“Polyamory” เมื่อความหลายผัวหลายเมียมาเจอกับความหลากหลายทางเพศ

- Advertisement -

อันเนื่องมาจากรากเหง้าแต่โบราณนานมา ที่เป็นปิตาธิปไตย (patriarchy) และระบบอุปถัมภ์ ผู้ชายยิ่งเป็นเจ้าคนนายคนยิ่งต้องมีเมียมาก เพื่อแสดงถึงอำนาจบารมี มีผู้มาพึ่งพิง เลี้ยงดูบริวารได้มากมาย หรือว่าจะทำอะไรก็ได้ไม่มีใครว่า เราจึงมักเห็นหนุ่มๆ บางคนมีเมียน้อยหรือมีเมียมากกว่าหนึ่งในเวลาเดียวกัน เปิดเผยแบบไม่อายราวกับเป็นวิถีหนึ่งของความสง่าผ่าเผย

เราจึงไม่เห็นพฤติกรรมเพศวิถีและรูปแบบการแต่งงานแบบนี้ในกลุ่มสาวๆ

แถมยังมีซีรีส์ละครเมียหลวงเมียน้อยตบตีแย่งชิงกันพัลวันพัลเกแทบจะเป็นมหากาพย์ไตรภาคไม่พอ ยังรีเมควนไปอีก หลังๆ ตอบโจทย์กระแสวาย กลายเป็นจิกตีอีรุงตุงนังระหว่างชะนีกับเก้งรับเพื่อแย่งเสือไบ

แต่มันก็ทำให้เห็นได้ว่ากลไกของปิตาธิปไตยยังคงปฏิบัติการในหมู่เกย์ ที่ผู้ชายหรือเกย์รุก ก็ยังคงเป็นศูนย์กลาง เป็นทรัพยากรมีค่า หายาก ต่อให้ไม่ใช่ทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไปนำกลับมาใช้อีกไม่ได้ เหมือน ถ่านหิน น้ำมันก๊าซ แต่ก็ยังคงต้องช่วงชิงกันอยู่ดีภายในกลุ่มเกย์รับ ที่ยังคงมีสำนึกของการให้คุณค่าผู้สอดใส่ เหนือ ผู้ถูกสอดใส่ ต่อให้แค่ภายนอกไม่ภายในคนที่อ่อนหวานหรือสาวกว่าก็ต้องมาแก่งแย่งคนที่แมนกว่า

ไม่ว่าอย่างไรมนุษยชาติก็มีรูปแบบของการครองรัก แต่งงานและสร้างครอบครัวที่ต่างกันออกไปเหมือนที่จะมี LGBTQI+ เพิ่มตัวอักษรมากขึ้นเรื่อยๆ ไปตามความตระหนักถึงการดำรงอยู่ของความหลากหลาย เริ่มจากที่พบมากที่สุดคือ

Monogamy เป็นการแต่งงานเป็นคู่ตุนาหงันกัน 2 คน มีรักเดียวใจเดียว แต่ด้วยโลกรักต่างเพศนิยมจึงแปลเป็นคำว่าผัวเดียวเมียเดียว

Polygamy การแต่งงานแบบหมู่ที่จะมีคู่สมรสมากกว่าหนึ่ง ไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าจะต้องเป็นผัวเดียวหลายเมีย หรือ เมียเดียวหลายผัว เพียงแต่ก็โลกชายเป็นใหญ่อะเนอะ มันจึงถูกใช้กับผัวเดียวหลายเมียมากเสียจนมีความหมายเดียวกับคำว่า polygyny

Polygyny หมายถึงที่การแต่งงานที่ผู้ชายแต่งงานกับผู้หญิงหลายคนในเวลาเดียวกัน และ

Polyandry ก็เมียเดียวหลายผัว ที่ผู้หญิงแต่งงานกับผู้ชายหลายคนได้ในเวลาเดียวกัน

Polyamory หรือมากรักการมีความสัมพันธ์รักโรแมนติกกันหลายคน ที่ไม่ระบุเพศชัดเจน เพราะ amor คำละตินหมายถึงรักขณะที่ andry มีรากศัพท์มาจากความหมายว่าผู้ชายหรือสามี และ gyny ก็มาจากคำที่หมายถึงผู้หญิงหรือภรรยา polyamory จึงเป็นคำที่มีสถานะเป็นเพศกลางๆ non-binary ใช้ได้ทุกเพศวิถี ทุกคู่สัมพันธ์ ต่อให้จะสามคนอลเวง 1หญิง 2 ไบชาย, 1ชาย 2 ไบหญิง, จะสามใบเถา สามหนุ่มสามมุม หรือมีประชากรมากกว่านั้น คำนี้ก็เป็นร่มที่ใหญ่พอจะครอบคลุมทุกเพศวิถีทุกจำนวนของสมาชิก ขณะเดียวกับการที่ไม่ใช้ gamy ก็เพราะไม่ยึดติดกับความสัมพันธ์ภายใต้สถาบันและพิธีกรรมแต่งงาน

คำว่า “poly-amorous” เริ่มใช้ โดย Morning Glory Zell-Ravenheart นักคิดนักเขียน และนักบวชหญิงนอกศาสนาชาวอเมริกัน นางเปิดตำหนัก Church of All Worlds และมีนิตยสารเป็นของตนเองเพื่อเผยแผ่ธรรมะคำสอนของนางเอง ซึ่งในปี 1990 ได้ลงบทความ A Bouquet of Lovers เกี่ยวกับความสัมพันธ์มากรักนี้ ต่อมาคำนี้จึงค่อยบรรจุอยู่ในดิกชันนารีอ็อกฟอร์ดเมื่อ 2006 ชุดความสัมพันธ์แบบ polyamory นี้ยังมีธงสัญลักษณ์ร่วมกันด้วยนะเออ ออกแบบโดย Jim Evans ศิลปิน ตั้งแต่ปี 1995  ให้เป็นธงแนวนอน 3 แถบสี น้ำเงินหมายถึงการเปิดกว้างและความซื่อสัตย์จริงใจระหว่างหุ้นส่วนชีวิต สีแดงหมายถึงความรักความหลงใหล และสีดำหมายถึงความสามัคคีและเอกภาพ ตรงกลางบางครั้งก็ประดับด้วย  สีทอง หรือ สีทองกับหัวใจ เพื่อแสดงถึงการไร้ซึ่งขอบเขตสิ้นสุด นอกจากนี้ยังใช้นกแก้ว 3 สีเป็นสัญลักษณ์ เพราะคำว่านกแก้วหรือ “parrot” มักถูกเรียกว่า ‘polly’ เสียงคล้ายกับ ‘poly’

polyamory อาจจะเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องก็ได้กับ open Relationship เพราะความสัมพันธ์แบบมากรักนี้ เป็นคำนิยามเชิงปริมาณเป็นตัวตั้งต้น แต่ทั้ง Open Relationship และ polyamory ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับ Monogamy ที่แอบหาเศษหาเลย หรือเล่นชู้ (ซึ่งปัจจุบันใช้คำว่ากิ๊กมาพลาสเจอไรท์)

แต่ถ้า Polyclinic ก็ประตูน้ำโพลีคลินิก ที่กะเทยชอบไปแปลงเพศกัน

อันที่จริงมันก็ไม่เสมอไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกภาพใน polyamory จะเท่ากับ threesome หรือ group sex เพราะแม้มันจะเป็นคำนิยามเซ็กซ์ด้วยจำนวนประชากรเหมือนกัน แต่ใช่ว่าภายในสมาชิกของ Polyamory จะมีจิตปฏิพัทธ์ต่อกันหรือมีเพศสัมพันธ์สามัคคีชุมนุมกันครบหมดทุกคน เพียงแต่พวกเขาก็ได้สร้างชุดความสัมพันธ์ที่มีข้อตกลง ความรัก ความห่วงหาอาทร เอาใจใส่ซึ่งกันและกัน อาจจะอยู่บ้านหลังเดียวกัน หาเลี้ยงสร้างเนื้อสร้างตัวร่วมกัน ตัดสินใจร่วมกัน ไม่ใช่เปิดห้องนัดเอาๆๆ กันเป็นบุฟเฟต์ หารค่าห้องเท่ากันหมด

บางชุดความสัมพันธ์ที่ฉันรู้จัก และเคยถูกทาบทามเชื้อเชิญ คนนึงเป็นรุก อีกคนเป็นโบท อีกคนเป็นรับ ก็คบกันอย่างผาสุก เพื่อนเกย์บางคู่ที่ฉันรู้จักเป็นคู่รุกรุกทั้ง 2 คน ก็เลยทำความตกลงต้อนรับสมาชิกใหม่ที่เป็นเกย์รับเข้ามาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความรักความสัมพันธ์ บางกลุ่มก็เป็นโบททั้งหมดคบหากันและใช้ชีวิตเป็นครอบครัวเดียวกันอย่างมีภารดรภาพ

ทว่าบางบ้านกลายเป็นอีผัวรุกมีเมียรับแล้วก็หาเมียรับมาเพิ่มเรื่อยๆ ให้อีรับคนแรกเป็นเมียหลวง เป็นคุณนายที่ 1 ยอมจำนนให้ผัวรุกสถาปนาตนเองเป็นศูนย์กลางแล้วก็มีคุณนายที่ 2 ที่ 3 บวกไปอีกสิ กลายเป็นการจำลองความสัมพันธ์เชิงอำนาจชายหญิงแบบรักต่างเพศผัวเดียวหลายเมียในความสัมพันธ์ชายรักชาย

มันก็เป็นที่ยอมรับและเข้าใจกันทั่วไปแล้วว่ารักเดียวใจเดียวก็เป็นเรื่องของวัฒนธรรมและอุดมการณ์น่ะแหละ ไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์อะไรเลย แต่มนุษย์จะรักกันคบกันมันก็เป็นเรื่องวัฒนธรรมภายใต้โครงสร้างสังคมอยู่แล้วในตัวของมันเอง เพราะมนุษย์ไม่ได้เด้าๆ ตามฤดูกาล ผสมพันธุ์กันตามธรรมชาติได้อย่างเดียว แต่มันมีองค์ประกอบปัจจัยอย่างอื่นมากมายในเพศสัมพันธ์ วัฒนธรรมและอุดมการณ์จึงเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ polyamory จึงช่วยตอบโจทย์สัญชาตญาณของมนุษย์ทางธรรมชาติและสร้างข้อตกลงร่วมกันระหว่างความสัมพันธ์ ที่จะต้องใช้การเจรจาต่อรอง ขีดเส้นขอบเขตร่วมกันอย่างเคารพและเสมอภาค ซึ่งนั่นย่อมดีกว่า monogamy ที่แอบไปนอกใจนอกกาย มือถือสาก ปากถือศีล ประกาศว่าผัวเดียวเมียเดียวเป็นการฝืนธรรมชาติเพื่อเป็นข้ออ้างที่ใช้จะนอกใจหรือข้อแก้ตัวเมื่อโดนจับได้เท่านั้นเอง

Polyamory จึงเป็นการปฏิวัติวัฒนธรรมทางเพศ ที่เราจะไม่พร่ำเพ้ออีกต่อไปถึงครึ่งนึงของชีวิตหรือเรื่องเนื้อคู่อุปมาความรักของตนเองเป็นตะเกียบช้อนส้อม เพราะความรักความสัมพันธ์จะไม่จำเป็นต้องเป็นคู่อีกต่อไป สามารถเกิดขึ้นได้ 3 คนขึ้นไป  เป็นการผันจากคู่ชีวิตให้เป็นหุ้นส่วนชีวิต

มีนักสังคมวิทยามานุษยวิทยารวมไปถึงนักสถิติสนใจกับกลุ่มความสัมพันธ์นี้อย่างมาก ในปี 2006 มีการศึกษาพบว่าในชุมชน LGBT  Polyamory ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของครอบครัว 28 % ในกลุ่มเลสเบี้ยน 1 ใน 3 ของไบเซ็กช่วล และเกือบ 2 ใน 3 ของเกย์เริ่มเปิดใจยอมรับรูปแบบความสัมพันธ์เช่นนี้มากขึ้น  ขณะเดียวกันงานศึกษาปี 2014 พบว่า เกย์ยุคมิลเลนเนียลเป็นต้นมามีแนวโน้มที่รักษาความสัมพันธ์แบบ monogamy มากกว่า ขณะที่เจนที่แก่กว่านี้เปิดรับความสัมพันธ์แบบมากรักมากกว่า ทว่าผลลัพธ์งานวิจัยชิ้นนี้ก็ยังถูกตั้งข้อสังเกตถึงความน่าเชื่อถือ เพราะระเบียบวิธีวิจัยและการสำรวจเชิงปริมาณยังมีปัญหา

แต่ไม่ต้องตกใจ ข้อสรุปหนึ่งที่พอเชื่อถือได้คือ ทั้งความสัมพันธ์แบบมากรักและความสัมพันธ์เป็นคู่ต่างทำให้ชีวิตรักเกย์ยืนยาวพอๆ กัน เพียงแต่ถ้าคำนึงถึงหลักเศรษฐศาสตร์ เมนูชุด combination หรือ duo set ยังไงก็คุ้มไม่เท่า combo set เท่านั้น

สำหรับคนที่นิยามเพศวิถีว่ารักเพศเดียวกัน หรือเพศสภาพตนเองว่าเป็นเกย์ก็ถือว่าก้าวข้ามมาไกลหลายด่านจากโครงสร้างสังคมแบบเก่าที่เป็นรักต่างเพศนิยมที่การแต่งงานจะต้องเป็นคู่ผัวตัวเมียเท่านั้น การจะก้าวข้ามไปอีกด่านเป็นครอบครัวมากรักจึงไม่เหลือบ่ากว่าแรง แต่ถ้าเมื่อคนรักเพศเดียวกันเลือกที่จะใช้ชีวิตคู่เช่นนี้ไม่สิชุดความสัมพันธ์แบบนี้ กลายเป็นว่าไปตอกย้ำมายาคติและอคติทางเพศแบบเดิมของรักต่างเพศนิยมชายเป็นใหญ่ ที่ตีตราว่ารักของเกย์ไม่ใช่รักแท้ บ้าผู้ชาย มั่ว ไม่สามารถประคับประคองความสัมพันธ์ได้ยืดยาวเท่าคู่รักต่างเพศ

เพราะลำพังความสัมพันธ์แบบมากรักนี้ไม่ว่าจะมีสมาชิกเป็นเพศสภาพหรือเพศวิถีใด เกย์ เลสเบี้ยน กะเทย ไบ ชาย หญิง ในนั้น ก็ยังคงถูกตีตราจากคนอื่นว่าไร้ศีลธรรม มักมากในกาม ทำลายสถาบันครอบครัวและการแต่งงาน ไม่ใช่ชุดความสัมพันธ์ที่โรแมนติกและไม่จีรังยั่งยืน เดี๋ยวก็เลิก เดี๋ยวก็เปลี่ยนคนทำให้พวกเขาและเธอต่างก็ยังอยู่ในเงาเงียบเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญคำตัดสิน

อันที่จริง ไม่ว่าจะ monogamy หรือ non-monogamy มันก็อยู่ข้อตกลงกันเองของคู่ความสัมพันธ์ (จุดนี้ก็อาจไม่ใช่คู่อาจจะเป็นคี่  เป็น 3 เป็น 4 ก็แล้วแต่) นั้นๆ จะตัดสินใจร่วมกันเอง คนที่ไม่ได้ร่วมวงไพบูลย์ด้วยไม่ต้องไปเผือกตัดสินเขา

และขอยืนยันตรงนี้เลยนะว่า เกย์ไม่ใช่พวกไม่เลือก หากแต่เพราะเลือกแล้วถึงเป็นเกย์ แล้วเราก็เลือกที่จะออกแบบความสัมพันธ์เอง เหมือนที่เราเลือกเพศสภาพเพศวิถีของเราเอง แม้ว่าตั้งแต่เกิดมาจะมีสถาบันไหนมากมายไม่ให้เราเลือกแล้วหรอกว่าโลกนี้มีเพียง 2 เพศมีแค่ชายกับหญิงเท่านั้นคู่กันเป็นธรรมชาติ และต่อให้ LGBTQI จะเลือกสร้างความสัมพันธ์แบบ monogamy ที่เป็นอีก homonormative ที่คู่รักเพศเดียวกันพยายามจำลองบรรทัดฐานแบบรักต่างเพศภายใต้สถาบันแต่งงานแบบผัวเดียวเมียเดียว หรือจะเลือกก้าวข้ามไปอีกขั้นด้วยการสร้างครอบครัวแบบมากรัก ก็ไม่ใช่การแข่งขันว่าใครจะ liberal กว่าเปิดใจได้กว้างกว่ากัน เพราะทุกอย่างมันอยู่ที่เราเป็นผู้ตัดสินใจเลือกเอง ไม่ใช่ไปตัดสินชาวบ้านเขา

แต่พูดตามตรงนะหาผัวให้ได้แค่คนเดียวก็ว่ายากแล้ว รักษาความสัมพันธ์ฉันท์แฟนให้อยู่รอดกันแค่ 2 คนก็ว่ายากกว่า เย็นนี้จะกินอะไร วันหยุดนี้จะไปเที่ยวไหน แล้วจะเราเอากันตอนไหน เกิดอารมณ์ทางเพศไม่พร้อมกันทำยังไง ก็แบ่งรับแบ่งสู้ปวดกบาลเหนื่อยแย่ นี่ยังจะหาสมาชิกเพิ่มอีก จินตนาการไม่ออกจริงๆ ว่าจะจัดตารางกันยังไง

- Advertisement -
ชานันท์ ยอดหงษ์
ชานันท์ ยอดหงษ์
นักเขียน คอลัมนิสต์ผู้สนใจประเด็นไลฟ์สไตล์และการเมืองของ LGBT และ Feminism
SOMSANITH PHONHALATH
SOMSANITH PHONHALATH
Photographer Assistant