Rupaul’s Drag Race: 10 ปีแห่งความปังจากรายการเฉพาะกลุ่มสู่ความดังแบบอินเตอร์เนชั่นเเนล

- Advertisement -

 

         “If you can’t love yourself, how the hell you’re gonna love somebody else”

เป็นคำคมแห่งยุคที่ หลายๆคนคงคุ้นหูกันดี ที่ขุ่นแม่รูพอลส์ (Rupaul Abre Charles) แดร็กควีนอเมริกันผิวสี กล่าวก่อนปิดรายการ Rupaul’s Drag Race การแข่งขันแดร็กควีนที่สุดแห่งจักรวาล ที่ได้เข้ามาเขย่าอุตสาหกรรมบันเทิงกระแสหลักแบบชนิดที่เรียกว่า ลุกเป็นไฟ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่า รายการนี้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้แดร็ก กลายเป็นปรากฎการณ์ที่เข้ามามีบทบาทในวัฒนธรรมกระเเสหลักในโลกนี้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมบันเทิง

- Advertisement -

วัฒนธรรม Drag นั้น หากมองย้อนกลับไปถือว่าวิวัฒน์ไกลมากเหมือนครอบครัวดาเดเชี่ยนส์ ถ้าจะเล่า ก็คงต้องร่ายยาวหลายซีซั่น จากต้นเนิดใน “โรงละคร” ย้อนกลับไปตั้งเเต่สมัยศตรรษวรรษที่ 17 ในละครเชคสเปียส์ ซึ่งผู้เล่นทั้งหมดต้องเป็นผู้ชายเท่านั้น นั่นหมายความว่าบทผู้หญิงนั้น ผู้เล่นชายก็ต้องแต่งกายเป็นผู้หญิงเพื่อทำการแสดง นั่นถือเป็นก้าวกำเนิดของ Drag ในบริบทความหมายที่ผู้ชายรับบทหญิง แต่งหญิง สวมวิญญาณหญิง (Female Impersonation) ซึ่ง Drag ก็ผ่านยุคเปลี่ยนผ่าน ยุคมืด ยุคใต้ดิน ยุคฟื้นฟู ยุคเรืองรอง ประหนึ่งประวัติศาสตร์สังคมในยุโรป จวบจนปัจจุบันวัฒนธรรม Drag ก็ถูกตีความเป็นว่ารูปแบบหนึ่งศิลปะที่หมายถึงการแสดงออกถึงสรรพสิ่งต่างๆ มากมายเหลือคณานับตามใจปรารถนาหรือแม้กระทั่งเหนือจินตนาการ ล้ำกว่าความสามารถของมณีอินฟินิตี้สโตนทั้งหกในจักรวาลมาร์เวลเสียอีก การแสดงออกทั้งในเชิงอัตลักษณ์ ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่ซึ่ง Drag จะฝังในบริบทใดบริบทนึงเสมอ โดย Drag เป็นเหมือนเสื้อคลุม หน้ากาก การแสดงออก คาแรคเตอร์ที่เราเลือกสร้าง เลือกที่จะเป็นหรือสวมใส่ เช่น เจ้านายของคุณชอบจินตหรา พูนลาภ คุณเลยเลือกที่จะร้องเพลงเต่างอย เต้นกระโดดเด้าเก้าชั้น พร้อมทำเสียงแหบแบบน้องจินเพื่อสร้างความประทับให้เจ้านายในที่ประชุม ซึ่งอัตลักษณ์ คาแรคเตอร์ หรือการกระทำที่แสดงออกนั้นคือ แดร็ก ในธีมจินตหราเรียลเนสนั่นเอง

ความหมายของ Drag มันไม่ได้อยู่แค่ว่าคือ ตุ๊ด เกย์ กะเทยแต่งชุดหางปลา เครื่องหัวขนนก ลิปซิงค์ทำการแสดงบนเวทีเเล้ว คือมันเหนือกว่า ยิ่งใหญ่กว่าและมีความเชิงนามธรรมมากกว่านั้น

จุดพลิกผันของวัฒนธรรม Drag ที่พร้อมจะถูกนำพามาประกาศศักดาให้โลกจำ เมื่อขุ่นแม่รูพอลส์ แดร็กควีนที่ได้เข้ามาสร้างความปังและขึ้นหิ้งเป็นไอคอนในประวัติศาสตร์ของ Drag ในยุคโมเดิร์น ซึ่งรูพอลส์ได้สร้างชื่อเสียงให้ตนเองในฐานะ แดร็กควีนที่ได้รับความนิยมมากในนิวยอร์ค จนหลายคนเรียกนางว่าเป็น โลคอลเซเล็ป และความสำเร็จครั้งสำคัญที่ปูให้คุณแม่รูส์ของเราได้เฉิดฉายในวงการคือเพลงฮิตอย่าง “Supermodel (You Better Work) ที่นางปล่อยออกมา และติดชาร์ทนำพาไปสู่ความสำเร็จอื่นๆ ในช่วงยุค 90s เช่น เป็นโฆษกของแบรนด์เครื่องสำอางใหญ่อย่าง MAC ในแคมเปญช่วยผู้ป่วย HIV และการมีรายการวิทยุและทอล์คโชว์เป็นของตัวเองทางทีวี ฯลฯ

หน้าม่านรูพอลส์สวมองค์แดร็กแต่งเป็นหญิงคอสตูมจัดเต็ม แต่หลังม่านก็ใช้ชีวิตเป็นเกย์ผิวสีคนนึงที่แต่งกายเป็นเพศชายและใช้ชีวิตตามปกติ ดังนั้นการปรากฎตัวของรูพอลส์ในวงการในยุคนั้นได้สร้างความฉงนสนเท่ห์และความท้าทายกับคอนเซ็ปต์เรื่องเพศ การแสดงออกถึงอัตลักษณ์ตัวตนทางสังคมเป็นอย่างมาก

ในปี 2009 แม่รูส์ได้ออกอากาศรายการเรียลิเรียลลิตี้แข่งขัน Drag ควีน ในชื่อ รูพอลส์ แดร็ก เรซ เฟ้นหาซุปเปอร์สตาร์ ค้นฟ้า คว้าดาวแดร็กควีน ที่มีความสามารถรอบด้านแบบรายอเมริกันไอดอลกับอเมริกันเน็กซ์ท็อปโมเดลรวมกัน ซึ่งตลอดระยะเวลา 10 ปี กว่า 15 ซีซั่น 176 ตอน ผู้เข้าแข่งขันแดรกควีน 140 คน จากเงินรางวัลชนะเลิศ 20,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 6 แสนบาท) จนปัจจุบันเพิ่มมาเป็น 100,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 3 ล้านบาท) และซึ่งรายการค่อยๆ ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่องแต่แขนงรายการย่อยออกมาทั้ง แดร็กยู รวมถึงรายการเวอร์ชั่น All Stars คือซีซั่นที่เอาคนที่เคยแข่งในซีซั่นที่ผ่านๆ มามาแข่งใหม่ที่ประสบความสำเร็จไม่น้อยที่มีกว่า 4 ซีซั่นแล้ว จากรายการที่มีแค่แฟนคลับเฉพาะกลุ่ม จนตอนนี้เข้าถึงทุกเพศทุกวัย แบบอินเตอร์เนชั่นเเนลออกอากาศทั่วโลกและได้กวาดรางวัลอันทรงเกียรติในวงการโทรทัศน์อเมริกาอย่าง Emmy Awards และรางวัลอื่นๆ แบบป๊อกเก้าสองเด้ง กินรอบวง

สังคม Drag นั้นไม่ใช่แค่เป็นส่วนหนึ่งแต่เป็นอุตสาหกรรมย่อยในตัวเองที่มีรายได้หมุนเวียนไม่น้อยเลยทีเดียว

สร้างชื่อเสียง สร้างรายได้ให้แก่ควีนที่เคยเข้าแข่งขันในรายการ ประหนึ่งเซเล็บหรือเน็ตไอดอลที่มีผู้ติดตามเป็นแสนเป็นล้านที่เป็นเเพลตฟอร์มที่สำคัญให้ควีนทั้งหลายทำมาหากิน ทั้งขายเสื้อผ้า ขายครีม ออกซิงเกิ้ล สอนเเต่งหน้า ทัวร์คอนเสิร์ตเรียกได้ว่าครบทุกหมวดสัมมาอาชีพ รวยๆ เงินดกๆ แข่งรายการอีพีเดียวก็คุ้มเเล้วจ้าแม่

แดร็กควีนแข่งธรรมดาโลกไม่จำ! ผู้ขันแข่งต้องพร้อมประจัญร้อยเล่ห์ หลากรูปแบบกับบททดสอบรอบด้านจากกรรมการและทีมงาน หากไม่สตรองจริง ไม่มีพรสวรรค์จริง คุณไม่ใช่ซุปเปอร์สตาร์!

ด้วยความพิศดาร ความเริศ ความอลัง รวมไปจนถึงความหลุดกรอบของการแข่งขันเรียลลิตี้ทั่วๆ ไป ในรายการรูพอลส์แดร็กเรซแต่ละสัปดาห์จะมีชาเลนจ์หรือแคมเปญแบ่งเป็น 2 อันคือ มินิชาเลนช์ และเมนชาเลนช์ (หรือในรายการเรียกแม็กซี่ชาเลนช์) ซึ่งมินิชาเลนช์นั้นเป็นการแข่งขันหรือเกมส์เล็กๆ ที่ไม่ซีเรียสมาก ซึ่งผู้เข้าแข่งขันร่วมแข่งกันตอนไม่แต่งแดร็ก อารมณ์ประมาณวอร์มอัพงี้ โดยรูปแบบก็จะแตกต่างกันไปและมีพัฒนาการมาเรื่อยๆ ตั้งเเต่ซีซั่นเเรกๆ ที่เด่นๆ ก็จะมี Reading Challenge ซึ่งเป็นชาเลนจ์ที่ให้ผู้เข้าเเข่งขันแต่ละคนออกมา แล้วการทำใส่เเว่นตาแล้ว Read คือ จิก กัด ด่า ผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ แบบเรียงตัว ใครด่าแซ่บ กัดเพื่อนแสบสุดก็จะได้รับรางวัลไปและเกมส์ในรูปแบบอื่นๆ สัพเพเหระ แตกต่างกันไปแล้วเเต่ซีซั่นไม่มีตายตัว แต่อาจจะมีวนมาเหมือนเดิมบ้างก็ว่ากันไป ส่วนผู้ที่ชนะมินิชาเลนช์ก็จะได้รับรางวัลเป็นกิ้ฟท์วอยเชอร์บ้างหรือทิปบ้าง แต่อีกอย่างที่สำคัญคือการได้รับสิทธิ์ในการเลือกทำชาเลนช์ในรูปแบบต่างๆ เช่น เลือกจับกลุ่มให้ตนเองให้เพื่อเลือกโจทย์ เลือกคอนเซ็ปต์ เลือกลำดับการทำการแสดง เป็นต้น ซึ่งความมันส์ก็จะอยู่ตรงที่ใครเหม็นหน้าใครก็จะเลือกประชดเพื่อแกล้งเพื่อความดราม่า

ส่วนเมนชาเลนจ์ก็จะมีรูปแบบที่หลากหลายเช่นกัน เเต่จะมีความตายตัวมากกว่ามินิชาเลนจ์ คือต้องมีชาเลนจ์นี้ทุกซีซั่น รูปแบบของชาเลนจ์แต่ละสัปดาห์ก็จะทดสอบหรือแข่งความสามารถแตกต่างกันไปเช่น ดีไซน์ชาเลนจ์ ทดสอบความสามารถในการออกแบบชุดจากอุปกรณ์ที่รายการมอบให้ อาทิ ขยะ ของจากร้านทุกอย่าง 20 ผลหมากรากไม้ธัญพืชจากฟาร์ม คอเมดี้/แอคติ้งชาเลนจ์ ทดสอบความสามารถในการแสดง การด้นสด ปล่อยมุก ความตลก เฮฮา ทั้งแบบมีสคริปต์และไม่มี ในรูปแบบของทำล้อเลียนรายการทีวี รายการเรียลลิตี้อื่นๆ ล้อเลียนหนังและละคร ซึ่งผู้เข้าแข่งต้องงัดเอาความสามารถการแสดง การด้นสด การทำยังไงก็ได้ให้ฮา กรรมการหัวเราะ ถึงจะรอดในสัปดาห์นั้น

ชาเลนจ์นึงที่ถือว่ายากที่สุดในบรรดาชาเลนจ์ในรายการที่ทำมาคือ Impersonation ชาเลนจ์หรือชาเลนจ์ที่ต้องสวมคาเเรคเตอร์เป็นคนดังไม่ว่าจะเป็นดารา นักแสดง หรือใครก็ตามตามโจทย์ที่ได้รับหรือชาเลนจ์ที่ต้องเลือกสวมคาเเรคเตอร์มาทำการแข่งในสัปดาห์นั้นๆ ที่เกือบทุกซีซั่นต้องมีและช่วงนี้คือปราบเซียนมาก! และผู้ชมรายการรอชาเลนจ์นี้ในทุกๆ ซีซั่นนั่นก็คือ Snatch Game ที่ผู้เข้าเเข่งต้องสวมคาแรคเตอร์ให้เหมือนคนที่เลือกแค่นั้นยังไม่พอเเล้วต้องฮาด้วย โดยชาเลนจ์นี้จะมีแขกรับเชิญมาสองคน และแม่รูพอลส์เป็นคนดำเนินรายการและผู้เข้าแข่งนั่งบนโพเดี้ยมเรียงกันสวมคาเเรคเตอร์ที่ตนเลือกแล้วเล่นเกมเติมคำในช่องว่าง โดยจะมีโจทย์มาถามวนไปเรื่อยๆ

เช่น แม่รูถาม ปารีณาเธอเป็นสวย แต่ทุกคนมองเธอว่าบ้า เพราะเธอนั้น จุด จุด จุด

แล้วแขกรับเชิญก็จะตอบความถามเติมประโยค แม่รูก็จะถามผู้เข้าเเข่งขันวนไปใครตอบตรงกับเเขกรับเชิญได้แต้ม แต่เป็นการแข่งหลอกๆ เพราะการที่จะชนะเเคมเปญนั้นไม่ใช่ได้เเต้มเยอะ เเต่เป็นการสวมคาแรคเตอร์ให้เป๊ะเเละด้นสด เล่นมุข ตอบคำถามให้ตลกโปกฮา ทำยังไงก็ได้ให้แม่รูและเเขกรับเชิญหัวเราะนั่นเอง ซึ่งชาเลนจ์นี้หินจริงๆคือแต่ละซีซั่นจะมีควีนหลายคนที่ตกม้าตาย หรือหลุดหลุมฝังตัวเองแบบทั้งเป็นไปเลย เพราะนอกจากจะสวมคาแรคเตอร์ไม่เหมือนเเล้วยังเล่นมุกแป๊ก พูดไม่รู้เรื่อง ตอบไปเรื่อย คือไปไม่เป็นเลยนั่นเอง หรือจะเป็นการสวมคาแรคเตอร์ที่ได้รับจากโจทย์เเล้วมาแสดงเป็นมิวซิเคิลลิปซิงค์บนเวที เช่น ในซีซั่น 9 ก็มีชาเลนจ์ที่ล้อเลียนรายการคาเดเชี่ยนส์ โดยควีนเเต่ละคนก็จะได้รับโจทย์สวมบทเป็นแต่ละคาเเรคเตอร์เเละลิปซิงค์มิวซิเคิลล้อเลียนรายการ ใครโชคดีได้รับช่วงเนื้อเพลงลิปซิงค์ฮาๆ และสวมคาเเรคเตอร์ได้เหมือนกันจะได้รับคำชมเเละชนะไปในชาเลนจ์นี้ และชาเลนจ์รูปแบบอื่นๆที่หินไม่แพ้กัน เช่น ร้องเพลง แต่งเพลง ออกแบบสินค้า ทำโฆษณา ทำอีเว้นท์จำลอง ฯลฯ

ลิปซิงค์เพื่อชีวิต พลิกประวัติศาสตร์ สร้างความสะพรึงจนถูกพูดถึงกันอย่างเเพร่หลาย กลายเป็นซิกเนเจอร์หลักของรายการ เล่นไม่ใหญ่ก็เตรียมถูกคัดออก!

เมื่อนึกถึง Rupaul’s Drag Race จะต้องสิ่งๆนี้นั่นก็คือการ Lipsync For Your Life คือการแข่งลิปซิงค์เพื่อเอาชีวิตรอดจากการถูกคัดออกในเเต่ละสัปดาห์ ซึ่งในเเต่ละสัปดาห์ก็จะมีผู้เข้าเเข่งที่ทำผลงานได้เเย่ที่สุดต้องทำการลิปซิงค์แข่งกัน ใครแสดงได้ปัง เต้นเริ่ด ลูกเล่นลีลาหลากหลาย ก็รอด ซึ่งการลิปซิงค์ของผู้เข้าแข่งขันนี้ได้พัฒนาเรื่อยๆแบบไม่หยุดยั้ง เพื่อที่จะเอาชีวิตรอดอยู่ต่อในรายการ พวกนางเลยต้องขนลูกเล่นมาเพื่อเรียกความสนใจและฆ่าคู่เเข่ง ซึ่งในแต่ละซีซั่นก็จะมีแมชล้างตาที่เป็นที่ตราตรึงใจท่านผู้ชม ไม่ว่าจะเป็นการเต้นที่เป๊ะ ตีลังกา ฉีกขา Deathdrop (ท่าล้มลงพื้นแบบหงายหลังแล้วพับขาหนึ่งข้างเสมือนล้มตายแบบศพสวย) กระชากเปลี่ยนคอสตูมกลางเวที ใส่วิกผมซ้อนกันหลายอันเเล้วกระชากออกขณะทำการแสดง และสารพัดแนวทางอื่นๆ ที่พวกนางสรรหามาฟาด ซึ่งหากใครทำการลิปซิงค์ได้ใจคุณแม่รูมากสุดก็จะชนะและได้อยู่ต่อ

ในซีซั่นแรกๆ เทปสุดท้ายที่คัดเลือกผู้ชนะของรายการ แม่รูส์จะพิจารณาจากผลงานรวมทั้งในรายการตั้งเเต่เทปแรก แล้วจะตัดสินว่ามงลงใคร แต่ด้วยความเป็นตำนานของการแสดงลิปซิงค์ที่เกิดขึ้น แต่ตั้งแต่ซีซั่น 9 เป็นต้นมา รายการได้ทำการเปลี่ยนรูปแบบของเทปสุดท้ายเป็นการแสดงโชว์สดบนเวทีและให้ผู้เข้าแข่งตัวท็อป 4 คน สุ่มเลือกและลิปซิงค์แข่งกันเพื่อชิงมงกุฎแทน ซึ่งคุณแม่รูจะตัดสินหลังจากจบการลิปซิงก์ว่าใครชนะในแต่ละรอบ เเต่หลังจากจบการแสดงรอบสองคนสุดท้าย ทางรายการจะอัดตอนจบไว้หลายเวอร์ชั่น ทั้งแต่ละคนชนะ รวมถึงเสมอด้วยเพื่อป้องการสปอยล์ของผู้ชมในห้องส่งนั่นเอง ซึ่งถือว่ารูปแบบใหม่ในซีซั่น 9 ประสบความสำเร็จมาก เรตติ้งสูงที่สุดในรายการรอบดึก ขุนศึกทั้ง 4 คนสุดท้ายอย่างเปเปอร์มินท์ (Pepermint) ทรีนิตี้ เทเลอร์ (Trinity Taylor)  เช คูเล (Shea Coulee)  ซาช่า วาลอร์ (Sasha Valour)  ได้ประกาศศักดาสู้ยิบตากันแบบอื้อหื้อ ผู้ชมนั่งไม่ติดเบาะ โดยเฉพาะผู้ชนะในคืนนั้นอย่าง ซาช่า วาลอร์ ได้ขโมยซีนจนสามารถชิงมงกุฎมาได้ โดยการแสดงเเรกนางทำการซ่อนกลีบกุหลาบไว้ในถุงมือทั้งสองข้างและซ่อนไว้ในวิกผม ในระหว่างลิปซิงค์นางก็วาดลวดลายทำการถอดถุงมือ ถอดวิก เทและโปรยกลีบกุหลาบออกมาจากหัว คนดูลุกกรี๊ดลั่นโรงละคร แต่ในซีซั่นถัดมาการเล่นใหญ่แต่แพลนไม่ดีก็ใช่ว่าจะรอดเสมอไป ดังเช่นในซีซั่นถัดมาหนึ่งในผู้ท้าชิงรอบสุดท้าย ใส่ชุดธีมผีเสื้อและทำการเอาผีเสื้อจริงๆซ่ อนไว้ในนม และระหว่างทำการแสดงนางทำการปล่อยผีเสื้อออกมา ซึ่งผีเสื้อนอกจากจะไม่บินเเล้ว ยังไต่ ตายเกลื่อนเวที ทำเอาผู้ชมเอ๋อรับประทานจนพูดไม่ออกในความตุ๊บที่เกิดขึ้น อาจกล่าวได้ว่าการลิปซิงค์นอกจากมีวิวัฒนาการมาค่อนข้างสุดทางเเล้ว ผู้เข้าแข่งขันนั้นต้องทำการวางแผนเป็นอย่างดีว่าแสดงลูกเล่นยังไงให้ประสบผลสำเร็จและที่สำคัญต้องไม่แป้กจนจบชีวิตตัวเองบนเวที

สารพันปัญหา ดราม่าชีวิต เรื่องราวความกล้ำกลืนที่ถูกแบ่งปันในรายการ

ถูกเปลี่ยนผันเป็นความกล้าและถูกส่งต่อเป็นแรงบันดาลใจในชีวิต

ขึ้นชื่อว่าเป็นรายการการแข่งขันแบบเรียลลิตี้เเล้ว ผู้เข้าแข่งขันในรายการถือเป็นตัวแสดงหลักที่จะทำให้รายการนั้นพังหรือรอด ประสบการณ์ในรายการ เรื่องราวทุกอย่างของผู้เข้าแข่งขันที่เกิดขึ้นหรือที่แบ่งปันในรายการคือต้อง “เรียล” อย่างในซีซั่นเเรกๆ เรื่องราวสุดช็อค ที่ทำให้ผู้ชมสมัยนั้นค่อนข้างตะลึงคือ อองใจน่า (Ongina) ผู้เข้าเเข่งขันในซีซั่น 1 หลังจากที่ชนะแคมเปญในตอน ด้วยความดีใจสุดซึ้ง เธอจึงสารภาพกับทุกคนว่า เธอเป็นโรค HIV มาสองปีเเล้ว การชนะในครั้งนี้มีจึงความหมายกับเธอมาก ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นสร้างปรากฎการณ์ที่สำคัญในวงการทีวีเพราะการเป็น HIV ในสมัยเเล้วออกมาเปิดเผยถือเป็น Taboo หรือเสมือนเรื่องต้องห้าม เพราะผู้คนจะรังเกียจ แต่สำหรับควีนคนนี้ไม่ใช่เลย เธออยากให้เรื่องราวของเธอนั้นเป็นแรงบันดาลให้กับผู้ชม เพราะความผิดพลาดแค่ครั้งเดียวไม่ใช่จุดจบของชีวิต จงกล้าที่จะใช้ชีวิตกับความจริง และยอมรับกับสิ่งที่เป็นอยู่เเล้วสู้ต่อไปแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น ทำให้ในซีซั่นหลังๆ มาอย่างในซีซั่น 6 ทรีนิที เค โบเนต์ (Trinity K. Bonet) ก็เธอมีความกล้าหาญ แชร์เรื่องราวการเป็นผู้ที่มีเชื้อ HIV ให้ทุกคนได้รู้เช่นเดียวกัน

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวดราม่าชีวิตต่างๆ ของผู้เข้าเเข่งขันที่ฟังเเล้วน้ำตาไหลกันทั้งกอง สะท้อนสภาพปัญหาในสังคมต่อกลุ่ม LGBTQ อย่างชัดเจน ทั้งเรื่องของการยอมรับทางสังคมต่ออาชีพและตัวตน รวมถึงอัตลักษณ์ของพวกเค้า อย่างในซีซั่น 2 ก็มีหนึ่งในผู้เข้าเเข่งที่ชื่อ โซนีค (Sonique) ที่วิ่งร้องไห้ออกจากเซ็ทในขณะที่ถ่ายเทปรียูเนี่ยนอยู่ ซึ่งความรู้สึกเหมือนเธอแบกอะไรไว้ทั้งโลกแต่ไม่กล้าพูดออกมา สุดท้ายเธอก็เปิดใจยอมรับในรายการว่าแท้จริงแล้วตนไม่ใช่เพศชายที่แต่งหญิงแต่เป็นผู้หญิงทั้งใจและกายเลยต่างหาก การยอมรับว่าตัวเองเป็น Trans Woman ในรายการทีวีอาจไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในสมัยนั้น นับว่าเป็นเรื่องของความซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตนเองที่ทำให้เธอมีความกล้าหาญพอที่จะเปิดเผยเรื่องนี้ รวมถึงยังมีเรื่องราวของผู้เข้าแข่งขั้นมากมาย วิบากชีวิต ครอบครัวแตกแยก สารพันตลอด 10 ซีซั่นที่สะท้อนความเป็นมนุษย์ที่มีความ “เรียล” เป็นบทเรียนเเละกำลังใจที่ส่งออกไปสู่ท่านผู้ชมของรายการ

สิ่งที่รายการตลอดนำเสนอหลายปีมานี้ มันสะท้อนปัญหาต่างๆ ในสังคมในวงกว้างและมีพลังเหนือมิติเรื่องเพศไปแล้ว

ความสำเร็จที่ได้รับต่อเนื่องเเละยาวนานของรายการนั้นเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงอะไรบางอย่างที่รายการมอบสู่คนดูและสังคม นอกเหนือจากองค์ประกอบอื่นๆ ที่เป็นเปลือกนอกของผู้เข้าแข่งขัน การตบตี ดราม่า ความสวยงามของชุด ความเล่นใหญ่ใส่เต็ม ความสนุกมันส์ฮา นั่นคือความ “เรียล” ที่ถูกถ่ายทอดผ่านเรื่องราวของตัวแสดงในรายการทั้งปัญหาชีวิตส่วนตัว ครอบครัว สุขภาพ ข้อจำกัดหรือความทุลักทุเลที่ต้องก้าวข้ามเพื่อเอาชีวิตรอดในรายการ สะท้อนให้ผู้ชมเห็นและมองย้อนทำเข้าใจเรื่องราวและปัญหาของตนเองและสังคมว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ดูยิ่งใหญ่ สวยงาม ที่ถูกสร้างขึ้นมาล้วนเป็นเปลือกนอก แท้ที่จริงเเล้วเบื้องหลังเปลือกเหล่านี้ พวกเขาก็คือมนุษย์คนนึงที่มีความรู้สึก เรื่องราวชีวิตและปัญหาต่างๆ ของรูปแบบของตนเฉกเช่นทุกคนบนโลกใบนี้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของโลกโซเชียลมีเดียที่ทุกอย่างถูกตีความ ผลิตซ้ำ และเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเกิดดราม่าอะไรก็ตามในรายการเรื่องราวมันจะมีพลังสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่เป็นวาระสำคัญที่สะท้อนปัญหาแล้วถูกส่งต่อผลักดันให้มีการพูดคุยกันมากขึ้นในสังคมก็ดี หรือบางครั้งดราม่าบางอย่างคนดูอินเกินจนเเยกแยะจนนำไปสู่การ Bully ออนไลน์ แฟนคลับทะเลาะตบตีเพื่อปกป้องผู้เข้าแข่งขันที่เรารัก แต่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทุกอย่างผันเปลี่ยน ไม่มีความเที่ยงผ่านไปเทปใหม่ก็มีเรื่องใหม่ให้ถกต่อ ต้องเตือนสติเพื่อนร่วมโลกว่าดูแล้วต้องแยกแยะ อย่าอินเกินเหมือนพี่ช่าบอก

สุดท้ายเเล้วเนื้อหาและข้อความต่างๆที่ถูกถ่ายทอดผ่านรายการนั้นถูกกลั่นกรองออกมาเป็น  พลังงานบวก (Positive Vibes) กระตุ้นในผู้ชมมองชีวิตในมุมใหม่ๆ และสนุกกับมันมากขึ้น เหมือนกับที่แดร็กควีนในรายการหลายๆ คนที่บอกว่า “Drag is not that serious” 

 

- Advertisement -
ธนการณ์ ไชยโส
ธนการณ์ ไชยโส
An expert on nothing with opinions on everything.