Drag Queen : เพราะเพศเป็นสิ่งประดิษฐ์และไม่ได้ติดตัวแต่กำเนิด

- Advertisement -

กำจัดหนวดขนหน้าแข้ง ถอนขนรักแร้ ลบคิ้วจริงวาดคิ้วใหม่ บรรจงติดขนตา เก็บผมสวมวิก ยัดสะโพก แบกนมปลอมแล้วเมคอัพให้มันราวกับเป็นอวัยวะของเราติดตัวมาแต่เกิด และที่ลืมไม่ได้ก็คือ “แต๊บ” ด้วยเทปพันสายไฟ (duct tape) มาพับห่ออะไรๆที่เป็นงวงเป็นพวงออกมาให้เรียบเนียนเสมือนนาผืนน้อย ที่จะขี้จะเยี่ยวก็ลำบาก ก่อนจะจิกเท้าสอดเข้าใปในส้นสูงไซส์ซึ่งหาซื้อไม่ได้ทั่วไปตามห้างสรรพสินค้า เช่นเดียวกับเครื่องแต่งกายที่เป็นงานอาร์ท avant-garde ก็เป็นงานฝีมือที่เนรมิตขึ้นมาเอง

นี่เป็นเพียงบางขั้นตอนเท่านั้นของการเปลี่ยนผ่านจากบุคคลทั่วไป ไปสู่ Drag ออกปรากฎตัวให้สาธารณชนได้ชื่นชม ซึ่งไม่แปลกเลยที่พวกเราจะอภิเษกพวกนางให้เป็นเป็นราชินีตัวแม่ Drag Queen

- Advertisement -

โดยทั่วไปและในวัฒนธรรมแดร็กเชื่อว่าคำว่า DRAG  ใน “แดร็กควีน”  มาจาก Dressed Assembling A Girl หรือ Dressed As Girl โดยหลักหมายถึงเพศกำเนิดชายแต่แปลงร่างให้เป็นผู้หญิง ที่ไม่ใช่แค่ “แต่งหญิง” หากแต่สร้างตัวตนและวิญญาณ ทั้งกายหยาบกายละเอียด ที่มี “ความเป็นหญิง” มาขับเบ่งให้เบอร์ใหญ่เบอร์แรงหลายเท่าตัว จนกลายเป็นการแสดง เป็นความสามารถพิเศษ และงานศิลปะที่มีลมหายใจและหัวใจ

แดร็กควีนจึงไม่ใช่แค่เรื่องเพศสภาพเพศวิถี และการสลับไปมาของบุคลิก ตัวตน และ อัตลักษณ์ ไม่ใช่เรื่องผิดปรกติอะไรจนต้องไปหยิบยืมวาทกรรมทางการแพทย์มาอธิบายหรือพูดแทนเสียงของแดร็กควีน หากแต่เพราะมนุษย์ทุกคนเองก็มีอัตลักษณ์อารมณ์ความรู้สึกที่ผันแปรไปกับบริบทอยู่แล้ว

สังคมไทยเพิ่งจะนำเข้าความเข้าใจ drag queen เป็นเรื่องเป็นราวก็เมื่อ 2017 นี่เองเมื่อ Line TV นำรายการ RuPaul’s Drag Race มาฉายพร้อมซับภาษาไทย และเริ่มมีรายการ Drag Race Thailand ต้นปี 2018 แต่ก็นั่นแหละ ยังมีคนเข้าใจผิดๆถูกๆอยู่ว่า เช่นเข้าใจว่าแดร็กควีนเท่ากับนางโชว์ เท่ากับกะเทย หรือเท่ากับเกย์แต่งหญิง

เหมือนคำว่า “เกย์” ที่เมื่อสังคมไทยเริ่มรู้จักคำนี้เมื่อปลาย 1960 แต่ก็เข้าใจว่าเป็นอาชีพชายขายบริการทางเพศให้กับผู้ชายด้วยกัน ไม่ได้รู้จักในฐานะเพศสภาพนึงเหมือนที่เราเข้าใจกันในปัจจุบัน

“ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายรักต่างเพศมีลูกมีเมีย เกย์ ไบ ไปจนถึงหญิงข้ามเพศที่ไปผ่าตัดมีนมมีจิ๋มแล้ว ก็สามารถเป็นแดร็กควีนได้ แต่อย่างไรก็ตามก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าแดร็กควีนเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนและมิตรรัก LGBTQ”

ดังนั้นไม่ใช่เพราะเป็นเกย์เป็นกะเทยจึงหันมาเป็นแดร็กควีน หรือเป็นแดร็กควีนแล้วจะต้องเป็นกะเทยหรือเกย์ แต่ที่แดร็กควีนมีอยู่เพราะใจรักและความสร้างสรรค์เป็นสิ่งสำคัญกว่า ทั้งการดีไซน์ ความกล้าหาญ คิดนอกกรอบ รู้จักประยุกต์ชุดหรือรีไซเคิลเครื่องหัวเครื่องตัว และที่สำคัญ เงิน เพราะทุกครั้งที่กว่าจะเนรมิตทั้งร่างให้ได้ในแต่ละครั้งก่อนออกจากบ้าน ย่อมต้องมีค่าใช้จ่าย และไม่ว่าเพศสภาพเพศวิถีใดก็ไม่ได้สังเคราะห์แสงได้เอง ทุกคนจึงทำมาหากิน

นอกเหนือจากประประกอบอาชีพอื่นๆขณะยังไม่ได้แปลงร่าง แดร็กโชว์จึงเป็นสัมมาอาชีพที่แดร็กจะใช้ร่างอวตารแสดงออกความสามารถพิเศษทั้งร้องเพลง ลิปซิงค์ แสดงตลก เดี่ยวไมโครโฟน แสดงละครเดี่ยวบนเวที ไปพร้อมกับจำลองอีกตัวตนที่ตนเองไม่ได้มีเมื่อถอดวิก ขนตาปลอม และเทป “แต็บ” เช่น “ความเป็นหญิง” หรือ หรือศิลปินดีว่าอย่าง Madonna, Tina Turner, Cher รวมไปถึงดารานักแสดง สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง[1] คอยเอนเตอร์เทนผู้ชมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเกย์บาร์

นางโชว์กับแดร็กควีนแม้จะคาบเกี่ยวกัน ใช้ทักษะวิชาชีพร่วมกัน แต่ก็คนละอย่างกัน  เพราะแดร็กควีนได้สร้างตัวตน ชื่อเสียงเรียงนาม จิตวิญญาณ บุคลิกให้กับร่างของพวกนางเองที่แบ่งภาคออกมา อย่างไรก็ตามก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะมาจำกัดคำนิยามความหมายไม่ว่าจะเป็นไม่เป็นแดร็กควีน นางโชว์ หรือ คอสเพลย์

ขณะเดียวกันการแต่งแดร็กก็เป็นการเอนเตอร์เทนตัวเอง เป็นการเข้าสังคม เต้นระบำแสดงกฤดาภินิหารประชันกันในบอล แดร็กจึงมีชุมชนและเครือข่ายญาติสนิทมิตรสหายแดร็กด้วยกัน นี่แหละที่แลกเปลี่ยนความรู้และเทคนิคต่างๆ ไปจนถึงหยิบยืมข้าวของเครื่องใช้ในการแต่งแดร็ก ขณะเดียวกันก็มีประวัติศาสตร์มายาวนาน

เมื่อค.ศ. 1848-1900 ในสหรัฐอเมริกาเกิดกฎมายห้ามประชาชนแต่งกายข้ามเพศกำเนิดหรือเพศ “ตามธรรมชาติ” ออกนอกบ้าน ซึ่งเป็นการปราบปรามพฤติกรรมทางเพศที่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของบ้านเมือง ตลอดศตวรรษที่ 19 และ 20 ชายแต่งหญิงจึงกลายเป็นสิ่งตื่นตาตื่นใจดึงดูดให้คนอยากพบเห็น แดร็กควีนจึงกลายเป็นนักแสดงตาม freakshow เนื่องจาก freakshow จัดแสดงในพื้นที่ส่วนบุคคล อยู่ในเต้นท์ และผู้ที่เข้าไปดูก็สมัครใจด้วยการจ่ายค่าเข้า[2]

แม้ว่าแดร็กควีนกลายเป็นดาวเด่นที่มีผู้ชมเต็มทุกรอบ แต่ก็อยู่ในฐานะตัวประหลาด เช่นเดียวกับหญิงมีหนวดเครา คนแคระ บนพื้นฐานคิดที่ว่าเพศสภาพเพศสรีระ มี 2 คุณลักษณะเป็นขั้วตรงข้ามตายตัว ที่มีแต่ผู้ชายกับผู้หญิงเท่านั้น แดร็กควีนจึงกลายเป็นสิ่งผิดปรกติที่ต้องโชว์ให้ผู้ชมหัวเราะและแซวอย่างคึกคะนอง ร้ายไปกว่านั้นชีวิตภายนอกเต็นท์ แดร็กยังถูกมองว่าเป็นภัยของสังคมอเมริกัน ตัวโสโครกแพร่เชื้อโรค และคนบาปผิดศีลธรรม พวกเธอถูกรังแก ด่าทอเช่นเดียวกับชายรักเพศเดียวกัน ถูกรุมทำร้ายทั้งจากประชาชนและตำรวจ ขณะเดียวกันธุรกิจโชว์ของแปลกก็เต็มไปด้วยการเอารัดเปรียบขูดรีด ทารุณ ไร้สวัสดิการ ถูกบังคับให้อาศัยอยู่ในที่สกปรก ด้วยสัญญาจ้างราคาถูก แต่ก็ต้องยอมจำนนเพราะนายจ้างเลี้ยงพวกเธอด้วยเหล้ายาสารเสพติดจนงอมแงม[3]

การยอมรับทางสังคมต่อแดร็กมีพัฒนาการเรื่อยมาพร้อมๆกับการยอมรับความหลากหลายทางเพศ แต่ก็เป็นพัฒนาการที่ช้ากว่ากลุ่มLGBTQ เพราะแม้ว่าแดร็กจะเป็นอีกวัฒนธรรมย่อยของชุมชน LGBTQ ที่มีความคลุมเครือหรือไม่จำเป็นต้องเป็นเกย์ กะเทย เพศสภาพใดเพศวิถีใดโดยเฉพาะ เป็นเสมือนศิลปินหรือเอนเตอร์เทนเนอร์ศูนย์ความสนใจชื่นชมในผับบาร์ชั่วครั้งชั่วคราว เป็นแฟนตาซีที่เอามาตั้งบนเวที และลื่นไหลได้เมื่อถอดร่างอวตาร พวกเธอจึงกลายเป็นชนกลุ่มน้อยของชนกลุ่มน้อย ไม่ได้รับการพูดถึงหรือถูกมองเห็น

แม้ว่าพวกเธอจะอยู่ในแถวหน้าของขบวนการคอสตูมจะจัดหนักจัดเต็มก็ตาม แต่ก็ถูกจัดวางในฐานะสีสัน ของขบวนการเคลื่อนไหวด้านสิทธิความหลากหลายทางเพศ

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสำนึกสังคมนิยมชาย (patriarchy) ที่ให้คุณค่าความหมาย “ความเป็นชาย” สูงกว่า “ความเป็นหญิง” ผู้ชายยิ่งแมนยิ่งได้รับการยอมรับทางสังคม แต่ถ้ามีคุณสมบัติ “ความเป็นหญิง” ก็จะถูกลดทอนคุณค่าน้อยลงไป เกย์จึงถูกให้คุณค่าต่ำกว่าผู้ชาย และยิ่งถ้าเป็นเกย์ออกสาวก็ยิ่งถูกลดคุณค่าลงไปอีก เกย์แมนๆ “ไม่แสดงออก” ไม่แตกสาว ยิ่งเท่ากับ discreet สุขุมรอบคอบรู้จักระมัดระวังตัว ฉะนั้นยิ่งคุณเธอแต่งหน้าแต่งหญิงก็ยิ่งใกล้ชิดกับคุณลักษณะ “ความเป็นหญิง” เข้าไปทุกที ยิ่งพลอยถูกลดทอนคุณค่าความหมายตามไปด้วย แถมหาผัวยากกว่าเดิม

ในบางครั้งพวกเธอจึงถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นผู้ธำรงวัฒนธรรม patriarchy และ Heteronormativity ที่ผลิตซ้ำภาพเหมารวมและภาพตัวแทนของผู้หญิง เพราะขณะที่มือถือไมค์ไฟส่องหน้าบนเวทีอยู่นั้น พวกนางกำลังโชว์ในฐานะ “ผู้หญิง” ตามที่โครงสร้างรักต่างเพศได้กำหนดไว้ ด้วยการประกอบสร้างเรือนกายให้เป็นหญิงสาว นมโตสะโพกใหญ่ มีจริตจะก้าน hyper-feminine และ hyper-sexual อย่างที่ผู้หญิงตามเพศกำเนิดก็ไม่ได้มีเช่นนั้น[4]

ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะเป็น drag queen หรือ drag king (คล้ายๆกับ drag queen แต่ตรงข้ามกันที่เพศกายภาพหญิงจะมาอวตารเป็นผู้ชายแบบ hyper-masculine ทั้งเรือนร่าง บุคลิก เสื้อผ้าหน้าผม ติดหนวดเครา ซิกแพค ขนหน้าอกปลอม) ไม่ใช่การแสดงเพศสภาพที่ตรงกันข้ามกับเพศสรีระ หากแต่กำลังเผยให้เห็นว่า ไม่เพียงเพศสภาพเป็นสิ่งประกอบสร้างที่ไม่มีทางชัดเจนแน่นิ่ง แม้แต่ร่างกายตามเพศกำเนิดเองก็ไม่ได้แน่นิ่งตายตัวเช่นกัน เพราะร่างกายก็เป็นโครงการที่ยังไม่แล้วเสร็จ

ทั้งเพศสรีระตามกายภาพ, อัตลักษณ์ทางเพศ, และการแสดงทางเพศสภาพ สามารถโดดเด่นแตกต่างกันและปฏิบัติการไม่สัมพันธ์กันเสมอไปก็ได้ ซึ่งแดร็กคิงและควีนก็ได้ทำให้คุณลักษณะของ “ความเป็นชาย” และ “ความเป็นหญิง” ถูกตัดขาดและหลุดออกมาจากเพศสรีระร่างกายหญิงชาย เพื่อนิยามความหมายใหม่ที่ไม่ยึดติดกับเพศสรีระใดเพศสรีระหนึ่ง  การปรากฎตัวของเหล่าแดร็กจึงเป็นการล้อเลียนท้าทาย สร้างความไม่มั่นคงให้กับโครงสร้างของรักต่างเพศอันแน่นิ่งและมีเพียง 2 เพศสรีระเพศสภาพเป็นคู่ตรงข้าม แต่ในเวลาเดียวกันพวกเขาและเธอก็ยืนยันอำนาจนำของโครงสร้างเดิม ดังที่แดร็กควีนให้เห็นคุณลักษณะ “ความเป็นหญิง” แบบที่ผู้ชายอยากจะได้เห็น[5]

และหากมองในมิติทางการเมืองการเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมแล้ว มันจะทรงพลังขนาดไหนหากเกย์สักคนนึงเป็นศิลปินแดร็กควีน ที่เท่ากับว่าเขากำลังท้าทายโครงสร้างชายเป็นใหญ่และรักต่างเพศนิยมด้วยการมีอีกร่างอวตารที่เป็นผู้ญิ๊งผู้หญิงและยั่วยวนราคะรุนแรง ในคอสตูมที่เปิดเผยสัดส่วนหน้าอกหน้าใจ สะโพกผายเต่งตึง อย่างที่เป็นอุดมคติของพวกผู้ชายและที่ปิตาธิปไตยปรารถนา หากแต่แดร็กควีนไม่ได้ประกอบสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นนางบำเรอรับใช้ความต้องการทางเพศของผู้ชายเหล่านี้ ทว่าเป็นงานศิลปะและความบันเทิงในชุมชน LGBTQ เท่านั้น แถมแดร็กควีนบางนาง มุกตลกในโชว์ก็เป็นการเสียดสีสังคมรักต่างเพศนิยมและปิตาธิปไตย และเมื่อนางสนทนาพาทีกับผู้ชมก็เป็นเรื่องให้ผู้ชมผ่อนคลายบรรทัดฐานทางเพศ มุกและบทสนทนาทะลึ่งตึงตังของพวกนางได้รื้อสร้างกฎทางเพศต่างๆที่สังคมกระแสหลักได้บัญญัติไว้[6]

“ไม่ว่าใครจะมองอย่างไร การมีอยู่ของแดร็กควีนก็ยังคงเป็นการย้ำเตือนว่า “ความเป็นเพศ” และแม้แต่เพศสรีระเพศกำเนิดว่าเป็นเพียงซึ่งประดิษฐ์ สิ่งประกอบสร้างที่ไม่ว่าใครก็สร้างหรือตกแต่งขึ้นมาได้ เสมือนเป็นโครงการ (project) ที่ไม่มีวันสิ้นสุดในตัวของมันเอง ลื่นไหลข้ามไปมาได้ตามอำเภอใจเจ้าของเนื้อตัวร่างกาย และที่สำคัญเพื่อตอกย้ำว่า “ความเป็นเพศ” มันช่างหลากหลาย”

 


[1] Kevin D. Nixon. Are Drag Queens Sexist? Female Impersonation and the Sociocultural Construction of Normative Femininity. A thesis, Master of Arts in Public Issues Anthropology, University of Waterloo, Ontario, Canada, 2009, p. 7.

[2] Olivia Germann. Gender Performance: From the Freak Show to Modern Drag. Digital Literature Review, vol. 3 (2016).pp.66-76.

[3] Olivia Germann. Gender Performance: From the Freak Show to Modern Drag. Digital Literature Review, vol. 3 (2016).pp.66-76.

[4] Kevin D. Nixon. 2009.

[5] Butler, J. 1999. Gender Trouble: Feminism and the Subversion of Identity. 10th anniversary ed. New York: Routledge, pp. 175-177.

[6] Hanson, Rebecca. 2005. “Duct Tape, Eyeliner, and High Heels: The Reconstruction of Gender and Sexuality in a Drag Show.” Alabama-Mississippi Sociological Association. 1-24.

- Advertisement -