คุยกับธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ผู้เชื่อว่าปัญหาของประชาชนต้องถูกบอกเล่าอย่างเข้าใจ

- Advertisement -

ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ หรือ ‘ครูธัญ’ ไม่ใช่ผู้สมัครส.ส.หน้าใหม่แต่หากเป็นตัวแทนคนเพศหลากหลายที่มีประสบการณ์เข้าไปส่งเสียงในรัฐสภาชุดที่ 25 ที่ผ่านมา ลีลาการอภิปรายที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกของเขาส่งผลให้หลายครั้งเกิดเป็นปรากฎการณ์ไวรัลให้เราได้เห็นจนคุ้นหน้าว่าเขาคือหนึ่งใน ‘ชาวเรา’ ผู้ส่งเสียงเพื่อคนในคอมมูนิตี้ และในการ #เลือกตั้ง66 เราได้เห็นชื่อของธัญวัจน์ในฐานะผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 16 พรรคก้าวไกล

จากอดีตส.ส.สมัยล่าสุดที่มีส่วนสำคัญในการพา #สมรสเท่าเทียม และนโยบายเพื่อความเท่าเทียมหลากหลายเข้าสู่วงถกเถียงในพื้นที่สภาผู้แทนราษฎร วันนี้เราได้เห็น ธัญวัจน์ ทำหน้าที่เป็นตัวแทนชุมชน LGBTQ+ อีกครั้งในการเดินสายรับฟังข้อเสนอจากภาคประชาชน อะไรที่เป็นแรงผลักดันในการทำงานในสภาที่ปิตาธิปไตยยังยึดพื้นที่ส่วนใหญ่เอาไว้อย่างแข็งแรง และแรงผลักดันไหนที่ทำให้เขาเลือกจะสื่อสารปัญหาของประชาชนออกมาอย่างไม่ลังเลที่จะแสดงความรู้สึกร่วม

- Advertisement -

Spectrum ชวน ‘ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์’ คุยถึงประสบการณ์ทำงานในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและตัวแทนคนเพศหลากหลาย การเข้าร่วมกับพรรคอนาคตใหม่เพื่อดับภูเขาไฟในใจที่ใกล้ปะทุ และประเด็นร้อนเรื่อง #สมรสเท่าเทียม ที่ว่ากันว่า ก้าวไกลกำลังเคลมมาเป็นของตัวเองแต่เพียงผู้เดียว

ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์เป็นใคร

เป็นผู้สมัครบัญชีรายชื่อของพรรคก้าวไกล ลำดับที่ 16 และเป็นผู้แทนราษฎรซึ่งทำประเด็นเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศในสภาชุดที่ 25 ที่ผ่านมา รวมถึงมีโอกาสได้ไปนั่งในคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ แล้วก็ผู้มีความหลากหลายทางเพศค่ะ 

หลายคนอาจคุ้นหน้าคุ้นตาแล้วว่าธัญวัจน์ เป็นอดีตส.ส.ที่อภิปรายอย่างเต็มเปี่ยมด้วยอารมณ์อยู่เสมอ แต่ก่อนจะมารับบทเป็นผู้แทนราษฎรอย่างที่เรารู้จักธัญวัจน์เคยทำอะไรมาบ้าง

ก่อนจะมาเป็นนักการเมืองเราเคยมีอาชีพเป็นคนออกแบบท่าเต้นออกแบบการแสดง ออกแบบท่าเต้นให้ 2002 ราตรี พี่ใหม่ เจริญปุระ ทำ Academy Fatasia แล้วคนก็จะเริ่มเห็นหน้าตอนที่เราเป็นคอมเมนเตเตอร์รายการปั้นฝันสนั่นเวทีช่อง 9 

จากคุณครูผู้ทำงานเบื้องหลังในวงการบันเทิง อะไรทำให้ธัญวัจน์เปลี่ยนสายเข้าสู่สนามการเมืองอย่างจริงจัง

มันไม่เชิงเปลี่ยนสายค่ะ เพราะว่าเรื่องการเมืองมันอยู่มันอยู่กับเราตลอด ในขณะที่ทำงานก็จะมีเรื่องการเมืองอยู่ในความคิด คือเราเกิดทันในยุคพฤษภาทมิฬ แล้วตอนนั้นไม่เข้าใจเท่าไร เพราะว่าสื่อยังไม่ได้เปิดกว้าง แต่เราก็เห็นเหตุการณ์ที่เป็นความรุนแรง คนพูดกันว่ามีทหารทำร้ายประชาชน มีเทปวิดีโอขายตามคลองถม ซึ่งเรื่องราวพวกนี้ไม่ได้ถูกนำเสนอผ่านสื่อหลัก เราก็เลยเริ่มตั้งคำถาม แล้วต่อมาก็มีรัฐประหารปี 49 ซึ่งเริ่มมีสื่อออนไลน์แล้วพอเราไปดูในสื่อก็เห็นเขาแดกดันหนังสืออะไรบางอย่าง เราเลยไปตามหาหนังสือเล่มนั้นแล้วก็เริ่มเรียนรู้มากขึ้น จนกระทั่งรัฐประหารปี 57 ที่ทำให้เราเหมือนตื่นจากภวังค์ว่าประเทศเราผิดปกติ จึงเริ่มทำเพจการเมือง Sex Society กับคุณเคท ครั้งพิบูลย์ซึ่งเป็นรายการเล็ก ๆ ตอนละ 20 นาทีที่พูดถึงเรื่องเพศกับการเมือง นับเป็นจุดที่เริ่มเปิดตัวว่าสนใจเรื่องการเมืองเพราะเวลาเราคุยเรื่องประชาธิปไตยหรือคุยเรื่องเสรีภาพมันเคยเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง แต่พอปี 57 กลายเป็นถึงจุดที่เราคิดว่ามาเริ่มทำอะไรกันดีกว่าแล้วก็เลยลงมือทำ ดังนั้นพวกคำถามที่เราเคยมีมาตลอดมันค่อย ๆ ดังขึ้น

เพราะอะไรถึงตัดสินใจเข้าร่วมกับพรรคอนาคตใหม่ซึ่งเป็นพรรคการเมืองใหม่ที่พึ่งเปิดตัว

ตอนนั้นเราเห็นพรรคอนาคตใหม่เปิดตัวแล้วไม่ได้ลังเลเลย วันแรกที่พรรคเปิดรับสมัครเมื่อ 6 ตุลาคม 2561 เราก็ไปเลย แต่ด้วยความที่ ณ ตอนนั้นการเมืองไม่ได้เป็นเรื่องของคนธรรมดาเท่าไร เราก็เลยกลับไปคิดต่ออีก 2 วันว่าพ่อแม่จะว่ายังไง นักเต้นเราจะว่ายังไง จากนั้นถึงตัดสินใจส่งเอกสารแล้วก็เข้าไปตามขั้นตอน ไม่มีเส้น ไม่มีการติดต่อมาก่อน

มันมีพรรคเดียวที่เป็นพรรคของคนธรรมดาจริง ๆ ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงที่เราอยู่ในภาวะเหมือนภูเขาไฟกำลังจะแตกอยู่แล้ว การสมัครเข้าพรรคการเมืองเป็นช่องทางเดียวที่มันจะปลดปล่อยภูเขาไฟในตัวเราออกมาได้

นั่นแสดงว่าแม้จะตั้งใจสมัครด้วยอุดมการณ์แต่ก็ยังมีประเด็นที่กังวัลอยู่บ้างเมื่อต้องลงสนามจริง เรื่องเพศและการแสดงออกของเราเป็นหนึ่งในประเด็นที่สำให้เกิดความลังเลด้วยไหม

ไม่ได้กังวลกับพรรคเพราะมั่นใจว่าพรรคมีแนวคิดแบบสตรีนิยมอยู่แล้ว และอาจารย์ป๊อก (ปิยบุตร แสงกนกกุล) เคยพูดถึงเรื่องเพจ Sex Society ที่เราทำอยู่ด้วย แต่กังวลกับการเลือกปฏิบัติที่มันเป็นวัฒนธรรมอัตโนมัติในสังคมมากกว่า บางคนเลือกปฎิบัติกับเราโดยที่เขาไม่รู้ว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ บางครั้งเราก็รู้สึกว่าได้รับการยอมรับและบางครั้งก็รู้สึกว่าไม่ได้รับการยอมรับเสมอในทุกวัน เพราะว่าเราเป็น LGBTQ+ เพราะว่าเราเป็นกะเทย คือเราคิดว่าความเป็นกะเทยมันเป็นดาบสองคม คนพร้อมจะด่า แล้วเวลาด่ากะเทยจะด่าแรงกว่าผู้หญิงผู้ชาย แล้วเราก็ถูกให้คุณค่าน้อยกว่า เลยต้องพยายามหาว่าถ้าอยากให้เขาเห็นความคิดจะต้องทำอย่างไร มันก็เป็นการดีลที่ยาก

เรากังวลแต่คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องสู้ คือพอเราเป็นกะเทยสังคมมันจะคาดหวังบางอย่างซึ่งอาจ ไม่ใช่ตัวตนเราเท่าไร เราไม่ได้เป็นคนที่แต่งผู้หญิง แล้วก็ไม่ได้แฟชั่นจ๋า แต่ช่วงแรกเราจะใส่สูทส้มเพราะพยายามสื่อสารความเป็นตัวตนบางอย่าง จริง ๆ ก็อยากให้เขายอมรับในสูทสีส้มและการเดินหมุนตัวของเราในยุคแรกนะ แต่เราเลือกที่จะถอยลงมานิดนึงเพราะว่าพรรคไม่ได้เป็นของเราคนเดียว นั่นหมายถึงการที่ฝ่ายสื่อรับข้อโจมตีจากฝ่ายตรงข้ามมากเราจะกลายเป็นจุดอ่อน เพราะฉะนั้นการทำอะไรบางอย่างมันจึงต้องมีจังหวะ ซึ่งจริง ๆ ตอนใส่สูทส้มนั้นมันก็เป็นด้านหนึ่งของเรา ถึงปกติจะไม่ได้เป็นคนแต่งตัวจัด หรือคนที่กรี๊กกร๊าดตลอดเวลา แต่เราเป็นคนธรรมดามันก็มีช่วงที่เราแต่งตัวจี๊ดหรือกรี๊ดกร๊าดบ้าง ก็เลยคิดว่าเราจะเสนอความเป็นธรรมดาของเรากับความคิดกรี๊ดกร๊าดในบางครั้ง เราเป็นคนธรรมดาจริง ๆ ที่ตอนดีใจเราก็เต้นกับคนนู้นคนนี้ ตอนที่เราพูดถึงสมรสเท่าเทียมเรารู้สึกแบบไหนก็พูดแบบนั้น 

ย้อนไปในปีนั้นซึ่งรัฐสภายังไม่ได้มีการแสดงออกถึงความหลากหลายมากนัก การใส่สูทสีส้มประกอบกับการเดินหมุนตัวนับเป็นการแสดงออกที่กล้าหาญ และอาจนับเป็นการส่งสารถึงคนในชุมชน LGBTQ+ ด้วยว่าเขามีตัวแทนในพื้นที่นี้ ธัญวัจน์คิดว่าการที่มีตัวแทนคนเพศหลากหลายเข้าไปในสภามีความสำคัญหรือไม่

มันสำคัญมาก ๆ เราเชื่อว่ากะเทยและ LGBTQ+ ทุกคนมีประสบการณ์ร่วมกันคือ ‘ความเป็นไปไม่ได้’ เช่น  ความเป็นไปไม่ได้ในการสมรส ความเป็นไปไม่ได้ในการเป็นตัวเอง ความเป็นไม่ได้ในการที่จะเข้าถึงการทำงานที่ตัวเองเก่งกาจเชี่ยวชาญ ความเป็นไปไม่ได้มันอยู่ในทุก ๆ วินาทีชีวิตของกะเทย แล้วพอวันหนึ่งเรามาเป็นผู้แทนราษฎร เวลาที่พูดก็จะนึกถึงหน้าคนนั้นคนนี้ หน้านักเคลื่อนไหว หน้าเพื่อน หน้าคนที่ฆ่าตัวตายเพราะพ่อแม่ไม่ยอมรับ นึกถึงทิฟฟานี่ อัลคาซ่า เรานึกถึงทุกคนจริง ๆ แล้วก็รู้สึกว่าต้องทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด

เราอาจไม่ได้พูดเก่งที่สุดในสภา แต่ว่าเราพูดด้วยใจค่ะ เราเป็นคนหนึ่งที่ซึ้งกับคำว่าผู้แทนราษฎรจริง ๆ ในทุก ๆ ครั้ง ตอน #สมรสเท่าเทียม ขึ้นเทรนด์อันดับหนึ่งในทวิตเตอร์ เราจอดรถแล้วก็น้ำตาไหล เพราะมันแสดงให้เห็นว่านี่เป็นเรื่องของทุกคนจริง ๆ เราตัวสั่นแล้วก็บอกกับตัวเองว่านี่แหละผู้แทนราษฎร คือเราเป็นเสียงให้เขา เราอยากให้ประชาชนทุกคนกลับมาศรัทธาในระบบรัฐสภา ซึ่งจริง ๆ ตอนนี้ทุกคนศรัทธามากขึ้นนะคะ เพราะแต่ก่อนนักการเมืองถูกทำให้เป็นผู้ร้าย แล้วประชาชนก็เอือมระอาระบบรัฐสภา แต่ตอนนี้เราคิดว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ

เมื่อประชาชนให้ความสำคัญและจับตามองการทำงานของสภาอย่างใกล้ชิดและถึงขั้นมีการพูดถึงผ่านแฮชแท็กแบบเรียลไทม์ ปรากฎการณ์แบบนี้ทำให้ธัญวัจน์ในฐานะตัวแทนประชาชนที่เข้าไปส่งเสียงในพื้นที่นั้นรู้สึกอย่างไร

รู้สึกว่ายินดี เรายินดีรับใช้ คงไม่อยากพูดขอบคุณเพราะว่ามันเป็นหน้าที่ของเราอยู่แล้ว ไม่ต้องขอบคุณฉันเพราะประชาชนจ่ายเงินเดือนฉันอยู่ 

เราคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีเพราะมีการพูดคุยกันเป็นวงกว้าง เหมือนว่ามันเป็นการขยายความตระหนักรู้ให้เป็นวงกว้างออกไป เมื่อก่อนเราไม่มีสื่อออนไลน์มากนัก หรือว่าไม่ค่อยมีการพูดเรื่องสิทธิ์ แต่วันนี้พอทุกคนพูดเยอะขึ้นมันเป็นเรื่องที่ประชาชนตื่นรู้

ฉันยินดีกับรับใช้แล้วก็จะบอกว่าทุกคนก็มีส่วนในการที่จะทำให้สังคมก้าวหน้าค่ะ

อย่างไรก็ตาม การชื่นชมมักมาพร้อมกับคำติติงเสมอ และหนึ่งในการวิจารณ์ที่นักการเมืองจากชุมชนเพศหลากหลายต้องเจอคือการตั้งข้อสงสัยว่าเราจะเข้าไปใช้พื้นที่สภาในการเรียกร้องเฉพาะสิทธิของ ‘คนพวกเดียวกัน’ เท่านั้นหรือไม่ – ธัญวัจน์ในฐานะอดีตส.ส.ที่มีประสบการณ์ทำงานในสภาอยากตอบข้อสงสัยนี้อย่างไร

จริง ๆ แล้วในหนึ่งพรรคการเมืองเราต้องมีประเด็นให้ครบนะคะ นั่นหมายถึงว่าถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับทหาร คุณไบรท์ (พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์) จะรับรู้ และถึงเราจะไม่ได้รู้รายละเอียดเยอะเท่านั้นแต่ก็จะโหวตตามพรรค เพราะฉะนั้นควรจะมีคนดูในแต่ละประเด็นให้ครบ

อีกประเด็นคือเรื่องเพศ ไม่ใช่แค่เรื่องเรียกร้องสิทธิ์ซึ่งเป็นสิ่งพื้นฐานที่ต้องมี แต่ว่าจริง ๆ เรายังพูดเรื่องความเท่าเทียมของผู้หญิง เศรษฐกิจของผู้หญิง การจัดสรรงบประมาณเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ เพื่อเศรษฐกิจที่ดี คือเรื่องเพศเนี่ยมันสามารถโยงได้ทุกเรื่อง เช่น เรื่องของคมนาคมเกี่ยวกับ inclusive design เรื่องความมั่นคงกับความเท่าเทียมทางเพศ ตำรวจกับพื้นที่ของผู้หญิงที่ถูกทำร้าย

ที่สำคัญคือเราคิดว่าเรื่องเพศมันอยู่ในทุก ๆ สัดส่วน เราใช้ชีวิตเปิดประตูมาก็เกี่ยวกับเพศแล้ว ฉันจะใส่ส้นสูงหรือใส่รองเท้าแตะ ผู้ชายใส่รองเท้าแตะไม่มีใครด่า แต่ก็ผู้หญิงใส่รองเท้าแตะปุ๊บดูไม่สุภาพไม่เป็นทางการ ฉันควรจะทาแป้งหรือฉันควรจะไปหน้าสด 

 ฉันใส่ขาสั้นแค่ไหนดี คือเรื่องเพศมันเป็นเรื่องของทุกวินาทีในชีวิต เพราะฉะนั้นคนที่บอกว่าเราพูดแต่เรื่องเพศแสดงว่าเขายังไม่ได้เข้าใจเรื่องเพศทั้งหมด แต่ก็ไม่โกรธนะ แปลว่าเราก็ต้องพูดเยอะขึ้นค่ะ

แม้ ส.ส. และภาคประชาสังคมจะมีการพยายามสื่อสารนโยบายเพื่อความเท่าเทียงทางเพศมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังมีคนบางส่วนซึ่งมักจะเป็นผู้มีอำนาจเสียด้วยที่มองว่าประเด็นเรื่องเพศไม่ใช่ความเร่งด่วนอยู่ดี คิดว่านั่นเป็นเพราะสาเหตุใด

ต้องบอกเขาว่าก็นั่นแหละค่ะความไม่เท่าเทียม เพราะความไม่เท่าเทียมคือการจัดลำดับความสำคัญไม่เหมือนกัน ผู้ชายจัดลำดับความสำคัญแบบหนึ่ง ผู้หญิงจัดความสำคัญแบบหนึ่ง กะเทยจัดลำดับความสำคัญในชีวิตแบบหนึ่ง เพราะฉะนั้นนี่คือความเหลื่อมล้ำ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ชายมีเงินปุ๊บ ซื้อเบียร์ก่อน มีความสุขเลย ผู้หญิงเอามาซื้อผ้าอ้อมลูกก่อน ซื้อถั่วให้ผัวแกล้มเหล้า ซื้อของมาทำอาหาร ถึงจะได้ซื้อลิปสติก แล้วผู้หญิงเข้าใจว่า สิ่งนั้นเป็นของเธอ แต่จริง ๆ แล้ว เป็นของลูก 

แล้วในขณะที่ผู้ชายซื้อทอง ซื้อรถ ซื้อบ้าน มีเงินลงทุนสะสมทรัพย์ พวกกะเทย Transgender ยังต้องหาเงินเปลี่ยนเพศอยู่เลย เพราะเขาไม่ได้เป็นตัวเขา และที่คุณคิดว่าเรื่องปากท้องมาก่อนเพราะคุณไม่ได้มีปัญหาเรื่องตัวตนคุณไง เพราะฉะนั้นนี่คือความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

ในการเลือกตั้งครั้งนี้มีนโยบายในมิติเพศอะไรบ้างที่พยายามผลักดันให้เกิดขึ้นจริง

เรื่องการรับรองทุกเพศสภาพ คำนำหน้าตามสมัครใจ อันนี้เรามีร่างแล้วเรียบร้อย  ต่อมาเป็นเรื่องขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลซึ่งเป็นหนึ่งในข้อเสนอจากภาคประชาชนให้เรามา พัฒนาร่างด้วยกัน นอกจากนี้ก็จะมีในส่วนของการต่อต้านความรุนแรงทางเพศ พัฒนาความรู้เรื่องเพศ สุขภาพเพศ ผ้าอนามัยไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม ผ้าอนามัยฟรีในโรงเรียน ตำรวจหญิงทุกสถานี และการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยที่จะต้องพัฒนา คือตอนนี้กฎหมายผ่านแล้ว แต่ว่าระบบจัดการยังไม่เรียบร้อย คือยังไม่มีการประชาสัมพันธ์ ยังมีบางคนไม่รู้แล้วไปทำแท้งเถื่อนซึ่งไม่ปลอดภัย และแน่นอนว่าสมรสเท่าเทียม ที่เราต้องผลักดันต่อเป็นอย่างแรก

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมาพรรคก้าวไกลได้จัดกิจกรรม ‘ปักธงสมรสเท่าเทียม’ ขึ้นโดยมีธัญวัจน์เป็นหนึ่งในตัวแทนผู้สมัครของพรรคและเป็นทั้งตัวแทนของคนจากชุมชนเพศหลากหลายด้วย ช่วยเล่าบรรยากาศในงานให้ฟังหน่อย

เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เจอทุกคน มีคนเข้ามาพูดคุยแบ่งปันประสบการณ์ของเขากับเรา ซึ่งเราก็ยินดีมาก ๆ เรารู้สึกว่ามันมีการเปลี่ยนแปลง แล้วก็บรรยากาศไม่ได้เหมือนการปราศรัยเลย เรารู้สึกเหมือนเพื่อนเจอกัน เหมือนทอล์กโชว์  มีคนใส่เสื้อสีส้มมากันเองแล้วก็ยืนฟังกันเองจนจบ ทุก ๆ ที่ที่ไปมันเป็นแบบนั้นจริง ๆ แล้วเรารู้สึกว่าการเมืองใหม่มันเกิดขึ้นแล้ว แล้วนี่มันเป็นวิธีที่เราจะบอกว่า ใครจะบ้านใหญ่ บ้านเล็ก เราไม่สนใจ เพราะว่าพรรคก้าวไกลกำลังพูดถึงบ้านของทุกคน 

ก่อนหน้านี้ Spectrum ได้มีโอกาสเข้าร่วมงานเสวนา ‘ทอม ทรานส์ ชายข้ามเพศ ทรานส์มาสคิวลีน ในศึกเลือกตั้ง 2566’ ที่จัดโดยกลุ่ม TEAK – Trans Empowerment  โดยหนึ่งในผู้เข้าร่วมคืออดีตส.ส. ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ จากพรรคก้าวไกลซึ่งเล่าให้ฟังว่าได้รับการเลือกปฏิบัติในสภาโดยการจงใจเรียกคำนำหน้าที่ไม่ตรงกับอัตลักษณ์ของเขา ในฐานะที่เป็นอีกหนึ่งอดีตส.ส.ที่เป็นตัวแทนเพศหลากหลายธัญวัจน์เคยต้องประสบกับปัญหาเหล่านี้หรือไม่

เราเข้าใจคุณเตอร์เลย มันเป็นประเด็นของ Transgender ซึ่งตัวตนข้างในของเขาไม่ได้เป็นเพศตามร่างกาย เพราะฉะนั้นการเรียกเขาในคำนำหน้าที่ไม่เหมาะสมมันเป็นเรื่องที่ไม่เคารพ เราถึงต้องมีกฎหมายรับรองคำนำหน้าตามสมัครใจ

ซึ่งประเด็นนี้เราอาจไม่ได้มีประสบการณ์ร่วมแต่มีในเรื่องของการเลือกปฏิบัติที่บางครั้งตอนลงพื้นที่เราพูดอยู่แล้วมีคนมาเร่ง จนเราต้องวีนบ้างว่า ‘ทำกับพี่แบบนี้ไม่ได้นะคะ’ หรืออย่างเช่นการทำงาน บางครั้ง เรามีพูดว่า ‘เอากลับไป 2 เดือนไม่ได้อ่านกันเหรอคะ มันควรจะผ่านได้แล้ว’ บางทีเราต้องปัง คือต้องให้เราเป็นกะเทยอ่ะ

ท่าทางการพูดคุยของเราตอนนี้ใกล้เคียงกับธัญวัจน์ที่ประชาชนได้เห็นในการประชุมสภามาก ๆ นั่นหมายถึงการพูดอย่างออกรสออกชาติและไม่ลังเลที่จะแสดงออกถึงความอ่อนไหวทางอารมณ์เลย ซึ่งต่างจากภาพจำการของการประชุมสภาที่เราคุ้นเคย การที่ธัญวัจน์นำเสนอข้อมูลด้วยวิธีการแบบนี้ ได้รับผลตอบรับอย่างไรบ้าง

คนงงว่าจะมาแอน ทองประสมทำไม (หัวเราะเสียงดังมาก)  

เราคิดว่าถ้าเป็นวิธีคิดแบบผู้ชายก็จะให้ความสำคัญเรื่องข้อมูลเรื่องตัวเลข แล้วอารมณ์ ความรู้สึกจะเป็นฝั่งสตรีนิยมที่ผู้ชายไม่ให้คุณค่า ทั้งที่จริง ๆ แล้วปัญหาของประชาชนมีสิ่งที่อธิบายไม่ได้มากกว่าที่ฉันจะพูด มันมีสิ่งที่มากมายกว่าข้อมูลที่เธอบอก มากกว่ากราฟที่เธอเห็น มันมีความรู้สึกของความเป็นมนุษย์ เราคิดว่ามันประกอบกันระหว่าง โลกแห่งจินตนาการและความรู้สึกกับโลกแห่งข้อมูล เพราะว่าบางอย่างภาษามันอธิบายไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าเรื่องข้อมูลสำคัญกว่าไหม ไม่ อารมณ์ก็สำคัญ แล้วเราจะพัฒนาโลกได้อย่างไรถ้าคุณไม่ให้ความสำคัญด้านอารมณ์ 

เราดีใจที่ได้เห็นการอภิปราย Viral นะ คือเรารู้สึกว่าต้องพูดแล้ว รู้สึกเหมือนประชาชนอยู่ข้างหลัง เอาตีนยันหลังเลยบอกตัวเองว่าต้องผ่านนะอีธัญ เราก็ต้องพูด เราได้ยินมาว่าบางคนก็ร้องไห้ไปกับเรา ถือเป็นเสียงตอบรับบวกนะ จากคนที่ไม่เคยคุยก็เข้ามาคุย คือมันก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สภาอาจจะไม่เคยมี (หัวเราะ)

ก่อนจะไปคำถามสุดท้าย อยากพูดถึงประเด็นร้อนในทวิตเตอร์เมื่อช่วงที่ผ่านมาในเรื่องของร่างสมรสเท่าเทียม ซึ่งมีการพูดถึงว่าเป็นร่างที่พรรคก้าวไกลรับมาจากพรรคการเมืองอื่นอีกต่อหนึ่ง ในฐานะที่เป็นตัวแทนพรรคในการขับเคลื่อนเรื่องนี้มาโดยตลอดธัญวัจน์มีข้อชี้แจงต่อประเด็นนี้อย่างไร

สมรสเท่าเทียมเป็นประเด็นที่ทุกคนร่วมกันต่อสู้มาด้วยกัน แล้วก็เป็นประเด็นที่ประเทศไทยต้องก้าวไปให้ถึง เพราะฉะนั้นเราเข้าใจหลาย ๆ ฝ่าย แล้วก็ยืนยันย้ำอีกครั้งว่า #สมรสเท่าเทียม เป็นการต่อสู้ของทุกคน แต่ก็ต้องยืนยันด้วยว่าร่างกฎหมายที่เราเอาไปยื่นสู่สภาเป็นร่างของคุณอ๋อง (ชวินโรจน์ ธีรพัชรพร) นักศึกษาสุโขทัยธรรมาธิราชที่เสนอหลักการนี้สู่สังคม ซึ่งเรานำมาดัดแปลงเป็นร่างของพรรคก้าวไกล มีการเพิ่มหมวด เปลี่ยนอายุ และแก้ไขในบางส่วน ขอยืนยันว่าพรรคก้าวไกลไม่ได้ก็อปปี้พรรคอื่นค่ะ 

คำถามสุดท้ายแล้ว ในฐานะที่เป็นอดีต ส.ส. ผู้มีประสบการณ์แล้ว 1 สมัย หากมีโอกาสได้เข้าไปทำหน้าที่อีกครั้งในสภาหน้า ธัญวัจน์อยากเป็นนักการเมืองแบบไหน

เป็นแบบที่เป็น จะไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองไปเป็นคนอื่นอีกแล้ว จะเป็นตัวเองที่มีทั้งเหตุผล ทั้งอารมณ์และความรู้สึก ครั้งนี้เรามีประสบการณ์ เรารู้ขั้นตอนสภามากขึ้นก็คิดว่าจะทำอะไรได้ดีขึ้นกว่าเดิมค่ะ


- Advertisement -
Ms.Chapman
Ms.Chapman
a senior baby girl