LGBTQ+ กับการกลับบ้านที่ตัวเองหายไป เหลือเพียงลูกสาวลูกชายของพ่อแม่

- Advertisement -

“ปีใหม่ คนไทยทยอยกลับบ้าน”

- Advertisement -

การออกจากบ้านสำหรับบางคนอาจหมายถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ อาจหมายถึงความก้าวหน้าในชีวิต อาจเป็นความสะดวกสบายในเมืองหลวงที่ต่างจังหวัดไม่อาจเทียบได้ แต่สำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศ การออกจากบ้านอาจหมายถึงอะไรที่มากกว่านั้น

ในช่วงเวลาหยุดยาวของทุกปี กรุงเทพฯ ว่างโล่งเพราะไม่มีใครอยากอยู่ในเมืองหลวงในช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง การได้กลับบ้านเป็นเหมือนการเติมพลังใจ ความรู้สึกโหยหา คือความคิดถึง คือช่วงเวลาแห่งการพบปะครอบครัวที่ห่างหาย ดูเหมือนการได้กลับบ้านของคนไกลบ้านคือช่วงเวลาดี ๆ ที่หนึ่งปีมีไม่กี่หน

แต่การกลับบ้านสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศ อาจหมายถึงการพาตัวเองกลับสู่ขนบทางเพศที่ปฏิเสธมาทั้งชีวิต

และบางคน ตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเท้าออกจากบ้าน ก็ยังไม่เคยได้พา ‘ตัวเอง’ กลับบ้านได้เลยสักครั้ง

#Spectroscope: LGBTQ+ กับการกลับบ้านที่ตัวเองหายไป เหลือเพียงลูกสาวลูกชายของพ่อแม่

การยอมรับผู้มีความหลากหลายทางเพศแบบที่ถ้าไม่พูด ก็จะไม่ถาม (Don’t Ask Don’t Tell) คือความพยายามพร่าเลือนตัวตนทางเพศ แม้แต่ในชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศเอง หลายคนก็มองว่าอัตลักษณ์เป็นเพียง ‘ส่วนหนึ่ง’ ของตัวเขา และเลือกที่จะเก็บความสัมพันธ์และการยอมรับในครอบครัวเอาไว้ ฟังดูแล้วก็เป็นวิธีประนีประนอมและสันติภาพเท่าที่จะเป็นได้ในแบบโลกตะวันออก ตลกร้ายเพียงอย่างเดียวคือวิถีทางเพศของคนรักต่างเพศมันกลายเป็นทั้งหมดทุกอย่างในชีวิต และผู้มีความหลากหลายทางเพศต้องมีภาระที่จะกระอักกระอ่วนใจอยู่เสมอเมื่อเจอคำถามจำพวก เมื่อไรจะมีแฟน, เมื่อไรจะแต่งงาน, แต่งงานช้ามีลูกไม่ทันใช้นะ หรือแม้แต่ พาไปรู้จักลูกสาว-ลูกชายบ้านนู้นเอาไหม ในขณะที่เรามองว่าอัตลักษณ์ทางเพศเป็นส่วนหนึ่ง ช่างไม่สอดคล้องกับความชอบธรรมที่ครอบครัวมีในการต้องรู้ทุกอย่างในชีวิตของลูกหลานเอาเสียเลย

แต่ไม่เป็นไร เราออกจากบ้านมาแล้ว มีชีวิตของตัวเอง ปีหนึ่งกลับบ้านไม่กี่ครั้งเท่านั้นเอง

และการอยู่ไกลบ้านนี่เอง เอื้อให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศได้สร้างครอบครัวหรืออยู่ในสังคมที่เปิดเผยชีวิตทางเพศของตัวเองได้อย่างอิสระ หลายคนอยู่อาศัยกับแฟนโดยที่พ่อกับแม่รับรู้ว่าเป็นแค่รูมเมต ชีวิตเช่นนี้ดำเนินมาได้อย่างดีหลายปี เพราะในหนึ่งปีก็ได้กลับบ้านบ้านไม่กี่วันเท่านั้น เมื่อต้องประเมินความเสี่ยงระหว่างกดเก็บตัวตนเอาไว้ กับเสี่ยงจะทำให้พ่อแม่รับไม่ได้ พ่อแม่เสียใจ เกิดการปะทะ หรือแม้แต่เป็นประเด็นที่ต้องพูดถึง การเก็บความลับเอาไว้แต่หมายถึงได้เก็บรักษาครอบครัวเอาไว้ด้วย อาจคุ้มค่ากว่า

บ้านบังคับให้สมาชิกผู้มีความหลากหลายทางเพศต้องอดทนอดกลั้นหรือเลือกจะไปเสียจากบ้าน แต่สำหรับบางคน การเคารพตัวตนของตัวเองและให้เกียรติคนรักในฐานะมนุษย์คนหนึ่งก็คุ้มค่าพอที่จะเสี่ยง แม้ผลลัพธ์จะยากเกินคาดเดา

#ความรักที่เป็นความลับ – เป็นเท่าที่เป็นได้เมื่ออยู่ในบ้าน

ในชุมชนหญิงรักหญิง หลายคนแบ่งปันประสบการณ์ว่าบางครั้งพ่อแม่ยังหวังว่าเธอจะ ‘เปลี่ยน’ เสมอแม้จะพยายามสร้างครอบครัวกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งแล้วก็ตาม บางคนเลือกที่จะพาแฟนกลับบ้านแล้วแนะนำว่าเป็นเพื่อน แต่ที่ร้ายกว่านั้นคือบอกที่บ้านแล้วว่าเราเป็นอะไรกัน แต่แม่ก็ยังทู่ซี้แนะนำกับคนอื่นว่าเป็น ‘เพื่อน’ อยู่แบบนั้น

เกย์บางคนที่เรารู้จักไม่ได้กลับบ้านหลายปี หรือหากกลับก็ตัดสินใจมาคนเดียวเพราะที่บ้าน ‘ไม่ชอบ’ แฟนอย่างโจ่งแจ้งด้วยสารพัดข้ออ้าง เช่น แฟนไม่เป็นมิตร ท่าทางนิสัยไม่ดี ขับรถเร็ว ความพยายามหลบเลี่ยงของคนที่บ้านที่บอกตรงๆ ก็ไม่กล้า แต่จะให้ยอมรับเต็มใจก็ไม่ได้ บีบให้คนกลางต้องเลือกระหว่างชีวิตคู่กับการกลับไปเจอครอบครัวชั่วคราว ท้ายที่สุดก็ทนไม่ได้ที่จะให้คนที่ตัวเองรักถูกปฏิบัติเสมือนเป็นคนอื่นเสมอ 

การอยู่เป็นความลับภายในบ้านอาจเป็นความอบอุ่นและกระอักกระอ่วนใจที่เพียงพอแล้ว สำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศที่เพศสภาพสอดคล้องกับเพศกำเนิด (Cisgender) เมื่อออกนอกบ้าน พ่อและแม่อาจเลือกได้ที่จะไม่เผชิญสถานการณ์ลำบากใจที่จะต้องบอกใครว่าลูกสาวหรือลูกชายเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ แม้จะไม่มีใครมีความสุขเลยสักคน แต่อย่างน้อยครอบครัวก็ยังดำเนินต่อไปได้ แค่นี้ก็อาจดีพอแล้วสำหรับครอบครัวที่ไม่มีวันพร้อม และลูกที่จำต้องยอมเพื่อรักษาครอบครัว

เพราะสำหรับบางคน บางครอบครัว ไม่มีทางเลือกเช่นนี้เหลืออยู่เลย

#เรากลับบ้านไม่ได้อีกต่อไป – เมื่อครอบครัวไม่ได้โอบรับรับผู้มีความหลากหลายทางเพศพอที่จะเป็นบ้าน

สำหรับคนที่เพศสภาพสอดคล้องกับเพศกำเนิด (Cisgender) การไม่พูดไม่ถามอาจทำได้เพราะสภาพร่างกายเอื้อให้ปิดบัง แต่สำหรับคนข้ามเพศ อาจเป็นไปไม่ได้เลยที่จะอยู่ในสภาพเป็นความลับ บางครอบครัวที่ยังอยู่ด้วยกัน พ่อเลือกที่จะไม่ไปไหนมาไหนกับลูกที่ข้ามเพศอีกเลย เพราะอายและกังวลกับสายตาคนอื่นเกินกว่าจะรักษาจิตใจคนในครอบครัวตัวเอง

คนข้ามเพศหลายคนได้เริ่มเข้าสู่กระบวนการข้ามเพศก็ตอนที่เริ่มโตเป็นผู้ใหญ่และออกจากบ้านมาแล้ว การออกจากบ้านจึงหมายถึงอิสรภาพที่จะได้ค้นหาตัวเอง และเปลี่ยนร่างกายให้เป็นอย่างที่จิตสำนึกเรียกร้อง ในช่วงเวลาเปราะบางของการตัดสินใจ จากที่เคยต้องพยายามอย่างหนักที่อยู่ในกรอบเพศเมื่ออยู่กับครอบครัว สภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมกันของพี่น้องข้ามเพศมีส่วนมากที่ทำให้คนข้ามเพศกล้าที่จะเข้าสู่กระบวนการ แต่นั่นอาจหมายความถึงลูกสาว-ลูกชายที่พ่อและแม่เคยรู้จักก็กำลังจะหายไปด้วย

เพื่อนของเพื่อนคนหนึ่งเล่าถึงประสบการณ์กลับบ้านที่เต็มไปด้วยขั้นตอน อิสรภาพที่หอมหวานในช่วงวัยรุ่นตอนปลายอันเป็นผลพวงจากการศึกษาต่อทำให้เขาได้มีโอกาสค้นหาตัวตนที่อยากเป็นเต็มที่ แต่เมื่อกลับบ้าน สิ่งที่ต้องทำคือการเก็บร่องรอยของเส้นพร่าเลือนทางเพศให้หายไป การ Make Over เพื่อกลับไปเป็นลูกชายเคยสนุกในหมู่เพื่อน แต่ที่จริงมันแอบเจ็บ การพยายามกลับไปเป็นลูกชายเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ตลอด 4 ปีแห่งการศึกษา ปัจจุบันเพื่อนคนนี้ไม่ได้กลับบ้านมาหลายปี แต่เลือกที่จะติดต่อกับพ่อแม่ผ่านทางโทรศัพท์ เสียงเท่านั้นที่เป็นสายใยให้พ่อและแม่ยังอุ่นใจว่าลูกชายยังอยู่ดีกินดีในกรุงเทพฯ แม้เป็นความจริงแค่ครึ่งเดียว เพราะคนคนนี้ไม่ใช่ลูกชายอีกต่อไปแล้ว แต่นี่คือความพยายามมากที่สุดเท่าที่จะให้ได้เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีเอาไว้

การเลือกออกจากบ้านมาใช้ชีวิตด้วยตัวเองจึงเป็นหนทางเอาตัวรอดของชุมชนผู้หญิงข้ามเพศชนชั้นกลางที่เรียนจบปริญญาตรี มีงานทำ และมีความสามารถจะเช่าที่อยู่อาศัยของตัวเองได้ แต่สำหรับคนข้ามเพศชนชั้นแรงงาน ไม่ง่ายเลยที่ต้องปากกัดตีนถีบไปพร้อมๆกับเข้าสู่กระบวนการข้ามเพศ และเมื่อกลับบ้านไม่ได้ ก็อาจต้องกลายเป็นคนไร้บ้าน ในไทยแม้จะไม่มีสถิติที่ชัดเจน แต่สุขวัญ กองดี จากมูลนิธิซิสเตอร์ ก็เคยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว DE/CODE ว่าการช่วยเหลือจากภาครัฐยังคงไม่ครอบคลุม และท้ายที่สุดคนข้ามเพศก็ต้องกลายเป็นคนไร้บ้านสูงวัย เพราะสังคมไม่ยอมรับและเกิดการเลือกปฏิบัติในการทำงาน เมื่อเป็นคนข้ามเพศซ้ำด้วยไม่มีใบปริญญา อาจหมายความว่าโอกาสช่างริบหรี่ที่จะมีงานทำให้เลี้ยงตัวเองได้ตลอดรอดฝั่ง

แน่นอนว่าการอยู่ไกลบ้านมันพรากอะไรจากเราไปมากกว่าพ่อแม่ เพราะมันหมายถึงอาหาร ที่นอน สิ่งแวดล้อม ชุมชน เพื่อนฝูง การกลับบ้านจึงมีความหมายมากสำหรับเด็กที่พลัดถิ่นเพราะการศึกษา หรือแม้แต่ผู้ใหญ่ที่พลัดถิ่นเพราะการทำงาน การออกจากบ้านมาใช้ชีวิตเองจึงไม่ใช่ทางเลือกเดียวของคนข้ามเพศ เพราะนั่นอาจหมายถึงความสัมพันธ์ของครอบครัวที่ห่างเหินกันจากระยะทางและปฏิสัมพันธ์ที่น้อยลงด้วย

การต้องออกจากบ้านของผู้มีความหลากหลายทางเพศเป็นปัญหาสากล การศึกษาเมื่อปี 2018 ระบุว่า ในกลุ่มประชากรผู้มีความหลากหลายทางเพศในอเมริกาอายุ 18-25 ปีมีความเสี่ยงที่จะเป็นคนไร้บ้านมากกว่าถึง 2.2 เท่า อีกหนึ่งการศึกษาที่เก็บข้อมูลคนตรงเพศ คนข้ามเพศ และผู้มีหลากหลายทางเพศ (gender non-conforming) ที่ไร้บ้าน ก็ระบุว่า ผู้มีหลากหลายทางเพศกลายเป็นคนไร้บ้านโดยไม่มีที่พักพิงถึง 80% ส่วนคนข้ามเพศก็สูงถึง 63% ในขณะที่คนตรงเพศไม่มีที่พักพิงอยู่ที่ 49%

สาเหตุหนึ่งที่ผู้มีความหลากหลายทางเพศต้องออกจากที่พักพิง ก็เพราะการเลือกปฏิบัติซ้ำซ้อนจากหน่วยงานที่ไม่ละเอียดอ่อนต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศ เริ่มจากเพศในบัตรประชาชนที่เป็นปัจจัยคัดกรองแรกของการอยู่ในที่พักพิง การไม่มีหน่วยงานดูแลที่เข้าใจปัญหาทำให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศถูกปฏิเสธเข้าพัก และหากเลือกจะอยู่ก็ยังมีรายงานว่าคนข้ามเพศ 44% ได้รับการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องในที่พึ่งพิง บางครั้งจึงเลือกจะออกมาเองแม้จะยังไม่มีความพร้อม

ในบางพื้นที่ของโลกอย่างสิงคโปร์ มีบ้านพักสำหรับคนข้ามเพศที่เกิดจากคนในชุมชนที่ส่วนใหญ่ถูกไล่ออกจากบ้าน ยุติการสนับสนุนด้านการศึกษา และไม่สามารถหางานทำได้ การเป็นพื้นที่ของคนในชุมชนทำให้บ้านพักพิงเพื่อผู้หญิงข้ามเพศนี้เข้าใจดีว่าปัญหาคืออะไร โครงการอย่าง T Project จึงเข้ามาดูแลในส่วนนั้น

#บ้านแปลว่าอะไรกันแน่ – บ้านไม่ใช่สถานที่แต่เป็นผู้คน ?

เพื่อนผู้หญิงข้ามเพศคนหนึ่งแบ่งปันประสบการณ์ให้เราฟังว่าเธอตัดสินใจเช่าบ้านอยู่กับเพื่อนที่เป็นผู้หญิงข้ามเพศทั้งหมดตอนอายุ 20 กลาง ๆ และในบ้านที่เช่าร่วมกับเพื่อน ๆ รวม 3 คนนี่แหละเป็นที่พึ่งแรกของเธอเมื่อเธอตัดสินใจผ่าตัดเสริมหน้าอกแล้วไม่กล้ากลับบ้าน เสื้อผ้าผู้หญิงทั้งหมดก็เก็บไว้ที่บ้านหลังนี้ และเมื่อกลับบ้านก็ยังเลือกใส่เสื้อผ้าตัวโคร่ง ๆ เพื่อปิดบังหน้าอกและรูปร่างที่มีส่วนโค้งเว้ามากขึ้น หลังจากเริ่มใช้ฮอร์โมนส์มาได้ปีกว่า ปัจจุบันเธอก็ยังไม่เคยใส่กระโปรงออกจากบ้านสักครั้ง แม้แม่จะรับรู้ได้เองว่าวันนี้เธอเป็นลูกสาวของบ้านแล้ว ไม่ใช่ลูกชายคนเดิมอีกต่อไป

เพื่อนคนนี้ไม่ได้เลือกออกจากบ้านเต็มตัว ยังคงไป-กลับที่บ้านเพราะไม่ได้ต้องการออกจากครอบครัว แต่เลือกอยู่ที่บ้านเช่าเป็นครั้งคราวในเวลาที่ต้องการซึ่งรวมทั้งวันธรรมดา วันหยุด ในช่วงกลางวันบ้างกลางคืนบ้าง บ้านเช่าจึงเป็นบ้านของเธอจริง ๆ ไปโดยปริยาย ในบ้านเช่ามีคนที่เป็นเหมือนกัน มีความต้องการเดียวกัน เข้าใจหัวอกกันและกัน และบ้านเช่าหลังนี้ให้สภาพแวดล้อมที่โอบอุ้มกันและกันแบบที่ ‘บ้าน’ ไม่มีวันให้ได้

ในช่วงเวลาที่สมรสเท่าเทียม พรบ.รับรองอัตลักษณ์ทางเพศ หรือพรบ.ขจัดการเลือกปฏิบัติฯ ที่หมายถึงสิทธิทางเพศที่ก้าวหน้ากำลังทยอยเข้าสภา คนจำนวนหนึ่งออกเสียงค้านว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญเร่งด่วน เป็นเรื่องที่รอได้ ไม่สำคัญกับเรื่องปากท้องหรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง แต่ความจริงคือ ชีวิตของคนเหล่านี้ยังดำเนินต่อไป แน่นอนว่ากฏหมายไม่ใช่เครื่องมือสำเร็จรูปที่จะพาคนเพศหลากหลายไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้น แต่เราจะมีหวังว่ามันจะดีขึ้น เมื่อรัฐและคนในสังคมร่วมมือกัน

ความต้องการง่าย ๆ ของคนเพศหลากหลายก็แค่การมีชีวิตโดยไม่ต้องเผชิญกับอคติทางเพศ แค่การยอมรับอย่างเต็มหัวใจ ในสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนและเคารพตัวตนของเรามากพอ แค่นี้เอง สิ่งที่เรียกว่าบ้าน ที่ทุกคนควรได้รับ

สวัสดีปีใหม่จากหัวใจ ขอให้ทุกคนพบ ‘บ้าน’ ของตัวเองได้ในที่สุด

#QueerVisibility #NotSafeatHome #LGBTQandHomelessness

Content by Ms. Satisfaction
Graphic by รัชณีกร จำรัสภูมิ

อ้างอิง

BBC: https://bit.ly/3NMJhPw, https://bit.ly/3S03kMP

Chapin Hall: https://bit.ly/3tAabmG

DE/CODE: https://bit.ly/3tDFLjB

National Alliance to End Homelessness: https://bit.ly/3TFEJ12

nbc: https://bit.ly/3H1Gqys

Penguin Homeless: https://bit.ly/41D8m57

The Straits Times: https://bit.ly/41WcIVj

The Williams Institute: https://bit.ly/3TD3I5a

#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

“กรุณาแสดงความเห็นอย่างสุภาพและสร้างสรรค์ ทีมงานสงวนสิทธิ์ในการลบหรือดำเนินการตามสมควร กับความเห็นที่สร้างความเกลียดชัง (hate speech) หรือละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น”

- Advertisement -
Ms. Satisfaction
Ms. Satisfaction
Since it opened my eyes. I can't stop me, can't stop me, can't stop me