Rape is no Joke ข่มขืนไม่ใช่มุกตลก

- Advertisement -

“ มึงยุ่งอะไรกับกูอะ คนเขารักฉันอะ มึงยุ่งไรกับกูเอ่ย … ตบหน้าอีดอก ตบหน้า กระทืบให้สลบ ให้วินมอ’ไซค์เย็*ทั้งวิน ให้สลบ แล้วเอาน้ำราด ปลุกขึ้นมาทำต่อซ้ำสิบรอบ แล้วหัวเปียกงั้น เย็*จนกว่าหัวจะแห้ง “

ในช่วงที่ผ่านมาได้มีแฮชแท็ก #พิมรี่พาย ขึ้นเป็นกระแสอย่างต่อเนื่องในทวิตเตอร์ มีที่มาจากการที่เธอใช้คำพูดด่าทอบิวตี้บล็อกเกอร์ที่รีวิวสินค้าของเธอ ซึ่งประเด็นเรื่องการใช้คำพูดและพฤติกรรมของเธอในไลฟ์ถูกจุดจนลุกลามเมื่อเดือนมกราที่ผ่านมา ที่เธอได้ใช้คำพูด ให้ลูกค้าที่มาแซวเธอว่าให้ถูก ‘รุมโทรม’ โดยวินมอเตอร์ไซค์ พร้อมกับเสียงซาวเอฟเฟค ตึ่งโปะ (ข้อความข้างต้น) โดยหลายคนก็มองว่านี่เป็นการกระทำที่รับไม่ได้ ในขณะที่คนบางส่วน ยังคงชื่นชม ขำขันกับมุกตลกรูปแบบนี้อยู่

SPECTROSCOPE: Rape Joke is no Joke – การข่มขืนไม่ใช่มุกตลก

Rape Joke หรือ มุกตลกข่มขืน – คือการนำการคุกคามทางเพศ และ/หรือการข่มขืน มาพูดให้เป็นมุกตลกที่น่าขำขัน ตัวอย่างเช่น “หน้าตาอย่างนี้โดนข่มขืนก็ยอม” “พูดอย่างนี้ แต่งตัวอย่างนี้เดี๋ยว จับทำเมียซะเลย” “ต้องลองโดนสักทีแล้วจะเปลี่ยนใจ” “อยากเมนส์ไม่มา 9 เดือนมั้ย” ซึ่งสามารถเป็นไปได้ทั้งในเชิงที่พูดว่าจะ ให้คนอื่นถูกคุกคาม จะคุกคามคนอื่น หรือ อยากถูกคุกคามเสียเอง

โดยมุกตลกประเภทนี้เกิดจากการขาดความเข้าใจ และความเห็นใจผู้เสียหายจากความรุนแรงทางเพศของคนในสังคม ที่ยังมองว่าการล่วงละเมิดทางเพศนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ได้รุนแรง ไม่ได้ส่งผลต่อสภาพจิตใจของผู้เสียหาย หรือแม้กระทั่งในสื่อต่าง ๆ ที่มองว่าการลงโทษด้วยการข่มขืนหรือคุกคามทางเพศนั้น เป็น “ความสะใจ” อย่างหนึ่งที่คนคนหนึ่ง ที่ทำตัวไม่ดี หรืออาจจะแค่น่าหมั่นไส้ในสายตาของคนดูนั้น ‘ควรได้รับแล้ว’

“สะใจมากค่ะ”
“ชอบค่ะ เป็นตัวของตัวเองดี ขายดีๆๆค่ะ”
“ชอบมากๆเลยค่ะได้ใจจริงๆ”
“ชอบๆ คนทำมาหากิน”

นี่คือคอมเมนต์ส่วนหนึ่ง ที่ชื่นชมและสนับสนุนการเล่นมุกตลกข่มขืนของพิมรี่พาย แสดงให้เห็นว่ายังมีคนหลายคนที่มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องตลก โดยขาดการตระหนักรู้ว่า “ความสะใจ” หรือความสนุกสนาน ขำขันที่พวกเขาได้รับนั้น เกิดขึ้นภายใต้ความเจ็บปวดของผู้เสียหายและเหยื่อจากการคุกคามและการล่วงละเมิดทางเพศที่มีอยู่จริง อย่างในประเทศไทย เมื่อดูค่าเฉลี่ยของคดีข่มขืนที่ได้รับการแจ้งความ มีการข่มขืนเกิดขึ้นปีละถึง 4,000 คดี

นอกจากนี้สื่อกระแสหลักมากมายก็ยังมีส่วนในเรื่องนี้ ทั้งในไทยและต่างประเทศ อย่างในซีรีส์ซิทคอม ‘How I Met Your Mother’ ก็ได้มีตัวละคร ‘บานีย์’ ได้มาพูดเล่าว่าเขาเพิ่งมีเซ็กซ์มา แล้วเพื่อนของเขาก็ถามว่าแล้วผู้หญิงที่เขามีเซ็กซ์ด้วยนั้นรู้สึกตัวใช่ไหม พร้อมเอฟเฟคประกอบเป็นเสียงขำขัน หรือในรายการของไทยที่เรามักจะเห็นการล่วงละเมิดทางเพศ แตะเนื้อต้องตัว หรือการข่มขืนมาเล่นเป็นมุกตลกอยู่เช่นกัน อย่างในรายการ ‘ก่อนบ่ายคลายเครียด’ ที่มีตัวละครผู้หญิงมาร้องทุกข์กับตำรวจ ตำรวจถามว่า “ถูกหลอก**มาหรือ” แล้วผู้หญิงคนนั้นก็ตอบว่า “ถ้าถูกหลอก**ก็ดีสิคะ”

แน่นอนว่า ในปัจจุบันนั้นมีคนที่เริ่มตระหนักรู้เรื่องนี้มากขึ้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่อมีคนออกมาพูดในเชิงไม่เห็นด้วย หรือไม่โอเคกับมุกตลกข่มขืนเหล่านี้ ก็ยังคงมีคนออกแย้งในเชิงว่า “ก็แค่เล่น ๆ มั้ย” “ซีเรียสไปได้” หรือแม้กระทั่งล้อเลียนว่า “จริงจังเกินไปนะ” “เครียดไปรึเปล่า” “คิดมากเวอร์” ฯลฯ แต่มันคือการคิดมากเกินไปจริง ๆ หรือ?

มีงานวิจัยของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัย Washington & Jefferson College (2017) ที่ศึกษาผลกระทบของมุกตลกข่มขืนไว้ โดยเนื้อหาส่วนหนึ่งบอกว่า การเล่นมุกตลกข่มขืน หรือมุกแนวเหยียดหยาม เลือกปฏิบัติพวกนี้ ทำให้ความอดทนและความเฉยชา ของคนต่อประเด็นความรุนแรงนั้นเข้มข้นขึ้น สวนทางกับความจริงที่ว่านี่เป็นเรื่องที่ไม่ควรมีใครต้องทนหรือเพิกเฉย

การเล่นมุกรูปแบบนี้ เป็นเหมือนการลดทอนความรุนแรงให้อยู่ในรูปแบบของ “ม่านแห่งความสนุกสนานไร้พิษภัย” รวมทั้งมุกตลกรูปแบบนี้ ยังทำให้ผู้คนโดยเฉพาะกลุ่ม “ผู้ชายที่มีแนวโน้มเหยียดเพศสูง” (ในวิจัยใช้คำว่า “high-hostile sexist men”) เห็นความชอบธรรมในการตีตราและเหมารวม “ผู้เสียหาย” ซึ่งนำไปสู่การกล่าวโทษว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นคือความผิดของพวกเธอหรือพวกเขา ไม่ใช่ผู้กระทำ (Victim Blaming) และสืบสานวัฒนธรรมข่มขืน (Rape Culture) อันฟอนเฟะให้ดำรงอยู่

อย่างไรก็ตามในอีกมิติหนึ่งที่ต่างจากบริบท “Rape Joke” ด้านบนกล่าว

ในประเทศสหรัฐอเมริกา มีองค์กรจัดเดี่ยวไมโครโฟนที่ชื่อ ‘Rape is Real & Everywhere’ (RIR&E) ที่มองว่า ‘เราสามารถเล่นตลกกับการข่มขืนได้’ โดยผู้รอดชีวิตจากการโดนข่มขืนมาเล่าประสบการณ์ของพวกเขาในเชิงคอมเมดี้ ซึ่งจุดประสงค์ของการเล่นตลกนั้น แตกต่างออกไป ไม่ได้เป็นการลดทอนความรุนแรงของวัฒนธรรมข่มขืน หรือมีเจตนาคุกคามผู้อื่น แต่เป็นไปเพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการข่มขืนในสังคม และเยียวยาประสบการณ์อันเลวร้ายของตัวเองด้วยอารมณ์ขัน

“สิ่งที่เกิดขึ้นมันส่งผลกับผมลึก ๆ ผมใช้อารมณ์ขันในการเยียวยา ที่ทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่ผมเป็นนั้น

… มันโอเค ผมจะไม่มีวันให้อภัยพวกเขา แต่ผมสามารถให้อภัยตัวเองได้ แบบไม่เคยคิดมาก่อนว่าผมจะทำได้” – Ryan Lachance หนึ่งในสมาชิกของ RIR&E

เมื่อย้อนกลับมาดูในเคสของพิมรี่พาย หรือในหลาย ๆ กรณีที่เกิดขึ้นในสังคมอยู่ทุกวันนี้ การเล่นตลกเกี่ยวกับการข่มขืนและการคุกคามทางเพศแทบทั้งหมดนั้น ไม่ใช่การใช้อารมณ์ขันเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการข่มขืน หากแต่เป็นการนำความรุนแรงทางเพศมาเล่นในเชิงขบขัน ลดทอนความรุนแรง และ/หรือ สาดความเกลียดชังต่ออีกฝั่ง ที่ทำให้ความรุนแรงเหล่านั้นกลายเป็นเรื่องปกติในสังคม โดยเฉพาะเมื่อออกมาจากปากของสื่อหรือผู้ที่มีชื่อเสียง

ซึ่งทำให้ผู้ที่รอดจากความรุนแรงทางเพศต้องเผชิญความลำบาก ที่ไม่ใช่แค่จากผู้กระทำ แต่รวมไปถึงจากคนรอบตัว และสังคมที่มีส่วนผลิตซ้ำ ตอกย้ำประสบการณ์ของพวกเขา ลดทอนความรุนแรงที่เกิดขึ้นผ่านความขำขันชั่วคราวอันตื้นเขิน ซึ่งการเล่นมุกตลกในเชิงข่มขืน รวมไปถึงการคุกคามนั้นควรจะหมดไปได้แล้ว เพื่อให้ไม่มีใครจะต้องมาเจ็บปวดกับประสบการณ์เหล่านี้อีก

#พิมรี่พาย #StopRapeJoke
#RapeisNoJoke #RapeJoke

Content by Pani, Alexis to Your Mimi
Graphic by Napas
อ่านคอนเทนต์เรื่องเพศอื่นๆ: https://bit.ly/3hhRUzp

อ้างอิง
Capilanocourier: https://bit.ly/3somVIG
Khaosod: https://bit.ly/3uvi5Mp
Feminisminindia: https://bit.ly/3ozVbPY
Who’s Laughing Now? The Effects of Sexist and Rape Humor: https://bit.ly/3ouh3fS
Surin TV คนสุรินทร์: https://bit.ly/3B6U7Iy
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

- Advertisement -
ปณิตา ศิริวงศ์วานงาม
ปณิตา ศิริวงศ์วานงาม
Visual Designer, Content Creator & Occult lover https://ppapuru.com/
กันตพงศ์ เชี่ยวพิมลพร
กันตพงศ์ เชี่ยวพิมลพร
นักหาทำอันดับหนึ่งที่คิดว่าจะยังคงหาทำต่อไปและตามหาตัวเองไปเรื่อยๆ เชื่อว่าเสียงของทุกคนมีความหมาย(วะวะว๊าว) เวลาว่างชอบทำตัวให้ไม่ว่าง(แฮ่)