สุขสันต์วันพ่อ จากลูกสาวถึงผู้ชายคนแรกที่สอนให้รู้จักคำว่าเกลียด

- Advertisement -

Trigger Warning: Domestic Violence, Abusive Parent

- Advertisement -

เราเรียนรู้ผ่านหนังสือเรียน ผ่านสถาบันสังคม ผ่านประสบการณ์ ว่าพ่อคือผู้รับผิดชอบดูแลครอบครัว พ่อเป็นผู้นำ เป็นคนตัดสินใจ เป็นที่พึ่งให้ทุกคนในบ้าน พ่อเป็นคนทำงานหาเงิน และการมีพ่อที่ทำงานนอกบ้านเต็มที่ มีเวลาหลังเลิกงานให้ครอบครัว กลับมาหาลูกและเมียที่รอคอยอยู่ที่บ้าน คือภาพของครอบครัวสุขสันต์ในอุดมคติ ไม่มีใครควรจะมีความทุกข์หรอก หากอยู่ในครอบครัวที่สมบูรณ์แบบขนาดนั้น

สังคมตั้งค่ามาตรฐานให้ลูกต้องรักพ่อ ความกตัญญูก็ดูเหมือนจะถูกย้ำเตือนซ้ำ ๆ ผ่านหนังสือเรียน คำขวัญ หนัง ละครที่ไม่ว่าพ่อจะเลวร้ายแค่ไหนแต่ก็กลับมาสมานจิตใจและกลับสู่ครอบครัวได้ด้วยสายใยแห่งความรัก ไม่มีทางเลือกอื่นให้ครอบครัวที่มีพ่อแม่ลูก และวันสำคัญแบบวันพ่อแห่งชาติก็เหมือนจะมีเพื่อการนั้น – เพื่อเฉลิมฉลองความยิ่งใหญ่ของการเป็นพ่อ เพื่อแสดงความซาบซึ้งถึงทุกหยาดเหงื่อที่กลายมาเป็นเงินที่จุนเจือครอบครัว เพื่อทำให้ลืม ๆ ไปว่าปี ๆ หนึ่งเราเจอกันไม่กี่ครั้ง และไม่กี่ครั้งที่ว่าก็นับรวมวันพ่อแห่งชาติด้วยที่ทำให้พ่อที่ไม่ค่อยว่างได้กลับบ้านมาเจอครอบครัว

เป็นไปไม่ได้ที่ลูกจะเกลียดพ่อที่ทำ ‘เต็มที่’ เพื่อครอบครัว ดูเหมือนสังคมจะพยายามบอกเราแบบนั้น แต่มันไม่ใช่ความจริง อย่างน้อยก็สำหรับลูกสาวในครอบครัวที่กระพร่องกระแพร่งแห่งนี้

ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2547 มีเพลงที่ชื่อ “พ่อกลับบ้าน” ที่ร้องโดยเกี้ยมอี๋ ในวันที่เป็นเด็กหญิงวัยไม่ถึง 10 ขวบ เนื้อเพลงทวงถามพ่อที่ไม่มีเวลาว่างโดยลูกสาวที่เอาแต่ใจ เพราะชีวิตในบ้านผูกติดอยู่กับพ่อมากกว่าที่คิด ถ้าไม่มีพ่อ ก็คงไม่ได้เล่นขี่คอ เล่นคอม หรือทำการบ้าน ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก ๆ ในเพลงสนุก ๆ ของเด็กผู้หญิง แต่ในความจริงแล้วเพลงนี้เล่าประสบการณ์ร่วมของลูกสาวจำนวนไม่น้อย ที่เคยใช้ชีวิตช่วงหนึ่งคอยพ่ออยู่ที่บ้าน 

งานคือเรื่องที่สมเหตุสมผลมากพอที่จะพาพ่อออกจากบ้านไปตั้งแต่เช้า และกลับตอนดึกดื่น การเรียกร้องเอาเวลาจากพ่อมันเป็นเรื่องไม่สมควร เพราะพ่อเหนื่อยมากพอแล้ว ไม่ว่าจะกับงานที่หนักเกินไป หรือเรื่องครอบครัวที่จุกจิกจู้จี้เกินไป ลูกก็ต้องเรียนรู้ที่จะอดทน แต่ก็ต้องรักพ่อเหมือนเดิมนะ เราเติบโตพร้อมความรับผิดชอบในการต้องรักพ่อ พร้อมกับระยะห่างที่กว้างขึ้นเรื่อย ๆ อยู่มาวันหนึ่งลูกสาวที่เคยโทรตามให้พ่อกลับบ้านก็เรียนรู้ที่จะกดเก็บคำเรียกร้อง พึ่งพาแม่เท่าที่พึ่งพาได้ และเลิกเชื่อว่าพ่อจะอยู่ตรงนั้นในเวลาที่ต้องการ 

#ลูกสาวในบ้านที่พ่อไม่อยู่ – ความจริงจากใจลูกสาวที่ไม่มีอะไรให้ Celebrate ในวันพ่อ

บทสนทนาต่อจากนี้เริ่มต้นด้วยความสนิทใจ เพราะเรารู้ตั้งแต่แรกว่าไม่ใช่ทุกที่ทุกเวลาที่เราจะพูดได้ว่าเกลียดพ่อ ผู้หญิงรอบตัวที่ต่างก็เคยเป็นและยังเป็น ‘ลูกสาว’ พยายามเล่าประสบการณ์จากความทรงจำที่เลือนลาง แต่ความรู้สึกในน้ำเสียงช่างแจ่มชัด น่าเศร้า ที่หลายครั้งเรื่องของลูกสาวหลายคนกลับเป็นไปในทิศทางเดียวกันราวกับพ่อของเราทุกคนจบจากสถาบันพ่อที่เฮงซวยที่สุดและมีแห่งเดียวในโลก

น่าเศร้าที่สุด เมื่อเราตระหนักได้ว่าเราทำได้แค่พูดเรื่องนี้ในมุมเงียบ ๆ ที่เป็นความลับ

“กฎในบ้านมาจากเขาทั้งที่เขาแทบไม่อยู่”

“เจอพ่อทุกวัน พ่อไปรับไปส่งตลอด แต่รู้สึกเหมือนไม่รู้จักกันเลย คุยกันเรื่องลมฟ้าอากาศ รถติด ค่าเงิน แต่ไม่มีเรื่องส่วนตัวมากกว่านั้น”

“เขาแทบไม่อยู่บ้าน แต่เป็นเจ้าของบ้านเสมอ รูป ถ้วยรางวัล ทุกอย่างคือความภาคภูมิใจของเขา ในพื้นที่ของเขา”

“การไม่เคยเข้าข้างแม่เลยเมื่อมีปัญหากับครอบครัวตัวเอง เป็นหนึ่งในเรื่องที่เลวร้ายที่สุดที่พ่อเคยทำ เราเรียนรู้ตั้งแต่เด็กว่าเราเป็นคนอื่นในครอบครัวเขาเสมอ เราถูกบีบให้โตขึ้นไว ๆ เพื่อปกป้องแม่ในครอบครัวที่รุมทึ้งแม่เรา”

“พ่อไม่เคยมีส่วนในชีวิตเลย มีแค่ตอนมหาวิทยาลัยที่เขาพยายามจะติดต่อมาว่าขอส่งเรียนหน่อย แต่เขาก็ยังได้เครดิตว่าลูกได้ดีเพราะเขา”

“แต่งตัวอยู่บ้านก็ต้องระวังพ่อ ระวังพวกผู้ชายในบ้าน ต้องใส่กางเกงขายาว ต้องใส่เสื้อใน”

“จะกินข้าวต้องรอกินพร้อมกัน ถ้าเราตื่นสายจะโดนปลุก แต่ถ้าพ่อตื่นสายคือเขาทำงานเหนื่อย ห้ามปลุก จะใช้ชีวิตในบ้านก็ห้ามเสียงดัง หมาเห่าก็ต้องพาออกไปเดินเล่นนอกบ้าน”

“เราเคยคิดว่ากฎต่าง ๆ มันทำเพื่อสอนลูก เพื่อความสงบสุขในบ้าน แต่เข้าใจแล้วว่ามันแค่เขาขี้รำคาญ ทุกอย่างเพื่อความสงบสุขของเขา”

“พ่อพยายามเป็นเพื่อน แต่มันประหลาดมาก ถ้าพ่อเป็นเพื่อนแล้วใครจะดูแลเรานอกจากแม่”

ส่วนหนึ่งของประสบการณ์ของลูกสาวหลายคนบอกให้เรารู้ว่าความเกลียดครั้งแรก ๆ ในชีวิตมันเกิดกับคนในบ้าน ตลกร้ายกว่านั้นคือเป็นคนที่สังคมพยายามบอกให้รัก ลูกสาวหลายคนมีประสบการณ์ยากลำบากกับตำแหน่งแห่งที่ในครอบครัว ไม่รู้ว่าเส้นแบ่งระหว่างความเป็น “ลูก” กับความเป็น “ผู้หญิง” มันอยู่ที่ตรงไหน ทำไมโตขึ้นแล้วเราถึงเป็นลูกสาวของพ่อเหมือนเดิมไม่ได้ 

บางคนติดแหง็กอยู่ตรงรอยแยกของพ่อในอุดมคติและพ่อในความเป็นจริง พ่อควรเป็นที่พึ่งให้เราได้ ควรเป็นผู้นำ ควรเป็นครอบครัวที่ร่วมทุกข์สุขไปด้วยกัน แต่เมื่อมีปัญหา กลับมองไม่เห็นพ่ออยู่ตรงนั้น หรือมองเห็นแต่ก็ไกลแสนไกล ไม่เคยเข้าไม่ถึงพื้นที่ส่วนตัวของพ่อได้สักที เพราะพ่อมีปัญหาของพ่อ มีโลกของพ่อ มีสังคมของพ่อ มีกิจกรรมส่วนตัวที่ไม่ควรมีลูกเข้าไปเกี่ยวข้อง บางครั้งโลกส่วนตัวของพ่อก็เบียดบังแม้แต่เวลาแห่งความสุข นานวันเข้าพ่อก็หายไปจากความทรงจำเกี่ยวกับครอบครัว แม้จะเห็นพ่ออยู่ในบ้านทุกวันก็ตาม

และสำหรับบางคน การรักพ่อก็เป็นเรื่องยากเย็น การไม่รักก็เป็นเรื่องผิดบาป แน่นอนการรักพ่อเป็นเรื่องที่ถูกต้องและต้องทำ แต่การรักคนที่ทำให้แม่ร้องไห้ รักคนที่เห็นแก่ตัว รักคนที่ไม่เคยชื่นชมเราอย่างจริงใจ รักคนที่ไม่เคยพยายามอะไรกับเราสักเรื่อง รักคนที่ไม่เคยใช้เวลาด้วยกันอย่างแท้จริง ความรักเช่นนั้นจะเกิดขึ้นได้จริงหรือ 

พ่อเป็นสมาชิกในครอบครัว แต่เป็นสมาชิกที่พิเศษกว่าใคร เพราะพ่อเป็นเจ้าของบ้าน พ่อเป็นเจ้าของเงิน เช่นเดียวกับที่ลูกก็เป็นสมบัติของพ่อ ไม่มีอำนาจต่อรองอะไรสำหรับลูกๆ ในบ้านที่พ่อเป็นเจ้าของ เมื่อพ่อปรากฏตัว สปอตไลท์จะส่องไปที่พ่อเพียงคนเดียว ไม่เห็นแม่ที่วิ่งวุ่นวายอยู่รอบ ๆ ไม่เห็นลูกที่มีเรื่องส่วนตัวให้ต้องคิดและตัดสินใจ เมื่อพ่อต้องการความสนใจ พ่อต้องได้รับ เมื่อพ่อนอนหลับ ทุกคนต้องอยู่เงียบ ๆ และความรักปนความกลัวที่สั่งสมมาทั้งชีวิตก็ทำให้ลูกต้องอดทน ปลอบใจตัวเอง ปลอบใจแม่ และรอคอยเวลาที่พ่อจะหายไป เหมือนที่หายไปเสมอ หายไปจนเราเรียนรู้ได้เองว่าการที่พ่อไม่เคยมีเวลา นั่นแหละดีที่สุดแล้ว

#พ่อไม่เคยมีเวลา – เมื่อสังคมคาดหวังกับพ่อน้อยมาก จนพ่อที่ดีมีแค่เงินก็พอ

ไม่เคยมีใครมองเห็นลูกเป็นหน้าที่พ่อมาก่อน และความพยายามที่น้อยนิดล่าช้าก็ยังไม่ผลิดอกออกผล เป็นแม่เท่านั้น และเป็นแม่เสมอที่ต้องหยุดชีวิตไว้สักพักเพื่อรอให้ลูกเติบโต เมื่อมองกลับไปที่โลกของการทำงาน ที่ที่พ่อใช้เวลาด้วยมากที่สุดในแต่ละวัน ที่ทำงานของพ่อไม่เคยเห็นพนักงานชายคนนี้เป็น ‘พ่อ’ หรืออย่างน้อยก็ไม่รู้ว่าพ่อต้องมีภาระหน้าที่ในการเลี้ยงลูกด้วยอีกคน ในประเทศไทย ข้าราชการชายมีสิทธิลาเลี้ยงดูบุตรแค่ 15 วัน แต่สำหรับพนักงานเอกชน กระทรวงแรงงานยังกำหนดเป็นแนวทางและขอความร่วมมือโดยให้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของนายจ้างเท่านั้น

ในบางประเทศที่เห็นพนักงานชายก็เป็น ‘พ่อ’ และหน้าที่การเลี้ยงดูลูกไม่ใช่แค่ของแม่ รัฐจัดให้มีวันลาเลี้ยงดูบุตรสำหรับพ่อและแม่ (Paternity Leave) เพื่อกระตุ้นการสร้างครอบครัวที่มีความสุข ส่งเสริมให้เกิดความเท่าเทียมทางเพศในระดับครอบครัว และให้พ่อได้มีเวลาอยู่กับลูกมากขึ้น แต่ในความเป็นจริง มีผู้ชายญี่ปุ่นใช้สิทธิลาเลี้ยงดูบุตรเพียง 17.13% เพราะบริษัทไม่ได้เตรียมความพร้อมสำหรับให้พนักงานชายลาหยุด และส่วนหนึ่งก็คิดว่าบริษัทไม่ต้องการให้พวกเขาหยุด บางส่วนกังวลเรื่องของเงินเดือนและความก้าวหน้าในอาชีพการงานที่ต้องชะงักลงเพราะลาไปเลี้ยงลูก ส่วนในเกาหลีใต้ มีผู้ชายใช้สิทธิลาเลี้ยงดูบุตรเพียง 22.7% ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรายได้ของผู้หญิงน้อยกว่า สิ่งนี้สะท้อนปัญหาช่องว่างระหว่างรายได้ (Gender Pay Gap) ระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงในเกาหลีใต้ ที่ต่างกันถึง 36.3% และเงินเดือนที่มากกว่าคือเหตุผลที่เพียงพอที่ทำให้แม่ต้องออกจากงาน ส่วนพ่อก็ทุ่มเทเต็มกำลังเพื่อเงิน เงินคือเรื่องจำเป็น วัฏจักรของพ่อที่ไม่เคยมีเวลาและแม่ที่อยู่แต่บ้านจึงไม่เคยหยุดหมุน

แต่แม้จะใช้ข้อมูลตัวเลขมากเท่าไรก็ไม่มีใครพูดถึงความจริงที่ซ่อนเร้นในสถิติ ว่าพ่อไม่เคยต้องมีความรับผิดชอบใดนอกจากเงิน และต่อให้เลือกได้ พ่อก็อาจเลือกเป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัว มากกว่าจะแบ่งเวลามาอยู่และสร้างครอบครัวด้วยตัวเองจริง ๆ สิทธิพิเศษ (privilege) เกิดขึ้นกับพ่อตั้งแต่พ่อมีสิทธิได้เลือก และพ่อในหลายครอบครัวก็ยินดีที่จะใช้ชีวิตในฐานะสมาชิกพิเศษที่สุดในบ้าน เป็น Manager ในครอบครัวที่มีแม่คอย Operate โดยไม่ต้องพยายามอะไรมากไปกว่านี้

การมีงานและสังคมนอกบ้านทำให้มีพื้นที่ลับ ๆ ที่พ่อจะพักจากครอบครัวได้เสมอ พ่อต้องทำกิจกรรมกับเพื่อนผู้ชาย ต้องร่วมวงสังสรรค์กับเพื่อนที่ทำงาน ต้องมีเวลาส่วนตัวเมื่อกลับบ้าน นอนตื่นสายได้เพราะเหนื่อยมาตลอดสัปดาห์ ส่วนแม่ต้องรับผิดชอบที่เหลือทั้งหมดไปกับงานดูแลที่ไม่เคยได้รับค่าจ้างก็ไม่มีคุณค่าอะไรในสายตาของครอบครัว แต่ต่อให้อยากทำงานเพื่อหาเงินก็ทำไม่ได้ เมื่อพ่อไม่เคยมีเวลาแบ่งเบาอะไรทั้งสิ้น ไม่มีสถานรับเลี้ยงเด็กเพียงพอ ไม่มีที่ทำงานที่อยากให้เอาลูกไปเลี้ยงได้จริง ๆ นานวันเข้าราคาของการสร้างครอบครัวก็แพงขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับผู้หญิง เสียงาน เสียเงิน เสียเพื่อน เสียสุขภาพกายและใจ ท้ายที่สุดก็สูญเสียความฝัน ช่างโชคดีที่การเป็นพ่อไม่บีบบังคับให้ผู้ชายต้องสูญเสียสิ่งใดเลย เพียงแค่ทำงานให้หนักขึ้นก็พอแล้ว และพ่อนี่แหละที่จะได้รับคำชมในท้ายที่สุด

#ลูกสาวที่ไม่อยากกลายเป็นแม่ในครอบครัวแบบนั้น – เราจะฉลองวันพ่ออย่างไรเมื่อไม่เคยมีใครพูดถึงปัญหาเรื่องพ่อ

แม่เคยเป็นต้นแบบของลูกสาวในวันหนึ่ง ส่วนพ่อก็เคยเป็นฮีโร่ที่ช่วยครอบครัวเราได้ทุกอย่าง เราเคยมีช่วงเวลาดี ๆ ที่พอจะเรียกได้ว่าเป็นครอบครัวสุขสันต์ คนทั้งคู่สอนเราว่าครอบครัวในขนบรักต่างเพศมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร แต่ไม่มีใครเคยบอกว่าทำอย่างไรการมีชีวิตในครอบครัวเช่นนี้ถึงจะทำให้ทุกคนมีความสุข ไม่เหนื่อยเกินไป หรืออย่างน้อยที่สุด ไม่ต้องหลงเหลือแผลใจทิ้งไว้ในชีวิตลูกแบบนี้

ในห้วงเวลาที่อัตราการเกิดเป็นปัญหาระดับชาติ ไม่มีลูกสาวคนไหนในบทสนทนาวันนี้มองอนาคตไปแล้วเห็นภาพตัวเองจะเป็นแม่ อย่างน้อยก็ไม่ใช่แม่ที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกับพ่อของลูกที่เป็นแบบนั้น แบบที่ไม่เคยมีความรับผิดชอบที่จะมีครอบครัวได้มากพอ

และแค่จะพูดว่าพ่อไม่เคยมีความรับผิดชอบมากพอ เราอาจจะต้องขอโทษพันครั้ง และใส่ Not All อีกหมื่นหน แม้ทั้งหมดจะมาจากประสบการณ์จริงของลูกสาวที่ยังมีชีวิตอยู่กับผลกระทบจากครอบครัวที่หมุนรอบพ่อก็ตาม

บางที การได้พูดถึงปัญหาของพ่อในครอบครัวแบบตรงไปตรงมา อาจเป็นการเฉลิมฉลองวันพ่อที่ดีที่สุดของเหล่าลูกสาวในเรื่องราวนี้แล้วก็ได้

ขอบคุณลูกสาวในเรื่องเล่าที่เปิดใจถ่ายทอดเรื่องราวละเอียดอ่อนเหล่านี้อย่างจริงใจ ขอบคุณจากใจในฐานะเพื่อน ในฐานะน้องสาว และในฐานะลูกสาวของพ่อเฮงซวยคนหนึ่ง

#FathersDay #BirthRate #Heteronormative #WorkaholicDad

Graphic by รัชณีกร จำรัสภูมิ

อ้างอิง:

The Family Coordinator: https://bit.ly/4a3DPBj

Firstpost: https://bit.ly/46DPCTW

Forbes: https://bit.ly/3TgIkCJ

Korea Herald: https://bit.ly/4a9eHJi

Korea Times: https://bit.ly/3TcYH3a

Tokyodev: https://bit.ly/3t00Qo7

#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

“กรุณาแสดงความเห็นอย่างสุภาพและสร้างสรรค์ ทีมงานสงวนสิทธิ์ในการลบหรือดำเนินการตามสมควร กับความเห็นที่สร้างความเกลียดชัง (hate speech) หรือละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น”

- Advertisement -
Ms. Satisfaction
Ms. Satisfaction
Since it opened my eyes. I can't stop me, can't stop me, can't stop me
Ms.Chapman
Ms.Chapman
a senior baby girl