Female Orgasm – มองความไม่เท่าเทียมทางเพศผ่านการถึงจุดสุดยอดของผู้หญิง

- Advertisement -

ในบทความชิ้นนี้ ผู้เขียนจะพาคุณผู้อ่านออกไปสำรวจการถึงจุดสุดยอดในมิติต่างๆ โดยมีจุดมุ่งหมายหลักนั่นก็คือ การเข้าถึงจุดสุดยอดทางเพศอย่างเท่าเทียมกันทุกคน ทุกเพศ แม้ว่าการถึงจุดสุดยอดจะเป็นสิ่งที่ดีต่อร่างกายและจิตใจอย่างมาก แต่ก็ไม่จำเป็นเสมอไปว่าทุกคนจะได้รับความเพลิดเพลินจากการถึงจุดสุดยอด เราจะมาทำความเข้าใจกันว่า ทำไมสำหรับผู้หญิงบางคนนั้น การเข้าถึงการถึงจุดสุดยอดจึงเป็นเรื่องที่ยากยิ่งนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีผู้ชายมาเกี่ยวข้อง

การถึงจุดสุดยอดของผู้หญิง (Female Orgasm) คืออะไร

การถึงจุดสุดยอดของผู้หญิง (Female Orgasm) สามารถนิยามได้หลากหลายจากเกณฑ์ที่ใช้แตกต่างกัน ในทางการแพทย์ใช้การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายทางกายภาพ ในขณะที่ในทางจิตวิทยาใช้การเปลี่ยนแปลงอารมณ์และการรับรู้ (Emotional and Cognitive Changes) การนิยามการถึงจุดสุดยอดแบบตายตัวเพียงความหมายเดียวจึงยังไม่มีในปัจจุบัน

มนุษย์เราน่าจะเป็นเพียงสัตว์ชนิดเดียวบนโลกที่มีจุดประสงค์ของการมีเพศสัมพันธ์ ไม่เพียงแค่การสืบพันธ์ุเท่านั้น แต่ยังเป็นไปเพื่อความสนุกสนานรื่นเริงอีกด้วย “การถึงจุดสุดยอด” (Orgasm) เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์มีความสุขทางเพศ หัวใจเต้นเร็วและเลือดสูบฉีดได้ดี การถึงจุดสุดยอดหรือไม่นั้น ยังแสดงให้เห็นถึงความเป็นปกติหรือไม่เป็นปกติทางเพศอีกด้วย ซึ่งเราก็อาจจะเคยเห็นจากคลินิก หรือสถานพยาบาลที่รับรักษาอาการที่ขัดขวางการถึงจุดสุดยอดทางเพศต่างๆ มากมาย เช่น อวัยวะเพศฝ่ายชายไม่แข็งตัว การทำรีแพร์อวัยวะเพศหญิงหลวม การหลั่งเร็วหรือเรียกอีกอย่างว่าแตกไว ซึ่งอาการเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นปัญหาที่ต้องมีการจัดการ

การถึงจุดสุดยอด : ความถี่จำแนกตามเพศ

งานวิจัยในสหรัฐอเมริกาชิ้นหนึ่ง ซึ่งสำรวจในปี 2017 พบว่าคนอเมริกันกว่า 50,000 คน ผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิง 95% ชายไบเซ็กชวล 88% และเกย์ 89% บอกว่าพวกเขาถึงจุดสุดยอดขณะมีเพศสัมพันธ์เป็นประจำ ในขณะที่เพศหญิงที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย 65% หญิงไบเซ็กชวล 66% บอกว่าเธอนั้นถึงจุดสุดยอดขณะร่วมเพศเป็นประจำ แต่ตัวเลขของเพศหญิงที่เป็นเกย์นั้นกลับสูงถึง 86%[1]

สำหรับในประเทศไทยนั้น จากการทำแบบสอบถามชิ้นเล็กๆ ของผู้เขียน เมื่อครั้งที่ผู้เขียนเป็นนิสิตชั้นปีที่ 4 (2018) จำนวน 4,807 คน พบว่าระดับของการถึงจุดสุดยอดเป็นประจำ (ถึงจุดสุดยอดมากกว่า 80% ของการมีเพศสัมพันธ์) เมื่อแบ่งตามเพศกำเนิด (Sex) เพศชายมีระดับการถึงจุดสุดยอดขณะมีเพศสัมพันธ์เป็นประจำถึง 70.4% ในขณะที่เพศหญิงระดับการถึงจุดสุดยอดขณะมีเพศสัมพันธ์เป็นประจำอยู่แค่เพียง 22.6% เท่านั้น เมื่อคิดเป็นสัดส่วนจะพบว่าเพศชายมีอัตราการถึงจุดสุดยอด ขณะมีเพศสัมพันธ์เป็นประจำถึง 3 เท่าด้วยกัน[2]

และเมื่อพิจารณาจากเพศวิถี (Sexuality) พบว่า ระดับของการถึงจุดสุดยอดเป็นประจำนั้น ผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงถึงจุดสุดยอดขณะมีเพศสัมพันธ์เป็นประจำถึง 76.0% ในขณะที่ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายถึงจุดสุดยอดขณะมีเพศสัมพันธ์เป็นประจำอยู่แค่เพียง 21.3% เท่านั้น เมื่อคิดเป็นอัตราการส่วน 3.5 เท่าด้วยกัน เพื่อให้เห็นได้ชัดขึ้นเมื่อลองเปรียบเทียบระดับของการถึงจุดสุดยอดเป็นประจำ ระหว่างหญิงแท้กับกับเกย์ (หญิง-หญิง) พบว่า เกย์ (หญิง-หญิง) มีอัตราการถึงจุดสุดยอดขณะมีเพศสัมพันธ์เป็นประจำ 37.4% มากกว่าหญิงแท้ถึง 16.1% จึงเกิดคำถามขึ้นในหัวผู้เขียนว่า “ทำไมการถึงจุดสุดยอดของผู้หญิงถึงกลายเป็นเรื่องยากยิ่งขึ้นเมื่อมีผู้ชายมาเกี่ยวข้อง”

- Advertisement -

การร่วมเพศของผู้หญิงที่ไม่ใช่กับผู้ชาย เช่น เซ็กของเลสเบี้ยนนั้น พวกเธอมีโอกาสถึงจุดสุดยอดมากกว่าผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย เมื่อลองเปรียบเทียบระดับของการถึงจุดสุดยอดเป็นประจำ ระหว่างผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายกับกับเกย์ (หญิง-หญิง) พบว่า ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายมีอัตราการถึงจุดสุดยอดขณะมีเพศสัมพันธ์เพียง 21.13%  ขณะที่ เกย์ (หญิง-หญิง) มีอัตราการถึงจุดสุดยอดขณะมีเพศสัมพันธ์เป็นประจำถึง 37.4% ถึงจุดสุดยอดมากกว่าถึง 16.1%

ปัญหา และสาเหตุ ของความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงจุดสุดยอด

ด้านกายภาพ

ในทางกายภาพนั้น การถึงจุดสุดยอดของผู้หญิงสามารถมีได้ 2 แบบ แบบแรก คือผ่าน “การร่วมเพศ” หมายถึงการมีอะไรบางอย่างสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศหญิง อาจจะเป็นอวัยวะเพศชายหรือสิ่งของอื่นๆ เช่นดิลโด้ เป็นต้น เรียกว่า “Vaginal Orgasm” ในขณะที่จุดสุดยอดของผู้หญิงอีกแบบ คือเกิดจาก “ปุ่มกระสัน” หรือ “Clitoral Orgasm” โดยตรง ซึ่งอยู่ภายนอกอวัยวะเพศ เช่น การถูปุ่มกระสันเพื่อสำเร็จความใคร่ เป็นต้น[3]

ความสุขทางเพศเป็นเรื่องของสิทธิพิเศษ ในอดีตไม่ใช่ว่าทุกคนมีสิทธิเข้าถึงความสุข และแม้จะมีหลายช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ ที่ความสุขทางเพศของผู้หญิงได้รับการยอมรับ แต่ความเชื่อมโยงระหว่างปุ่มกระสันและจุดสุดยอดเป็นที่รู้จักมานานแล้ว มีงานวิจัยยุคบุกเบิกตีพิมพ์เกี่ยวกับเรื่องเพศของผู้หญิง ซึ่งให้ข้อมูลที่ชัดเจนมากว่าไม่สามารถปลุกเร้าขั้นสุดได้ หากปุ่มกระสันของผู้หญิงไม่ได้รับการกระตุ้นมากพอ (Kinsey, 1998) เป็นที่ชัดเจนว่าปุ่มกระสันคือศูนย์กลางจุดเร้าของผู้หญิง (Johnson, 1966) การกระตุ้นปุ่มกระสันเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อให้เกิดการถึงจุดสุดยอดของผู้หญิง (Hite, 1979)

แต่ภายหลังจากปี 1998 จากการผ่าศพผู้หญิงเพื่อการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ทางกายภาพระหว่างท่อปัสสาวะและปุ่มกระสัน (Anatomical Relationship between Urethra and Clitoris) ของแพทย์ทางเดินปัสสาวะ Helen E. O’Connell (1988) ซึ่งเป็นครั้งแรกของโลกที่มีการค้นพบว่าปุ่มกระสันมีพลังและซับซ้อนมากกว่าที่เรารับรู้ ปุ่มกระสันที่เราสังเกตเห็นด้านนอกคือยอดภูเขาน้ำแข็ง เพราะแท้จริงแล้วนั้นปุ่มกระสันทั้งหมดแผ่ขยายไปด้านหลังขึ้นไปหลายนิ้วรอบช่องคลอด และเต็มไปด้วยปลายประสาท (Nerve Endings) ทำให้ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับในทางการแพทย์แล้วว่า การถึงจุดสุดยอดทางช่องคลอดนั้น ‘ไม่มีอยู่จริง’ จุดสุดยอดทั้งหมดคือจุดสุดยอดทางปุ่มกระสัน[4]

แต่กระนั้นจากการสำรวจประสบการณ์ทางเพศของผู้หญิงในสหรัฐอเมริกากว่า 3,000 คน (Hite, 1979) ผู้หญิงหลายคนพูดถึงความตื่นเต้นที่ตัวเองรู้สึกขณะมีเพศสัมพันธ์และสงสัยว่านั่นคือการถึงจุดสุดยอดหรือเปล่า ปัจจุบันนั้นนักวิทยาศาสตร์ ก็ยังไม่มีข้อสรุปที่เห็นพ้องกันว่าการถึงจุดสุดยอดของผู้หญิงทุกคนแสดงออกแบบเดียวกันหรือเปล่า ซึ่งส่วนใหญ่ลงความเห็นว่าเกิดจากการที่มดลูกหดเกร็งโดยไม่ตั้งใจ และมีความเชื่อว่ากล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานก็มีความเกี่ยวข้องในกระบวนการนี้ด้วย แต่กระนั้นก็ยังไม่แน่ชัดว่ามดลูกหดเกร็งนั้นคืออะไร ซึ่งยากมากที่จะประเมินว่ากล้ามเนื้ออะไรที่หดเกร็งระหว่างถึงจุดสุดยอด สาเหตุหนึ่งของการที่ไม่มีความรู้ดังกล่าวในเรื่องนี้ที่มากพอ อาจมาจากเหตุผลที่ว่ากระบวนการการถึงจุดสุดยอดของผู้หญิง ไม่ได้รับความสนใจจากสถาบันสาธารณะสุขแห่งชาติในสหรัฐอเมริกา หรือสถาบันสาธารณะสุขในหลายๆ ประเทศมากเท่าไร ในการระบุว่ากล้ามเนื้ออะไรในมดลูกที่เกี่ยวข้องกับการถึงจุดสุดยอดของผู้หญิง

ด้านประสาทวิทยา

นักประสาทวิทยาด้านพฤติกรรม (Behavioral Neuroscientist) อธิบายการถึงจุดสุดยอดไว้ว่า ในระหว่างถึงจุดสุดยอด สมองของชายและหญิงค่อนข้างเหมือนกันมาก สิ่งที่แตกต่างที่เราเห็นระหว่างเพศชายและหญิงคือ หลังถึงจุดสุดยอด (Post-orgasm) สมองของผู้ชายได้สัมผัสกับสิ่งที่เรียกว่า ระยะดื้อ (Refractory Period) ซึ่งจะไม่ตอบสนองต่อการกระตุ้นอวัยวะเพศอีก แต่ในขณะที่สมองของเพศหญิงจะไม่เป็นเช่นนั้น สมองตอบสนองเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิมด้วยซ้ำหลังจากถึงจุดสุดยอดครั้งแรก นี่คือเหตุผลที่ผู้หญิงสามารถถึงจุดสุดยอดติดต่อกันได้หลายครั้ง แต่ในขณะที่ผู้ชายถ้าถึงจุดสุดยอดแล้วกิจกรรมทางเพศแบบสอดใส่ก็จะสิ้นสุดไปด้วย[5]

การถึงจุดสุดยอดในสายตาของรัฐและสังคม

การร่วมเพศแบบสอดใส่แสดงให้เห็นถึงการลำดับชั้นทางอำนาจที่ไม่เท่าเทียมระหว่างเพศ อาจเห็นได้จากการหลั่งภายนอกของเพศชาย และการยุติกิจกรรมทางเพศเมื่อเพศชายถึงจุดสุดยอด สะท้อนกรอบคิดที่ว่าอะไรที่นอกเหนือไปจากการผลิตลูกแสดงถึงความไม่รู้จักพอเพียง การถึงจุดสุดยอดของผู้หญิงจึงถูกทำให้กลายเป็น “สิ่งฟุ่มเฟือย” หรือเป็นสิ่งที่มากเกิน และถูกมองว่าเสพติดการร่วมเพศ อย่างน้อยๆ ก็แสดงให้เห็นความคิดแบบ “อดข้าวชีวาวาย ไม่ตายดอกอดเสน่หา” กล่าวคือ ไม่สมควรมีกิจกรรมทางเพศมากเกินไปหรือไม่มีก็ไม่ตาย ภายใต้กรอบคิดของรัฐชาติ เป้าหมายหลักของการมีเพศสัมพันธ์ ไม่ได้อยู่ที่ความรื่นรมย์จากการร่วมเพศ แต่เป็นไปเพื่อการสืบพันธุ์หรือส่งผ่านพันธุกรรมไปยังรุ่นถัดไป เพราะไม่ว่าผู้หญิงจะถึงจุดสุดยอดหรือไม่ก็ไม่ได้ส่งผลอะไรต่อการมีลูก[6]

กรอบการมองเรื่องความต้องการทางเพศในสายตาของรัฐไทย สามารถเห็นได้จากการสร้างความรู้เรื่องเพศโดยการประกอบสร้างให้เรื่องความต้องการทางเพศนั้นเป็นเรื่องผิดปกติ ไม่สมควรแสดงออก โดยรัฐได้ผลิตซ้ำวาทกรรมเหล่านี้ ผ่านหลักสูตรการศึกษาแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ โดยแบบเรียนของกระทรวงศึกษาธิการเองนั้น ก็ไม่ได้บอกแม้กระทั่งการจัดการอารมณ์ทางเพศที่ถูกต้องใน ปัญหาเรื่องการระบายความใคร่หรือแรงขับทางเพศของวัยรุ่นในสังคมไทยนั้นเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่รัฐบาลมีส่วนในการกดทับการระบายแรงขับทางเพศในสังคม ในการเซ็นเซอร์ (censor) เว็บไซต์ลามก ภาพยนตร์ลามกต่างๆ โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือแม้กระทั่งโครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมที่เห็นว่าเรื่องเพศหรือแม้แต่การสำเร็จความใคร่นั้น ไม่ควรจะเกิดขึ้น เป็นเรื่องผิดบาป จนส่งผลท่าให้ไม่มีการเรียนการสอนที่ถูกต้องในโรงเรียนเกี่ยวกับวิธีจัดการเรื่องเพศสัมพันธ์

อีกทั้งในสังคมไทยด้วยวาทกรรรม “เป็นผู้หญิงต้องรักนวลสงวนตัว” ความสามารถของผู้หญิงที่สมควรได้รับการยกย่องคือ ความสามารถในการควบคุมตนเองให้อยู่เหนือแรงขับทางเพศตามธรรมชาติ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือการที่ผู้หญิงมีคุณค่า ก็คือความสามารถในการควบคุมความต้องการทางเพศ ภายใต้การควบคุมนี้จึงกล่าวได้ว่า เป้าหมายที่แสดงถึงความสูงส่งแห่งความเป็นมนุษย์คือการควบคุมธรรมชาติ ไม่ใช่การปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ เพราะถ้าปฏิบัติตามธรรมชาติ มนุษย์ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากสัตว์ ความสามารถในการควบคุมตนเองภายใต้การเย้ายวนจากเพศ ตรงข้ามแสดงถึงคุณค่าที่สูงส่ง ทว่าการยอมทำตามความต้องการของธรรมชาติ แสดงถึงสถานะที่ต่ำต้อยและไม่ได้แตกต่างไปจากสัตว์[7]

อิทธิพลจากหนังโป๊

สื่อต่างๆ เช่น ภาพยนตร์ ละคร และหนังโป๊เป็นต้น ที่มีส่วนในการความเชื่อแบบผิดๆ เกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์อย่างมาก ในสารคดีชุด Explained ตอน The Female Orgasm ใน Netflix ได้อธิบายการเรียนรู้บทบาททางเพศสัมพันธ์ไว้ว่า เป็นผลจากการที่วิทยาศาสตร์ยังไม่มีคำอธิบายที่แน่ชัดเกี่ยวกับประสบการณ์เรื่องเพศสัมพันธ์และจุดสุดยอดของผู้หญิง ผู้หญิงและผู้ชายหลายๆ คนจึงเรียนรู้มันจากวิธีการนำเสนอในสิ่งต่างๆ เช่น สื่อโทรทัศน์ ภาพยนตร์ และหนังโป๊ การเรียนรู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ควรคาดหวังระหว่างมีเพศสัมพันธ์และอะไรเป็นสิ่งต้องห้าม ซึ่งในทางสังคมวิทยาเรียกว่าบทเซ็กซ์ทางสังคม (Sociosexual Script) ในวัฒนธรรมตะวันตก บทเซ็กซ์ทางสังคมที่เป็นที่นิยมนั้น เช่น ผู้ชายกระแทกสามครั้งแล้วผู้หญิงก็ทำหน้าเหมือนจะเคลิบเคลิ้มสุดๆ หรือการที่ผู้ชายไม่แตะต้องอะไรผู้หญิงเลย เขาตั้งใจกระแทกเธออย่างเดียวและผู้หญิงก็กรี๊ดร้อง หรือการที่ผู้ชายไม่ถึงจุดสุดยอดก็ถือว่าเซ็กซ์ล้มเหลว แต่ถ้าผู้หญิงไม่ถึงจุดสุดยอด ก็ถือว่าปกติและเป็นความผิดของเธอเอง ซึ่งส่วนใหญ่ของบทเหล่านี้ไม่ดีต่อจุดสุดยอดของผู้หญิงเลย บทเซ็กซ์ทางสังคม (Sociosexual Script) มักถูกให้ความสำคัญไปยังการถึงจุดสุดยอดของผู้ชายเป็นหลัก การร่วมเพศเสร็จสิ้นลงเมื่อใดขึ้นอยู่กับการเสร็จของผู้ชายเป็นตัวนับ ในหนังโป๊กระแสหลักก็เช่นกันฉากแตกของดาราชายก็ถือว่าถึงตอนจบ

ส่วนสรุป

แม้ว่าจากที่ผู้เขียนได้กล่าวมาทั้งหมดในข้างต้น การถึงจุดสุดยอดของผู้หญิงดูจะมีอุปสรรคมากมายเหลือเกิน ทั้งในด้านกายภาพและด้านสังคมวัฒนธรรม แต่ผู้เขียนก็ยังเชื่อมั่นเสมอว่าทุกคนทุกเพศควรมีโอกาสในการเข้าถึงความสุขทางเพศได้อย่างเท่าเทียมกัน และเชื่ออย่างลึกๆ ว่า หัวใจสำคัญของการมีความสุขทางเพศอย่างเท่าเทียมกันนั้นเกิดจาก “การสื่อสาร” คือการสื่อสารพูดคุยกันว่า แต่ละฝ่ายชอบทำอะไร ไม่ชอบทำอะไร มีรสนิยมทางเพศแบบไหน ตัวอย่าง อย่างในกรณีของผู้หญิงจุดที่รู้สึกเสียวของแต่ละคนนั้นก็อาจมีความแตกต่างกัน บางคนต้องอาศัยการกระตุ้นปุ่มคลิตอริสร่วมด้วย การที่ผู้ชายตั้งหน้าตั้งตากระแทกแรงๆ อย่างเดียว อาจไม่ทำให้ผู้หญิงถึงจุดสุดยอดได้ หากจะพูดอย่างง่ายและหยาบที่สุดก็คือ “เขี่ยเม็ดแตดให้ฉันด้วย อย่าเอาแต่เย็ดอย่างเดียว”

อ้างอิง

[1] Frederick, David & Kate St. John, H & R. Garcia, Justin & Lloyd, Elisabeth. (2017). Differences in Orgasm Frequency among Gay, Lesbian, Bisexual, and Heterosexual Men and Women. Retrieved from https://bit.ly/3dglgMf

[2] ผู้วิจัยเองได้แบ่งความถี่ออกเป็น 4 ระดับ ดังนี้ ระที่หนึ่ง ไม่เคยถึงจุดสุดยอดเลย (0%) ระดับที่สอง ถึงจุดสุดยอดน้อยครั้ง (1-49%) ระดับที่สาม ถึงจุดสุดยอดบางครั้ง (50-79%) ระดับที่สี่ ถึงจุดสุดยอดเป็นประจำ (มากกว่า 80% ขึ้นไป)

[3] เมนส์, เรเชล พี. นภ ดารารัตน์ (แปล). (2559). เทคโนโยนี: ประวัติศาสตร์ไวเบรเตอร์ ฮิสทีเรีย และออกัสซั่ม ของผู้หญิง. กรุงเทพฯ: พารากราฟ.

[4] Laskowski, Christine. (2018). “The Female Orgasm” in Explained Documentary. Netflix Original and A Vox Production.

[5] Laskowski, Christine. (2018). “Monogamy” in Explained Documentary. Netflix Original and A Vox Production.

[6] ธเนศ วงศ์ยานนาวา. (2559). เพศ: จากธรรมชาติ สู่จริยธรรม จนถึงสุนทรียะ. กรุงเทพฯ: สมมติ.

[7] ธเนศ วงศ์ยานนาวา. (2559). เพศ: จากธรรมชาติ สู่จริยธรรม จนถึงสุนทรียะ. กรุงเทพฯ: สมมติ.

- Advertisement -
สุธาวัฒน์ ดงทอง
สุธาวัฒน์ ดงทอง
ฟรีแลนซ์ กราฟิกดีไซเนอร์ นักวิจัย และติวเตอร์ ที่เพิ่งเรียนจบรัฐศาสตร์ ออกมาเป็นนักวิจัยได้ซักพัก และตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาขายหนังสือสังคมศึกษาฉบับเซ็กซี
นภัสชล บุญธรรม
นภัสชล บุญธรรม
Illustrator & Graphic Designer