรอก พ่อแม่ก็ไม่เคยมานั่งถามเรา คนรอบข้างก็ไม่เคยมานั่งจี้ ทุกคนเขาก็ยอมรับเป็นเรื่องปกติ”

“แต่เราเคยโดนเพื่อนพ่อพูดใส่ว่า เสียดายน้องเกิดเป็นผู้ชายแล้วไม่ใช้หำ พูดกับเราแบบนี้เลยนะ เราก็ถามว่า รู้ได้ไงว่าไม่ได้ใช้ ก็ใช้ฉี่อยู่ทุกวัน”.“จริง ๆ บ้านเราก็ไม่ได้เป็นเซฟโซนให้กับเราขนาดนั้น เราถูกเลี้ยงมาโดยย่า พี่สาว กับอามากกว่า พ่อกับแม่เขาสนับสนุนเราทุกอย่างนะ ยกเว้นแค่เรื่องเงิน จบม.6 เราก็หาเลี้ยงตัวเอง ส่งตัวเองเรียน มันไม่ใช่ว่าเป็น Safe Zone คือเขาไม่วุ่นวาย ไม่มาห้าม ซึ่งแปลว่า เออ เธอจะเป็นไรก็เรื่องของเธอ เธอจะทำอะไรก็เรื่องของเธอแล้วกัน ฉันเชื่อว่าเธอดูแลตัวเองได้ ฉันเชื่อว่าเธอมีการตัดสินใจที่แน่วแน่แล้วเธอรู้ตัวเองพอ แค่นั้นเอง เราว่าพื้นที่ที่เขาให้มันโอเคนะ แต่มันยากมาก เด็กคนนึงที่เกิดมาในความไม่พร้อมอ่ะ มันลำบากนะ ไปโรงเรียนกันมีเพื่อน 5 คน มีเราคนเดียวไม่ได้ห่อ เพื่อน 4 คนก็ต้องเอากล่องข้าวเค้ามาแชร์ให้เราอะ มองในเรื่องของมิตรภาพมันดีมาก เพื่อนเราน่ารักมาก แต่ถ้ามองความเป็นจริง แล้วทำไมเราไม่มีล่ะ”

“ต่อให้เด็กคนนั้นเขามี Space แบบเราอ่ะ แต่ทุกคนก็มีสิ่งแวดล้อมต่างกัน ซึ่งเราไม่รู้ว่าเด็กคนนั้นจะมีเพื่อนที่น่ารักแบบเราหรือเปล่า หรือจะเจอย่าหรือคนรอบข้าง ลูก ป้า น้า อา ที่ซัพพอร์ตเราไหม ต่อให้จะให้ความเป็นอิสระในการค้นหาตัวเอง แต่บางอย่างมันก็ต้องใช้ตังค์ มันเป็นสิ่งจำเป็น”

พื้นที่ปลอดภัยของคุณหยางไม่ใช่อิสระไร้ขอบเขต ไม่ใช่การยอมรับที่ไม่ได้เข้าใจ แต่เป็นความพร้อมในการจะสนับสนุนและเคียงข้างทุกเส้นทางที่ลูกไป นอกจากความพร้อมในระดับครอบครัวแล้ว การศึกษาก็เป็นอุปสรรคหนึ่งที่ทำให้การค้นหาของตัวเองของคุณหยางไม่ราบรื่นนัก คุณหยางยังต้องเผชิญกับอคติทางเพศจากครูในโรงเรียน และไม่ได้มองเห็นความหลากหลายในหนังสือเรียนอย่างที่ควรจะเป็น สิ่งที่คุณหยางย้ำว่าเป็นเรื่องพื้นฐานของครอบครัว จึงมี 3 อย่างคือความละเอียดอ่อนต่ออัตลักษณ์ของลูก การสนับสนุนความสนใจ และเรื่องปัจจัยสี่ที่จำเป็นสำหรับการเติบโต

“พ่อแม่ต้องเข้าใจว่าอะไรคืออัตลักษณ์ทางเพศและความหลากหลายทางเพศ ต้องทำความเข้าใจก่อนที่จะบอกว่ายอมรับ ยอมรับเลย ไม่ได้ นั่นคือการแก้ปัญหาด้วยปลายเหตุ คุณไม่ได้เข้าใจเขาจริง ๆ คุณแค่บอกว่ายังไงก็ลูก ยอมรับอยู่ดี อ้าว อันนี้คือโคตรปัดปัญหาเลย แล้วอะไรคือสิ่งที่พ่อแม่เข้าใจล่ะ ก่อนจะไปยอมรับเราคิดว่าอันดับแรกต้องเข้าใจของอัตลักษณ์ทางเพศก่อน สิ่งต่อมาคือการสนับสนุนให้เขาเป็นเขา ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การค้นหาตัวเอง ค้นหาตัวเองตรงนี้ก็อาจจะไม่ได้เป็นแค่เรื่องเพศ เขาชอบอะไร ชอบเรียน ชอบร้อง ชอบเต้น ชอบเล่น ก็สนับสนุนไปก่อน เราไม่รู้หรอกว่าอนาคตมันจะเป็นยังไง ตอนเด็กเราไม่ตั้งใจเรียนเลย แต่เราก็พัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ จนไปเรียนต่างประเทศ ใครจะไปรู้ เพราะฉะนั้นต้องสนับสนุนเขาก่อน อีกอย่างคือความพร้อม ของทั่วไป อาหาร ยา ที่อยู่อาศัย เสื้อผ้า ปัจจัย 4 มันก็ต้องแบบมี แค่นั้นแหละ แล้วก็เรียกว่าสิ่งสำคัญเนี่ยจะมีแค่ 3 อย่างเลยนะที่เราคิดว่าน่าจะเป็นตัวช่วยให้กับครอบครัวได้เข้าใจและรับทราบเกี่ยวกับลูกของตัวเองมากขึ้น”

และแม้จะไม่ราบรื่นเท่าไร แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายจนเกินไปนัก แม้จะต้องเผชิญอคติจากคุณครูและเพื่อนพ่อ แต่ความมั่นใจในตัวเองและความรักจากคุณย่า อา พี่สาวที่คอยดูแลและเข้าใจในตัวตน ก็ทำให้คุณหยางสามารถค้นหาตัวเองได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งยังมีเพื่อนที่โอบรับความเป็นคุณหยาง และจูงมือคุณหยางวัยประถมไปพบกับความรักครั้งแรกแบบตกหลุมรัก 9 ครั้งรวด ความรักที่เป็นพื้นที่พักพิงยามอ่อนล้า และกลายมาเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้คุณหยางจนปัจจุบัน

“ตอนเด็ก ๆ เราชอบเล่นเกม ไปร้านเกม แล้วก็เห็นพี่ในร้านเกมเปิดเพลง เพลง Gee ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าวงนี้วงอะไร ก็แค่ฟัง Gee กับ Oh! ฟังๆๆ แต่พอเริ่มไปโรงเรียน เราโชคดีมีเพื่อนที่บ้านมีคอมพิวเตอร์ แล้วก็มีอินเทอร์เน็ต เพื่อนชื่อโบว์ แล้วโบว์ก็พาเปิดดู ตอนนั้นโบว์พาเราดูเพลง Oh! เพลง Gee แล้วก็ Hoot และเป็นคนที่มาคอยนั่งชี้ว่าคนนี้คือใคร จำได้ยัง คนนี้ชื่อเจสสิก้านะ คนนี้ชื่อแทยอน เลิกเรียนแล้วก็ไปกับโบว์ตลอด แล้วโบว์ก็เปิดแต่ Girls’ Generation ถึงจบมัธยมมาแล้วไม่ได้ติดต่ออะไรกันเลย แต่กลายเป็นว่าเราติ่ง Girls’ Generation มาตั้งแต่นั้น เราสามารถเรียกมันว่าความรักเลยก็ได้ เพราะเราก็ไม่เคยติ่งวงไหนมาก่อน ไม่เคยแบบรู้ว่าคนเราสามารถสนับสนุนใครแบบนี้ด้วย มันคือการเปิดโลกใบใหม่ของเรา พอเรามาเห็นผู้หญิง 9 คน มันคือความสุขนะ”

“เอาง่าย ๆ เรารู้สึกว่านะบ้านไม่ใช่เซฟโซนของเรา ถ้านึกถึงบ้านของเรา เราจะนึกถึงแฟน แต่ถ้าไม่มีแฟน เราอยู่ห้องคนเดียวเนี่ยคือบ้านของเรา บางคนอาจจะมองว่าบ้านของเราคือสกลนครก็ได้ แต่เรารู้สึกว่ามันเป็นพื้นที่ที่เราใช้กลับไปหาครอบครัวเฉย ๆ ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นบ้าน แต่กับ Girls’ Generation เรารู้สึกว่าพวกเขาเป็นเหมือนพี่สาวหรือเพื่อน ที่คอยอยู่ในวันที่เราบอบช้ำ มันจะมีโปรเจกต์หนึ่งในแฟนมีตเป็นภาพตั้งแต่เรียนจบ ทำงาน แล้วในวันที่โกรธ วันที่อยากได้ความมั่นใจ วันที่เศร้ามาก ๆ นั่งร้องไห้แล้วมีเมฆข้างบน แล้วทิฟฟานี่อยู่ข้าง ๆ เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับเราจริง ๆ ตอนมัธยมปลาย เรารู้สึกว่าการมีพวกเขาอยู่ตั้งแต่ ป.6 จนถึงตอนนี้ แม่งโคตรฮีลใจเราเลย เขาเป็นเหมือนพี่สาวที่เข้ามากอดในวันที่เรารู้สึกหนาว เป็นเพื่อนที่คอยอยู่ข้างเราในวันที่เราอยากจะสนุกกับมัน อยากจะฟังเพลง อยากจะเต้น อยากจะร้อง เรารู้สึกว่าความสัมพันธ์ของเรามันเป็นเหมือนพี่น้อง เป็นเพื่อน”

“พวกเขาผ่านอะไรกันมาเยอะ แม้กระทั่ง Black Ocean หรือว่าร้องเพลงแล้วล้มบนเวทีแต่ก็ลุกขึ้นมาร้อง อะไรหลาย ๆ อย่างทำให้เราเห็นว่าพวกเขาก็ไม่ได้แบบย่อท้อต่อความฝัน เราก็เอามาเป็นแรงบันดาลใจกับเรา มันอาจจะอธิบายด้วยคำพูดไม่ได้ทั้งหมด แต่เรารู้สึกแบบนั้นจริงๆ”

#BlackOcean เป็นการแสดงออกของแฟนคลับศิลปินเกาหลีในยุคต้นๆ ที่จะปิดแท่งไฟซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการให้กำลังใจจากคนดู เพื่อบอกว่าไม่ยอมรับและไม่สนับสนุนวงนี้ Girls’ Generation เจอเหตุการณ์ Black Ocean ใน Dream Concert เมื่อปี ค.ศ. 2008 ซึ่งถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนความเกลียดชังความเป็นหญิงครั้งประวัติศาสตร์ในเกาหลีใต้ ที่กระทำต่อวงไอดอลหญิงล้วนที่เพิ่งเริ่มทำกิจกรรม โดยที่พวกเธอยังไม่ทันทำอะไร

เหตุการณ์ Black Ocean ในครั้งนั้นคืออุปสรรคที่ Girls’ Generation ต้องฝ่าฟันและได้กลายมาเป็นสายสัมพันธ์ระหว่างพวกเธอกับแฟนคลับ เช่นที่คุณหยางอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างแฟนคลับกับศิลปินเคป็อป ผลงานเป็นแค่ส่วนหนึ่งของจักรวาลเรื่องราว แต่เรื่องราวการต่อสู้ ฝ่าฟัน และคุณค่าของความพยายามแบบเสรีนิยมเข้มข้นในอุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีใต้ต่างหากที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้ติดตาม และกลายมาเป็นแรงผลักดันให้เยาวชนคนหนึ่งที่อาจไม่ได้มีใครที่คอยเคียงข้างให้กำลังใจอยู่ตลอดเวลา – ไอดอลเปรียบเสมือนกำลังใจที่มีให้เสมอ ยามที่ต้องการ

“ตอนแรกที่แฟนมีตฟานี่ประกาศ เรายังอยู่ไต้หวันอยู่เลย แต่สุดท้ายเราก็ตัดสินใจกลับ เราจองบัตรไม่ทัน แต่ก็หาซื้อได้ทีหลัง แต่สิ่งที่อยู่ในใจเราตั้งแต่แรกคือ เราคิดเลยว่าถ้าฉันไป ฉันต้องใช้คำพูดคำนี้เท่านั้น อยากขอบคุณเขา ขอบคุณหลาย ๆ อย่างที่สนับสนุนทั้งการเป็นเรา การเป็นโซวอน และการที่เขาสนับสนุน LGBTQ+ Comunity เราได้รับพลังกับเขามาเยอะแล้ว ได้รับความรักจากเขามาเยอะแล้ว ก็เลยอยากบอกขอบคุณ ‘Thank You For supporting Me To Be Me’ ก็เพื่อขอบคุณที่สนับสนุนฉันให้ฉันเป็นฉัน เรารู้สึกว่า ในวันที่เราแย่ เขาฮีลเราอะ เราเลยรู้สึกว่ามันต้องเป็นวงนี้จริงๆ เรามีรอยสักเลยนะ เราสัก Girls’ Generation เลย พูดตรง ๆ เลยนะ เรารู้สึกว่าเรามีพ่อกับแม่เหมือนเราไม่มี แต่เรามีพวกพี่เขาที่แบบอยู่ข้างเรา ถึงแม้มันจะห่างกันแค่หน้าจออ่ะ แต่เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย ทำไมเขาอยู่ทุกช่วงชีวิตเราเลย ไม่ว่าจะทุกข์ จะเศร้า จะเหงา จะอะไร คือแบบมันมีพี่เขาอยู่ตลอดอ่ะ มี Girls’ Generation อยู่ด้วยตลอด เราสื่อถึงกันได้แบบไม่ต้องพูด มันเป็นความมหัศจรรย์ของการเป็นแฟนคลับมั้ง”

“ทิฟฟานี่เคยพูดในรายการหนึ่งว่า ‘สวัสดีพวกเธอ LGBTQ+ community ฉันไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นยังไงบ้างนะ แต่ฉันอยากจะสนับสนุนพวกเธอ พวกเธออยากเป็นอะไรก็เป็น อยากจะทำอะไรก็ทำ ไม่ต้องไปคิดมาก ไม่ต้องไปสนคำคน’ เราจะรู้สึกว่าคำพูดพวกนี้มันเป็นเรื่องธรรมดาก็ได้นะ แต่มันสำคัญกับพวกเรามาก บางทีพวกเราอาจจะโดนปิดกั้นจากครอบครัว สังคม หรือที่ทำงาน เราไม่ได้รับอนุญาตให้ Show Yourself ได้ขนาดนั้น แต่พี่เขาก็ยังสนับสนุนอยู่ตรงนี้ สิ่งที่พี่เขาทำ ทำให้เห็นเลยว่าฟานี่อยู่ข้างๆ คนในคอมมูนิตี้นี้จริงๆ ไม่ได้แค่ถือธง เขาพูดจริง ต่อสู้ให้จริง ๆ อยากให้ทุกคนได้รับความรัก ทุกคนควรพบกับการถูกรัก”

“ตอนที่เราเรียนที่จีน เพื่อนร่วมชั้นเรามีคนเกาหลี 4 คน มีผู้หญิงคนนึง ผู้ชาย 3 คน ผู้ชาย 2 คนค่อนข้างจะเป็นชายแท้ ไม่เล่นกับกะเทยนะ อย่ามาใกล้ แต่เพื่อนเราอีกคนนึง เขาเป็นคนซื้อแท่งไฟให้เรา เราก็เพิ่งบอกเขาไปล่าสุดว่าได้เจอกับฟานี่แล้วนะ ถ้าพูดถึงสัดส่วนชายแท้ของเกาหลีนะ มันก็มีหลายคนที่แบบไม่เปิดจริงๆ แล้วก็ไม่โอเคกับคนหลากหลายทางเพศ แต่เพราะว่าเกาหลีก็จะมีมารยาท ไม่ชอบก็แค่ไม่ยุ่ง แต่มีกริยาบางอย่างที่แบบดูเหยียด แต่ล่าสุดผู้ชาย 2 คนที่เขาประกันสุขภาพและอยากจะมอบสิทธิในการรักษาให้แฟนเขา ไปยื่นกับศาล ศาลก็ตัดสินให้เขามอบผลประโยชน์ให้กันได้ การไม่เปิดรับความหลากหลายทางเพศของเกาหลีมันก็มี แต่เรารู้สึกว่าในประเทศประชาธิปไตย ต่อให้กลุ่มคนมันไม่เปิดรับ แต่ถ้ากฏหมายปฏิบัติต่อทุกคนเท่ากัน มันก็จะทำให้ Community แข็งแกร่งขึ้น”

ในเกาหลีใต้ การยอมรับความหลากหลายทางเพศอาจไม่ถือว่าดีเท่าไร และดูจะเลวร้ายด้วยซ้ำ แม้กระทั่งในการเฉลิมฉลอง Seoul Queer Culture Festival and Pride Parade ในปี ค.ศ. 2022 ก็มีการจัดตั้งขบวนต่อต้านและเรียกร้องต่อผู้ที่เดินทางไปร่วมเฉลิมฉลอง การต่อต้านความหลากหลายทางเพศนี้ส่งผลต่อความกล้าในการสนับสนุนสิทธิเพศหลากหลายของคนดังด้วยเช่นกัน เพราะหากคนดังคนไหนออกมาสนับสนุนความหลากหลายทางเพศหรือสิทธิสตรี ก็จะเจอกับการโจมตีในอินเทอร์เน็ต ความกล้าออกมาสนับสนุนแฟนคลับเพศหลากหลายของทิฟฟานี่ ยังจึงมีความหมายมากต่อชุมชนเควียร์เคป็อปแฟนทั่วโลก มากกว่าการมองเห็นความหลากหลาย ทิฟฟานี่ ยังยอมรับความหลากหลาย และประกาศตัวว่าเธอเป็นพันธมิตร (Ally) ของชุมชมผู้มีความหลากหลายทางเพศเสมอ

“เวลาไปม็อบ ม็อบมันยาว ๆ เนอะ บางจุดก็ไม่ได้ยินเสียง ก็เริ่มมีการลากลำโพงไปเต้นเกาหลี แล้วเราก็รู้สึกว่าเสียงเพลงมันอยู่กับทุกคนอะ แล้วเพลง into the new world ชื่อมันใช่ มันบอกว่าเราจะไปโลกที่เสมอภาคด้วยกัน ที่เกาหลีก็ใช้ทั้งในการประท้วงและงานไพรด์ ด้วยความที่ชื่อมันใช่และทิฟฟานี่ที่คอยสนับสนุนชุมชนเควียร์เสมอ มันยิ่งทำให้หลาย ๆ คนรู้สึกว่า พวกเขาอยู่ข้างเราจริง ๆ เพลงนี้มันเลยเป็นไอคอนมิวสิคที่จะพาเราไปโลกใหม่จริง ๆ โลกที่เสมอภาคกัน ไม่ใช่โดนกดขี่อยู่แบบนี้ อาจจะไม่ใช่ทุกคนที่อยู่ในม็อบที่เป็นติ่งเกาหลี แต่สำหรับคนที่อยู่ที่นั่นในตอนนั้น มันก็คงรู้สึกถึง”

“ที่ม็อบเราไม่รู้สึกว่ามันไม่ปลอดภัยหรือน่าอึดอัด เรารู้สึกว่าทุกคน be nice พอไปถึงแล้วลุง ๆ ป้า ๆ ก็ชวนคุยเหมือนสนิทกันมาก กินข้าวยัง ทำอะไรยัง หรือแม้แต่เราเป็นคนอีสานก็มีเวทีหมอลำ เรารู้สึกว่าพื้นที่ตรงนี้มันน่าสนใจนะ มันทำให้เราได้เข้าไปแสวงหาหรือดูหรือติดตามสิ่งต่าง ๆ ที่เราชอบ มันก็มีหลายที่ที่เปิดโอกาสให้เราได้เข้าไปโชว์ ได้เข้าไปทำในสิ่งที่เราอยากทำ ซึ่งอาจจะไม่เหมือนในห้องเรียนที่อาจจะโดนครูหรือเพื่อนเบรก แต่ในพื้นที่ม็อบ ทุกคนมีน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่จะมาทำสิ่งนี้ มันก็ย้อนกลับไปที่คอนเสิร์ต ทุกคนมีสิ่งที่รักเหมือนกัน ถ้ามันมีพื้นที่ปลอดภัยให้อะไรแบบนี้ มันก็คงจะดี”

และนี่คือความหวังของเยาวชนคนหนึ่งที่เติบโตด้วยที่ยึดเหนี่ยวจิตใจที่เรียกว่า K-Pop และลุกขึ้นมาสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้ชุมชนของตัวเองรู้จักและเข้าใจความหลากหลายทางเพศมากขึ้น ไม่ใช่แค่อัตลักษณ์ที่ไม่ถูกพูดถึงและไม่ยอมเข้าใจเช่นที่ผ่านมา

#QueerFans#QueerYouth#Sone#Kpop#SafeSpace

Graphic by 7pxxch

#SPECTRUM#พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

“กรุณาแสดงความเห็นอย่างสุภาพและสร้างสรรค์ ทีมงานสงวนสิทธิ์ในการลบหรือดำเนินการตามสมควร กับความเห็นที่สร้างความเกลียดชัง (hate speech) หรือละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น”

- Advertisement -
Ms. Satisfaction
Ms. Satisfaction
Since it opened my eyes. I can't stop me, can't stop me, can't stop me