Lesbian, Where are you? พื้นที่ของเลสเบี้ยนอยู่ตรงไหนในงาน LGBT Pride March 

- Advertisement -

เมื่อพูดถึงงาน LGBT Pride March หรือบางที่อาจเรียกว่า Queer Pride March หรือที่คนไทยเรียกกันง่ายๆ ว่างานเกย์ไพรด์ (Gay Pride) เราคงนึกถึงการเฉลิมฉลองของกลุ่ม LGBTQ หรือกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ ไม่ว่าจะเป็น หญิงรักหญิง ชายรักชาย คนรักสองเพศ หญิงข้ามเพศ ชายข้ามเพศ อินเตอร์เซ็กซ์ แพนเซ็กซ์ชวล หรือคนที่เรียกตัวเองว่า เควียร์ และคนที่มีวิถีทางเพศอื่นๆ

จุดเริ่มต้นของการเดินขบวนเรียกร้องสิทธิของกลุ่ม LGBT+

- Advertisement -

งานเหล่านี้วิวัฒนาการในการจัดงานมาตั้งแต่สมัยการเรียกร้องสิทธิของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศครั้งแรกๆ ในอเมริกา หลังเกิดเหตุการณ์จราจลระหว่างกลุ่ม LGBT กับตำรวจ ที่ Stonewall inn ในปี ค.ศ. 1969 หรือที่เรียกกันว่า Stonewall Riot อันเป็นหมุดหมายที่ทำให้เกิดการรวมขบวนประท้วง และนำมาซึ่งการจัดงานไพรด์เป็นครั้งแรกในอเมริกาเมื่อเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 1970 หลังจากนั้นเป็นต้นมา การเดินขบวนของกลุ่ม LGBT ก็ขยายออกไปในหลายรัฐ หลายประเทศในยุโรป แอฟริกา และประเทศในทวีปเอเชีย

การจัดงานนอกจากจะมีเป้าหมายเพื่อเรียกร้องสิทธิของกลุ่ม LGBT แล้ว ยังเป็นการแสดงออกถึงความภาคภูมิใจ เป็นการยืนยันถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเป็นการส่งเสียงต่อสังคมเพื่อให้เกิดการยอมรับในตัวตนและการมีอยู่ของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ ดังนั้น งานนี้จึงเป็นเหมือนพื้นที่ปลอดภัยสำหรับกลุ่ม LGBT ที่จะได้มีโอกาสมารวมตัวกันเพื่อเรียกร้องสิทธิของตัวเองในพื้นที่สาธารณะ

แม้จะมีวิวัฒนาการในการจัดงานไพรด์มาอย่างยาวนาน เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านสิทธิของกลุ่ม LGBT ขึ้นในหลายประเทศ ทั้งในเรื่องของการยกเลิกกฎหมายลงโทษคนรักเพศเดียวกันในอังกฤษ อเมริกา หรือบางประเทศในเอเชีย เช่น อินเดีย หรือการมีกฎหมายปกป้องคุ้มครองหรือส่งเสริมสิทธิต่างๆ แต่ภายในขบวนการเคลื่อนไหวเองกลับมีปัญหาเรื่องของลำดับชั้นและความไม่เท่าเทียมกัน ทั้งภายในกลุ่มคนจัดงานและกลุ่มคนที่มาร่วมงาน

ลำดับชั้นและอำนาจที่ไม่เท่ากันในขบวนการเคลื่อนไหว

ผู้เขียนขอยกประสบการณ์ส่วนตัวของการเป็นผู้เข้าร่วมงานไพรด์ในประเทศต่างๆ และรวมไปถึงประสบการณ์การจัดงานไพรด์ของกลุ่มนักกิจกรรมในอินเดีย รวมไปถึงประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมจากประเทศต่างๆ ที่จะชี้ให้เห็นว่า ภายใต้การเฉลิมฉลองและเดินขบวนของกลุ่ม LGBT นั้น คนกลุ่มไหนบ้างที่ถูกกันออกไป คนกลุ่มไหนที่เข้าถึงพื้นที่ในการจัดงาน คนกลุ่มไหนที่มีเสียงดังที่สุดในงาน และมีพื้นที่ในการแสดงออก ในการเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด

จากข้อสังเกตของผู้เขียนเอง นับตั้งแต่เริ่มต้นศึกษางานไพรด์ในต่างประเทศ สื่อที่นำเสนอไม่ว่าจะเป็นภาพข่าวในเว็บไซต์หรือหนังสือพิมพ์ ภาพเคลื่อนไหว รวมถึงบทสัมภาษณ์ของผู้เข้าร่วมงาน ล้วนมีเสียงของกลุ่มชายรักชายหรือกลุ่มผู้หญิงข้ามเพศอยู่ในพื้นที่เสมอ ไม่บ่อยนักที่เราจะเห็นเสียงของหญิงรักหญิงในขบวนไพรด์ แม้กระทั่งการแต่งตัวที่แสดงออกถึงอัตลักษณ์ของตัวเองของกลุ่มหญิงรักหญิงก็แทบมองไม่เห็น สอดคล้องกับความสัมพันธ์ระหว่างหญิงรักหญิงในชีวิตประจำวันที่ถูกกลืนหายไป ต่างจากการปรากฏตัวของกลุ่มชายรักชายหรือกลุ่มผู้หญิงข้ามเพศ

ข้อสังเกตนี้ปรากฏชัด เมื่อผู้เขียนมีโอกาสได้เข้าร่วมงานไพรด์ที่เมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี และงานไพรด์ที่ประเทศไต้หวัน จำนวนของผู้เข้าร่วมงานจากสองประเทศนี้ มีสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในแถบเอเชีย แต่เมื่อสังเกตรายละเอียดในงาน ผู้เขียนเห็นการแสดงออกถึงอัตลักษณ์ทางเพศและวิถีทางเพศของกลุ่มชายรักชายและผู้หญิงข้ามเพศได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกจากการแต่งตัว การร้องรำทำเพลง การแสดงออกถึงความรัก เช่น การกอดหรือจูบในงาน รวมไปถึงการชูป้ายเรียกร้องสิทธิของกลุ่มตัวเอง ซึ่งในกลุ่มของหญิงข้ามเพศ เราจะเห็นได้ชัดเจนว่า คนกลุ่มนี้ตกเป็นเป้าหมายของความรุนแรงอันเนื่องมาจากความเกลียดชังคนข้ามเพศ (Transphobia) ดังนั้น เสียงของกลุ่มหญิงข้ามเพศจึงมีความสำคัญมากเมื่อมีการจัดงานไพรด์ในแต่ละครั้ง

Lesbian, Where are you?

ยกตัวอย่าง งานไพรด์ในอินเดีย ในเมืองมุมไบและปูเน่ ที่ผู้เขียนมีโอกาสเข้าร่วมในปี 2019 ที่ผ่านมา เนื่องจากในอินเดีย รัฐบาลกำลังจะผ่านร่างกฎหมายที่มีผลต่อคนข้ามเพศ หรือที่เรียกว่า Transgender Rights Bill ซึ่งทำให้กลุ่มนักกิจกรรม LGBT ในอินเดีย ออกมาเดินขบวนในงานไพรด์พร้อมๆ กับการชูป้ายประท้วงไม่ยอมรับกฎหมายดังกล่าว คำถามที่น่าสนใจคือ อะไรคือปัญหาของกลุ่มหญิงรักหญิง และทำไมเราจึงไม่ค่อยเห็นกลุ่มหญิงรักหญิง ชูประเด็นเรื่องการละเมิดสิทธิของหญิงรักหญิงในด้านกฎหมายและนโยบายปกป้องคุ้มครองสิทธิ เช่น การถูกบังคับแต่งงานจากครอบครัวเป็นต้น ทั้งๆ ที่ปัญหานี้ในอินเดียเป็นปัญหาใหญ่ในกลุ่มหญิงรักหญิง

นอกจากนี้ การแสดงออกถึงอัตลักษณ์ของหญิงรักหญิงในขบวนไพรด์ ก็ไม่ได้หวือหวาหรือแฟชั่นจัดเต็มแบบชายรักชายหรือหญิงรักหญิง โดยเฉพาะหากเราสังเกตการเปิดเปลื้องเนื้อตัวร่างกายของผู้เข้าร่วม ซึ่งตอนที่ผู้เขียนได้เข้าร่วมงานไพรด์ที่ไต้หวัน ภาพการใส่กางเกงในตัวเดียวของกลุ่มเกย์มีกล้าม เป็นภาพที่สามารถเห็นได้ทั่วไปในบริเวณงาน การเปิดเปลือยร่างกายของกลุ่มชายรักชายเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไปในงานไพรด์ต่างๆ

ในขณะที่ผู้เขียนไม่เคยเห็นกลุ่มหญิงรักหญิงเปิดเปลือยเนื้อตัวร่างกายในลักษณะเดียวกับกลุ่มชายรักชาย และที่น่าสนใจไปกว่านั้น จากการพูดคุยกับเพื่อนชาวอินเดียที่นิยามตนเองว่าเป็นทรานส์หญิงรักหญิง ถึงประสบการณ์การเข้าร่วมงานไพรด์ที่เมืองปูเน่เมื่อปีที่แล้ว เธอเล่าให้ฟังว่า เธอถูกกันออกจากงาน ด้วยการตั้งคำถามถึงอัตลักษณ์ของเธอ เมื่อเธอถูกถามว่ามีอัตลักษณ์ทางเพศแบบใด และเธอตอบไปว่า เธอนิยามตัวเองว่าเป็นทรานส์เจนเดอร์ แต่ด้วยลักษณะภายนอกและการแสดงออกทางเพศของเธอ ดูเป็นหญิงรักหญิงมากกว่าที่จะเป็นหญิงข้ามเพศ และไม่มีความเป็นทรานส์ตามบรรทัดฐานของสังคมที่ไม่มีความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางอัตลักษณ์ เธอถูกมองหัวจรดเท้า และนั่นทำให้เธอไม่รู้สึกปลอดภัยและไม่สบายใจจนต้องออกจากงานไพรด์ในที่สุด ทำให้ในปีต่อมาเธอไม่กล้าไปร่วมงานไพรด์นั้นอีก

Get The L Out!

ในเว็บไซต์ Gettheloutuk.com มีบทความว่าด้วยการพยายามทำให้กลุ่มหญิงรักหญิงถูกมองเห็น โดยเน้นไปที่การเข้าร่วมงานไพรด์ต่างๆ โดยกลุ่ม Get the L Out เป็นกลุ่มหญิงรักหญิงเฟมินิสต์ที่รวมตัวกันทำงาน เพื่อผลักดันให้เกิดการมองเห็นของกลุ่มหญิงรักหญิง ที่มักจะถูกกันออกหรือไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของงานไพรด์ รวมไปถึงการพยายามขจัดการถูกครอบงำโดยกลุ่มผู้ชายในพื้นที่ต่างๆ การยืนยันอัตลักษณ์ในความเป็นหญิงรักหญิงของตัวเอง และปฏิเสธการถูกเหมารวมว่าเป็นเควียร์

โดยกลุ่มหญิงรักหญิงกลุ่มนี้ จะเข้าร่วมงานไพรด์ตามที่ต่างๆ ในประเทศอังกฤษ พร้อมชูสโลแกนและแบนเนอร์ของตัวเอง โดยมีข้อความเช่น “Lesbians are female homosexual” “Lesbians are not Queer” หรือ “Lesbians don’t have penises” เป็นต้น ซึ่งหากเข้าไปดูวิดีโอการร่วมเดินขบวนในงานไพรด์ต่างๆ จะเห็นการต่อต้านของผู้จัดงานไพรด์หรือคนเข้าร่วมงานบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับการชูป้ายของคนกลุ่มนี้ อย่างไรก็ดี สิ่งที่ผู้เขียนสนใจไม่ใช่วิธีการทำงานของกลุ่ม Get the L Out แต่สนใจว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้หญิงรักหญิงกลุ่มนี้ต้องออกมารวมตัวกัน เพื่อเรียกร้องให้เกิดการมองเห็นในงานไพรด์ หากมิใช่มาจาก ความรู้สึกของการถูกกันออกจากขบวน หรือ การไม่รู้สึกถึงการมีตัวตนของกลุ่มหญิงรักหญิง

We need more Space!

นอกจากการเรียกร้องของกลุ่มหญิงรักหญิงในประเทศอังกฤษแล้ว จากประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เขียนเองก็พบว่า ทุกๆ ครั้งที่เข้าไปร่วมงานไพรด์ จะรู้สึกถึงพื้นที่อันจำกัดในการแสดงออกของหญิงรักหญิง ผู้เขียนมักพบว่า บนเวทีที่จัดงาน มักเต็มไปด้วยการขึ้นมาพูดสปีชของกลุ่มชายรักชายและกลุ่มคนข้ามเพศ ในขณะที่หญิงรักหญิงจำนวนน้อยมากที่จะขึ้นไปกล่าวบนเวที ช่วงที่ผู้เขียนเข้าร่วมขบวนไพรด์ที่อินเดีย สังเกตว่า ชายรักชายสามารถแสดงออกความรักกันได้อย่างเต็มที่ ในขณะที่ฝั่งหญิงรักหญิงโดยมากมักเดินตามขบวนไปอย่างเงียบๆ หรือไม่แสดงออกถึงความรักมากเท่าชายรักชาย งานไพรด์ที่เมืองปูเน่ ซึ่งเป็นไพรด์ล่าสุดของผู้เขียน ช่วงก่อนเริ่มงาน คนที่มาร่วมรอเดินขบวนได้เข้ากลุ่มกันเต้นรำและร้องเพลง บ้างแแต่งตัวแต่งหน้าเตรียมเดินขบวน แต่ผู้เขียนสังเกตว่า โดยมากมักเป็นกลุ่มชายรักชายและผู้หญิงข้ามเพศ ในขณะที่ผู้เขียนเห็นผู้หญิงส่วนใหญ่ ยืนมองดูห่างๆ บางคนก็ยืนอยู่ตามมุมเล็กๆ เงียบๆ และพูดคุยกันเองกับคู่รัก รวมถึงตัวผู้เขียนเองกับคนรักก็พยายามยืนอยู่ข้างหลังขบวนและเฝ้าสังเกตผู้คนในงานไพรด์นี้อย่างเงียบๆ เช่นกัน

นอกจากประสบการณ์การเข้าร่วมของกลุ่มหญิงรักหญิงที่มีต่องานไพรด์แล้ว การเป็นผู้ร่วมจัดงานก็มีเรื่องของลำดับชั้นไม่ต่างกัน ในงานประชุมกลุ่มนักกิจกรรม LGBT ที่เมืองมุมไบ ผู้เขียนมีโอกาสได้พูดคุยกับนักกิจกรรมหญิงรักหญิงที่เคยทำงานเป็นผู้จัดงานมุมไบไพรด์มาก่อน เธอได้แชร์ประสบการณ์ว่า ในการจัดงานไพรด์ ปัญหาที่พบก็คือการที่แกนนำกลุ่มชายรักชายมักครอบงำวิธีการทำงาน หรือมีเสียงดังในการนำเสนอไอเดียต่างๆ มากกว่า รวมถึงการบริหารจัดการงานไพรด์ และส่วนมากนักกิจกรรมหญิงรักหญิงจะกลายเป็นผู้ฟังมากกว่าจะได้นำเสนอประเด็น ซึ่งนั่นทำให้เธอรู้สึกขาดการมีส่วนร่วม และเกิดความรู้สึกอึดอัดใจภายใต้การทำงานในขบวนนักกิจกรรม LGBT ด้วยกันเอง

ผลกระทบจากการขาดพื้นที่ในงานไพรด์ของกลุ่มหญิงรักหญิง

อย่างที่เล่าให้ฟังไปตอนต้นว่า การถูกกันออกเพราะอัตลักษณ์ทางเพศแบบหญิงรักหญิง ทำให้เพื่อนของผู้เขียนไม่รู้สึกว่า งานไพรด์เป็นพื้นที่ปลอดภัย ในการแสดงออกถึงความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของเธอ และทำให้เธอไม่สามารถเข้าร่วมงานได้อีกในปีต่อๆ ไป ผลกระทบนี้ถ้ามองในระดับปัจเจก การถูกกันออกทำให้กลุ่มหญิงรักหญิงรู้สึกถึงความโดดเดี่ยว (Isolation) หรือเลือกที่จะเฟดตัวเองออกไปจากสังคม เพราะความรู้สึกไม่ปลอดภัย และบางคนอาจขาดพื้นที่ในการสื่อสารปัญหาของตัวเอง เพราะแทนที่งานไพรด์จะเป็นพื้นที่ในการส่งเสียงออกไป ให้คนภายนอกเข้าใจและยอมรับอัตลักษณ์ กลับกลายเป็นพื้นที่ที่ทำให้เสียงของคนบางกลุ่มหายไปจากขบวน

นอกจากนี้ ถ้ามองขบวนการเคลื่อนไหวในภาพรวม คำถามจากสังคมที่ตามมาคือ งานไพรด์เป็นแค่การรวมตัวกันของเหล่าเกย์ชายและหญิงข้ามเพศ เพื่อความสนุกสนานบันเทิงใช่หรือไม่ หรือเป็นงานที่เรียกร้องเฉพาะสิทธิของกลุ่มเกย์และหญิงข้ามเพศเท่านั้นหรือไม่ ซึ่งการถูกตั้งคำถามดังกล่าว อาจทำให้ภาพรวมขบวนการเคลื่อนไหวสิทธิของคนหลากหลายทางเพศ เป็นแค่งานพาเหรดประชันความงามของการแต่งกายและงานร้องรำทำเพลงของคนบางกลุ่มเท่านั้น แต่ขาดการรวมคนทุกคนที่อยู่ภายใต้ร่มความหลากหลายทางเพศ

นอกจากนี้ การที่กลุ่มหญิงรักหญิงเข้าไม่ถึงการมีส่วนร่วมในการจัดงานไพรด์ ก็ทำให้กิจกรรมต่างๆ ในไพรด์ที่ออกมามุ่งเน้นไปที่กลุ่มเฉพาะ เช่น ในงานไพรด์ที่มุมไบ ซึ่งมีกิจกรรมเวิร์คช็อปต่างๆ ในงาน แต่โดยมากออกแบบโดยกลุ่มชายรักชาย และทำให้กิจกรรมที่เหมาะกับกลุ่มหญิงรักหญิงมีจำนวนจำกัด หรือกระทั่งการฉายหนัง LGBT จำนวนหนังหญิงรักหญิงก็มีฉายน้อยกว่าหนังเกย์ การขาดพื้นที่ในการทำกิจกรรมต่างๆ อันเป็นส่วนหนึ่งของงานไพรด์ ทำให้หญิงรักหญิงหลายคนถอดใจที่จะมีส่วนร่วมในการเข้าร่วมงานและการจัดงานในที่สุด

ลดลำดับชั้นให้น้อยลง และเพิ่มความเท่าเทียมให้มากขึ้น

ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในขบวนการเคลื่อนไหวของนักกิจกรรม LGBT จึงเป็นภาพสะท้อนว่า แม้กระทั่งในชุมชนที่ตระหนักถึงสิทธิความเท่าเทียม ก็ยังมีปัญหาเรื่องลำดับชั้นอันเกิดจากเพศสภาพที่แตกต่าง และสะท้อนให้เห็นว่า เพศสภาพแบบชายรักชาย ยังคงมีสถานะพิเศษที่สามารถเข้าถึงพื้นที่ทางการเมืองและการนำในขบวนการเคลื่อนไหว ได้มากกว่าเพศภาพแบบหญิงรักหญิง ซึ่งไม่ต่างไปจากชุมชนรักต่างเพศ ที่บทบาทของผู้หญิงรักต่างเพศมักถูกวางไว้ต่ำกว่าผู้ชาย และถูกครอบงำโดยผู้ชายรักต่างเพศ

อย่างไรก็ดี ไม่เฉพาะอัตลักษณ์ทางเพศเท่านั้นที่ทำให้เกิดลำดับชั้นและการครอบงำ หรือการช่วงชิงการนำภายในขบวนการเคลื่อนไหวผ่านการเข้าร่วมงานไพรด์และการจัดงานไพรด์ อันนำไปสู่ความไม่เท่าเทียมกัน แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น สีผิว ชาติพันธุ์ ความพิการ ชนชั้น ซึ่งหากรวมเข้าไปกับเพศสภาพแล้ว ก็ยิ่งส่งผลให้เกิดลำดับชั้นภายในการทำงานของขบวนการมากขึ้นไปอีก เช่น การถูกกันออกของหญิงรักหญิงผิวสีในอเมริกา การไม่ถูกมองเห็นของกลุ่มหญิงรักหญิงที่มีความพิการ หรือกลุ่มหญิงรักหญิงที่ไม่ใช่ชนชั้นกลางในเมือง เป็นต้น

ดังนั้น งานไพรด์ที่ควรจะเป็นพื้นที่แห่งความเท่าเทียมของคนทุกเพศ จึงอาจไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับคนทุกเพศเสมอไป โดยเฉพาะกลุ่มหญิงรักหญิง หากผู้จัดงานและผู้ร่วมงานไม่ตระหนักหรือไม่มีความละเอียดอ่อนเพียงพอ งานไพรด์ก็อาจกลายเป็นพื้นที่ที่กีดกันคนออกไปและนำไปสู่ความไม่เท่าเทียม แทนที่จะเกิดความเท่าเทียมอย่างที่จุดประสงค์ของงานนี้ต้องการให้เกิดขึ้นก็เป็นได้

ลิงก์ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เว็บไซต์ของกลุ่มหญิงรักหญิงที่ทำงานเพื่อสร้างพื้นที่ในงานไพรด์ http://www.gettheloutuk.com/index.html

บทความ “ฉันเป็นเลสเบี้ยน ฉันประท้วงงานไพรด์” https://resistersunited.org/lancaster-pride/

บทความ “เลสเบี้ยนได้รับการต้อนรับในงานไพรด์หรือไม่ คำตอบในงานแลงคาสเตอร์ไพรด์คือ ไม่” https://fairplayforwomen.com/pride/

- Advertisement -
ดาราณี ทองศิริ
ดาราณี ทองศิริ
นักสิทธิมนุษยชนด้านสิทธิผู้หญิงและความหลากหลายทางเพศ สนใจขับเคลื่อนเรื่องเพศในมิติทางการเมือง สังคม ศิลปะและวัฒนธรรม เวลาว่างชอบท่องเฟซบุคกับกินปีกไก่นิวออลีนส์
พัชรีพร หงษ์ทอง
พัชรีพร หงษ์ทอง
Illustrator & Graphic Designer