มินังกาเบา (Minangkabau) วัฒนธรรมหญิงเป็นใหญ่ในโลกอิสลาม

- Advertisement -

มินังกาเบา (Minangkabau) เป็นกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มใหญ่ในประเทศอินโดนีเซีย ที่มีประชากรราว 5 ล้านคน กระจายไปทางตะวันตกของเกาะสุมาตรา และมีระบบสังคมอันโดดเด่นแตกต่างจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ หลายร้อยกลุ่มที่อาศัยอยู่ในอินโดนีเซีย โดยรับรู้กันว่าสังคมของพวกเขาเป็นระบบมาตาธิปไตย (matriarchy) หรือผู้หญิงมีบทบาทผู้นำ โดยเฉพาะในครอบครัว แม้ปัจจุบันชาวมินังกาเบาจะถูกรับรู้ว่าเป็นประชากรส่วนหนึ่งของประชากรอินโดนีเซียที่นับถือศาสนาอิสลามอย่างเคร่งครัด แต่ความเข้มข้นของการรักษาจารีตประเพณีในเรื่องตำแหน่งแห่งที่ของผู้หญิงในสังคมยังคงเด่นชัด และผสานกลมกลืนไปในความศรัทธาต่อศาสนาของรัฐชาติ 

- Advertisement -

ชาวมินังกาเบาใช้ระบบสังคมแบบมาตาธิปไตย มาก่อนที่ศาสนาอิสลามจะเข้ามาในอินโดนีเซียราวศตวรรษที่ 16 โดยอยู่ภายใต้ระบบประเพณีที่เรียกว่า “อาดัต มินังกาเบา” (Adat Minangkabau) ซึ่งให้ความสำคัญกับการสืบทอดเชื้อสายทางแม่ (matrilineal lineage) ผู้หญิงมีหน้าที่ในสืบทอดที่ดินและทรัพย์สิน และควบคุมเศรษฐกิจของครอบครัว พวกเธอถูกมองว่าเป็น ‘เสาหลักกลางบ้าน” (Sanday 2002:82-23) พวกเธอยืนอยู่เคียงข้างผู้ชายโดยเสมอหน้า เธอเป็นลูกสาว เป็นแม่ และเมีย ที่มีอำนาจในการตัดสินใจร่วมกับผู้ชายไม่ว่าจะเรื่องในบ้านหรือนอกบ้านที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของชุมชน 

จากการศึกษาผู้หญิงในวัฒนธรรมมินังกาเบา ของ Schrijvers และ Postel-Coster (1977: 85) พบว่า ในมินังกาเบา การให้กำเนิดลูกสาวเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะจะต้องสืบทอดทรัพย์สินของครอบครัว การไม่มีลูกสาวไม่ต่างจากการหยุดชะงักของวงศ์ตระกูล เพราะจะขาดคนสืบทอดเชื้อสายมารดา เมื่อผู้หญิงเข้าสู่การเป็นแม่ เธอจะได้รับเกียรติเนื่องจากเธอได้ทำงานอันมีค่าให้สำเร็จ ในวิถีชีวิตของพวกเขาความเป็นเด็กหญิงเริ่มปรากฎบทบาทผู้นำเมื่ออายุ 7 ขวบ พวกเธอมีหน้าที่หลายอย่างในครัวเรือน ตั้งแต่การดูแลบ้าน งานครัวและการดูแลน้องชายเสมือนแม่คนที่สอง ต่อเมื่อพวกเธอเป็นผู้ใหญ่และแต่งงาน อำนาจของพวกเธอจะขยายไปสู่การดูแลทรัพย์สิน และควบคุมเศรษฐกิจในครัวเรือน สิ่งนี้หมายรวมถึงการเป็นเจ้าของที่ดิน มรดกของตระกูล ในการแต่งงานผู้เป็นภรรยาจะเดินทางไปสู่ขอ และรับสามีของเธอออกมาจากบ้านของเขา และพาเขามาอาศัยอยู่ร่วมกับครอบครัวฝ่ายผู้หญิง สำหรับของหมั้น ได้แก่ ทอง เครื่องประดับ ผ้าเบซูจิด้ายสีทอง (ผ้าบาลาปัก) และอาวุธโบราณ เช่น เคอรี หลังจากมอบสินสอดแล้ว ทั้งสองครอบครัวก็หารือกันเรื่องประเพณีบาจาปุย (การรับเจ้าบ่าว) ในประเพณีนี้ ครอบครัวของผู้หญิงจะรับเจ้าบ่าวโดยให้เงินจาปุยจำนวนหนึ่งเพื่อแสดงความเคารพต่อผู้ที่มีแนวโน้มจะเป็นเจ้าบ่าวในฐานะคนใหม่ของครอบครัวของผู้หญิง  เมื่อสามีภรรยาหย่ากัน สามีจะเก็บข้าวของและจากไป (Kosty 2002) 

ในโครงสร้างสังคมของมินังกาเบานั้น เพียงแค่ “แม่กับลูก”  ก็นับว่าเป็นครอบครัวแล้ว  ครอบครัวที่มีเพียงแม่กับลูกของชาวมินังกาเบาถือเป็นหน่วยทางสังคมที่เล็กที่สุดเรียกว่า  “เซมันได” หากในหนึ่งครอบครัวประกอบด้วยเซมันไดหลายรุ่น เช่น ทวด-ยาย ยาย-แม่ แม่-ลูก จะเรียกว่า “รูห์มา กาดัง” ถือเป็นบ้านกลางที่สำคัญในวัฒนธรรมมินังกาเบา โดยมีเอกสารดัตซ์เมื่อปี ค.ศ 1871 บันทึกถึงสมาชิกในรูห์มา กาดังหลังหนึ่งว่าอยู่รวมกันถึง 60 คน โดยจารีตของบ้านแบบรูห์มา กาดังนั้นจะประกอบไปด้วยห้องครัว ห้องรับแขกและห้องนอนสำหรับผู้หญิง ไม่มีห้องนอนส่วนตัวสำหรับเด็กผู้ชาย เมื่อพวกเขาอายุถึง 7 ขวบจะต้องออกจากบ้านไปพักที่สุเหร่า ในขณะที่ผู้หญิงจะอยู่กับบ้านตลอดชีวิต คู่กับผู้ชายจากสายเลือดมารดา  ได้แก่ มามักหรือพี่ชาย น้องชายของแม่ ซึ่งมีความสำคัญในการควบคุมการใช้ทรัพย์สิน และปกครองบุตรแทนผู้เป็นบิดา (Rasyad, 2009)แต่ถึงกระนั้นผู้ชายที่ไม่มีบทบาทในครอบครัว หรือไม่ภาระผูกพันทางศาสนาก็ยินดีที่จะอพยพออกหาที่ดินใหม่ๆ หรือออกไปหารายได้นอกหมู่บ้าน ปลดปล่อยตัวเองจากบ้านเกิด  ตามแนวคิด มรันเตา (Merantau) หากประสบความสำเร็จในการสร้างบ้านใหม่ สร้างชุมชนใหม่ก็สามารถที่จะชวนครอบครัวเดิมย้ายมาอยู่ด้วยกันได้ ประเพณีมรันเตาจัดเป็นวิธีการผ่อนคลายความตึงเครียดและขยายชุมชนจากการที่ดินที่ถูกถือครองโดยเพศหญิง 

เมื่อศาสนาอิสลามเข้ามามีบทบาทในอินโดนีเซีย การศึกษาของ Schrijvers & Coster (1977) พบว่าอิสลามและมินังกาเบานั้นอาจมีส่วนที่ไม่ลงรอยกันในบางแง่มุม โดยเฉพาะในนิกายฟันดาเมนทัลลิสท์ซึ่งมีต้นกำเนิดในตะวันออกกลาง ไปถึงสุมาตราตะวันตก โดยการให้มนุษย์ศรัทธาในพระเจ้า และเป็นปัจเจกนิยมขัดแย้งกับการรวมกลุ่มเป็นชุนตามแนวคิดแบบ adat นอกจากนี้ยังให้ความชอบต่อระบบครอบครัวปิตาธิปไตยที่มีผู้ชายหรือพ่อเป็นหัวหน้าครอบครัว ปัญหาอื่นๆ เช่น การหย่าร้าง ถือเป็นสิทธิแต่เพียงผู้เดียวของผู้ชาย ส่วนผู้หญิงยังสามารถขอได้ แต่การออกเสียงควรมาจากฝั่งผู้ชาย อย่างไรก็ตาม เขาได้เสนอความเห็นต่อไปว่า การที่ทั้งสองวัฒนธรรมไม่สามารถดูดซึมได้ “เต็มที่” ก็ไม่ได้แปลว่าจะเกิดความขัดแย้งเสมอไป พวกเขายังคงถือเอาคุณค่าบางอย่างของกันและกันมาผสานกัน ซึ่งตามหลักคำสอนอัลกุรอานก็บอกว่าผู้หญิงก็มีความสำคัญและได้รับความเคารพในครอบครัวเช่นกัน

เมื่ออิสลามกลายเป็นศาสนาประจำชาติของอินโดนีเซีย ศาสนากลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างรัฐชาติให้เข้มแข็งและผนึกกำลังคนในรัฐให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ตามข้อมูลของ Sullivan (1983:148 ใน Blackwood 1995:135) นโยบายของรัฐอินโดนีเซียกำหนดบทบาทของภรรยาและมารดาให้สนับสนุนสามีและครอบครัว ผ่านโครงการระดับชาติต่างๆ มากมาย เช่นการมอบรางวัลแม่ดีเด่น การจัดกิจกรรมแข่งขันทำอาหาร และเปิดชั้นเรียนเพื่อดึงดูดหญิงชาติพันธุ์ พร้อมกับวาทกรรมผ่านคำขวัญ คำรณรงค์เพื่อยืนยันว่า หน้าที่หลักของผู้หญิงคือการเป็นภรรยาและมารดาที่ดี ‘ผู้ชายเหมาะที่จะเผชิญกับความยากลำบากของชีวิตเนื่องมาจากร่างกายที่แข็งแกร่งของเขา’ และ ‘ผู้หญิงเหมาะสมที่จะเลี้ยงดูลูก ๆ เพราะคุณภาพความรักในตัวเธอเหนือกว่า’ (Blackwood 1995:20) ด้วยเหตุนี้ความหมายของความเป็นผู้หญิงมินังกาเบา  จึงเปลี่ยนไปในทิศทางอื่น ไม่ได้เป็นเพียงกลุ่มผู้หญิงที่ยึดถือจารีตประเพณีตามชาติพันธุ์เท่านั้นอีกต่อไป  แต่ยังเป็นสตรีของชาติ มารดาของประเทศ และผู้หญิงที่ดีตามหลักศาสนา ใต้เงารัฐสมัยใหม่


อ้างอิง

ชินามิ ชิบาตะ. (2543). การศึกษาเชิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสังคมมินังกาเบาในสุมาตราตะวันตก, (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศิลปากร
Blackwood, E. (1995). Senior Women, Model Mothers, and Dutiful Wives: Managing Gender Contradictions in a Minangkabau Village’ in Ong, A. and Peletz, M. G. (Eds) Bewitching Women, Pious Men: Gender and Body Politics in Southeast Asia. Berkeley, CA: University of California Press. pp.124-158.
Hakam, Ahmad. (2021).  Contested Gender Roles and Relations in Matriarchal Minangkabau. in  MUQODDIMA Jurnal Pemikiran dan Riset Sosiologi 2 (1), 2021: 37-46
Kosty, P.  (2002).  Indonesia’s Matriarchal Minangkabau offer an alternative social system. EurekAlert! University of Pennsylvania. Available online at http://www.eurekalert.org/pub_releases/2002-05/uop-imm050902.php
Nuroniyah, Wardah. (2022). Muslim women adhering to Minangkabau’s bajapuik tradition in Cirebon, West Java: compromizing a gendered culture in Islamic law. DOI: 10.18326/ijtihad.v22i2.135-153
Rasyad, Z. (2009). Ranah dan Adat Minangkabau. Jakarta: Agra Wirasanda.
Sanday, P. R. (2002). Women at the Center: Life in a Modern Matriarchy. Ithaca, NY; London: Cornel University Press.
Schrijvers, J. and Postel-Coster, E. (1977)  Minangkabau Women : Change in a MatrilinealSociety’, Archipel, 13, pp. 79–103


- Advertisement -
SPECTRUM
SPECTRUM
พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน