“Bangkok Abortion 2023 ทำแท้งในแสงสว่าง” ถึงเวลาที่เราและรัฐต้องช่วยส่องไฟให้การทำแท้งเป็นเรื่องปลอดภัยเสียที

- Advertisement -

เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2564 มีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยการทำแท้งฉบับแก้ไขใหม่ในราชกิจจานุเบกษา ให้การทำแท้งในอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ไม่มีความผิดทางอาญา จากวันนั้นจนวันนี้เป็นเวลาเกือบ 3 ปี กรุงเทพฯ ยังไม่มีสถานบริการของรัฐที่ทำแท้งตามสิทธิได้ และสถานบริการที่ใกล้กรุงเทพฯ ที่สุดคือโรงพยาบาลสิงห์บุรี ที่อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ไปราว 150 กิโลเมตร

- Advertisement -

และเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2566 กลุ่มทำทางจัดนิทรรศการ “Bangkok Abortion 2023” เป็นครั้งที่ 2 ปีนี้มาในชื่อทำแท้งในแสงสว่าง กลุ่มทำทางขับเคลื่อนเรื่องสิทธิการยุติการตั้งครรภ์มาอย่างยาวนาน ภายในงานอัดแน่นไปด้วยเรื่องราวและเสียงของผู้คนมากมายเกี่ยวกับการทำแท้ง เป็นครั้งที่ 2 ที่เราได้เห็นเรื่องของคนทำแท้งในที่แจ้ง และมันถูกพูดถึงบนกรอบคิดของการเคารพเนื้อตัวร่างกายของ ‘ผู้หญิง’ สิ่งที่สำคัญที่สุด แต่คนกลับคิดถึงน้อยที่สุด เมื่อพูดเรื่องการทำแท้ง

เมื่อเข้าไปในงานจะได้พบกับชิ้นงานจัดแสดงหลากหลาย และผู้คนมากมายที่ทั้งมีและไม่เคยมีประสบการณ์ตรง แต่การทำแท้งปลอดภัยคือสิ่งที่พาคนเหล่านี้มาพานพบกัน บรรยากาศภายในงานก็ยังครบรส มีทั้งสนุกสนาน เคล้าอารมณ์ และได้รับพลังใจจากพื้นที่ปลอดภัยแห่งนี้ ส่วนสำคัญของงานคือได้สร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิด ข้อเท็จจริง และประสบการณ์ระหว่างผู้คนไม่ว่าจะเป็นคนทำงานเคลื่อนไหว บุคลากรทางการแพทย์ เฟมินิสต์ และผู้ที่เคยหรือไม่เคยทำแท้ง เพื่อช่วยกันส่งเสียงไปยังรัฐ ผู้มีอำนาจ เจ้าหน้าที่ และคนกันเองว่าการทำแท้งฟรี ปลอดภัย และทั่วถึงทั้งประเทศเป็นเรื่องที่รอไม่ได้ และเป็นสิทธิของผู้ตั้งครรภ์ทุกคน แต่ละชั้นข้างในมีการจัดแสดงหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภาพไทม์ไลน์การเคลื่อนไหวของกลุ่มทำทางควบคู่กับพัฒนาการสิทธิการยุติการตั้งครรภ์ในไทย ใบหน้าอาสาและทีมงานเบื้องหลัง ข้อมูลกับสถิติเน้น ๆ รายล้อมผนัง พยาบาลที่ตั้งโต๊ะให้คำปรึกษาจริง ศาลจำลองผีเด็กปางห้ามแม่ (ไม่ให้คลอด) ที่ล้อกับความเชื่อ “ผลพลอยบาป” บอร์ดข้อความเขียนถึงเพื่อนรักที่เคยทำแท้ง และป้ายผ้าพิมพ์ถ้อยคำของผู้เคยทำแท้งที่อยากบอกเล่าให้คนอื่นได้รับฟัง

โต๊ะพยาบาลอาสาที่ให้คำปรึกษาทำแท้งจริง ขนาบข้างโต๊ะลงทะเบียนที่ชั้น 1
“เพื่อนของฉันเคยทำแท้งตอนพวกเราเป็นนักเรียนมัธยม เธอเป็นคนจิตใจดี เรียนเก่งมากๆ แล้วก็คอยซัพพอร์ตเพื่อนๆ คนอื่นเสมอ แม้มันจะเป็นทางเลือกที่เจ็บปวด แต่เพื่อนของฉันก็เดินทางต่ออย่างสวยงามในเส้นทางของผู้หญิงที่เข้มแข็งมากๆ คนหนึ่ง – รักและคิดถึงแกเสมอ ภูมิใจในตัวแกและทุกการตัดสินใจ”
.
ส่วนหนึ่งของงาน “เพื่อนฉันที่เคยทำแท้ง” บอร์ดข้อความถึงเพื่อนที่เคยทำแท้งในความทรงจำ ชวนผู้คนบอกเล่าว่าเขาเป็นมนุษย์ที่น่ารักยังไงในมุมที่ได้รู้จัก และแชร์ให้เห็นว่าชีวิตเขามีความหมายมากกว่าแค่เรื่องที่เคยทำแท้ง
– ผลงานศิลปิน Wijitra Tretrakul


ห้องจำลองศาลผีเด็กปางห้ามแม่ (ไม่ให้คลอด) สะท้อนความเชื่อเรื่อง “ผลพลอยบาป” และล้อเลียนกับพิธีแก้กรรม “แก้กรรมทำแท้ง” ที่อ้างว่าช่วยไถ่บาปจากการทำแท้ง และกลายเป็นส่วนหนึ่งของพุทธพาณิชย์ ภายในห้องยังนำเสนอแรงปะทะทางความเชื่อของแต่ละศาสนาที่มีต่อการทำแท้ง และตีแผ่ความเชื่อเรื่องบาปกรรมและภาพจำผีเด็ก (ที่ไม่ใช่ตัวอ่อนด้วยซ้ำ) ที่กดทับผู้ที่ต้องการทำแท้งอยู่เสมอ

เมื่อชมพื้นที่นิทรรศการตลอดทั้ง 3 ชั้นเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาเดินขึ้นไปชั้น 4 เพื่อฟังทอล์คโชว์ต่อเนื่องตลอดค่ำคืนอันเป็นไฮไลต์ของงาน ด้วยหัวข้อหลักคือ “ทำไมกรุงเทพต้องทำแท้ง”

ผู้ที่เริ่มเปิดวงสนทนากลุ่มแรกคือตัวแทนบุคลากรทางการแพทย์อย่าง คุณชุ-ชุตินาถ ตัวแทนแพทย์รุ่นใหม่ และคุณโม-สุวิมล จาก Nurses Connect โดยคุณชุให้ความเห็นว่าวิธีคิดและทัศนคติของบุคลากรคือปัญหาหลัก และเหตุผลที่กรุงเทพยังไม่มีทำแท้งปลอดภัยก็เพราะแพทย์ในรพ.รัฐไม่ให้บริการและไม่ส่งต่อให้สถานบริการอื่น ๆ เพราะไม่อยากมีส่วนร่วม ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการปล่อยให้ผู้รับบริการตายทางอ้อม ขณะเดียวกันคุณโมได้ชี้ประเด็นว่าการอ้างเรื่องศาสนา ภาวะแทรกซ้อน หรือภาระงาน ไม่หนักแน่นพอที่จะปฏิเสธการรักษา เพราะปัจจุบันยาที่ใช้ปลอดภัยมาก ผลแทรกซ้อนเองก็น้อยมาก ความเสี่ยงในการทำคลอดธรรมชาติสูงกว่าการทำแท้งถึง 7 เท่าด้วยซ้ำ กระบวนการก็น้อยขั้นตอน ปรึกษาและจ่ายยาจบที่แผนกผู้ป่วยนอก ใช้เวลาน้อยกว่าชีวิตที่เหลือของคน ๆ หนึ่งที่ท้องไม่พร้อมเสียอีก ติดอยู่เพียงแค่ทัศนคติของแพทย์ที่ไม่แยกขาดกับหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ ไปตัดสินผู้รับบริการและปฏิเสธการรักษา ทั้งที่ในกทม. มีรพ.รัฐมากที่สุดและพร้อมไปด้วยยาและเครื่องมือ vacuum ที่เร็วและง่ายกว่าทำคลอด 8 ชม. แต่กลับไม่มีที่ไหนรับทำแท้งเลย ข้อเสนอของคุณชุและคุณโมคือ แพทย์ทุกคนต้องปลดล็อคอคติที่มี มองผู้รับบริการเป็นมนุษย์ที่มีอำนาจการตัดสินใจในชีวิตตัวเอง เรามีหน้าที่แค่ให้บริการโดยไม่ตัดสินหรือมองว่าเป็นการช่วยเหลือ โรงเรียนแพทย์เองก็ต้องปลูกฝังเรื่องความเป็นธรรมทางเพศแก่ผู้ให้บริการ รวมถึงการพัฒนาระบบโรงพยาบาลให้สมดุล ไม่วุ่นวาย หากระบบการส่งต่อที่ไหนไม่พร้อมก็ต้องพัฒนาให้ดี

“เราถูกสอนมาในรร.แพทย์ให้มองคนไข้เป็นอวัยวะที่มีปัญหาแล้วเรามาช่วยแก้ มากกว่าชีวิตคนคนหนึ่ง ทำให้เขาไม่มีสิทธิและเสียงในการตัดสินใจกับร่างกายตัวเอง แต่ผู้หญิงไม่ได้ประกอบด้วยมดลูกอย่างเดียว แต่ประกอบด้วยความคิดความฝันเต็มไปหมด แพทย์ต้องปรับมุมมองให้เห็นเขาเป็นคน และมองว่าตัวเองคือผู้ให้บริการ ไม่ใช่เป็นสถาบันเหนือชีวิตคนอื่น” – คุณชุ

ต่อมา คุณแขก-ลักขณา ปันวิชัย หรือ คำ ผกา พูดถึงวิธีการที่รัฐสมัยใหม่พยายามควบคุมร่างกายของพลเมืองยันมดลูกของเราเปรียบดั่ง “ร่างกายใต้บงการ” แม้รัฐจะเข้ามากำกับบงการร่างกายเราอยู่ทุกขณะจิต ทั้งแบบที่เรารู้ตัวและไม่รู้ตัว และเราไม่สามารถปฏิเสธร่างกายที่อยู่ใต้บงการรัฐนี้ได้ สิ่งที่เราทำได้คือการเรียกร้องให้รัฐเข้ามา “เสือก” กับร่างกายเราแบบไหน จากจุดยืนคุณแขกที่สนับสนุน pro-choice มาตลอดและส่วนตัวก็มีประสบการตรง ก็หวังผลักดันให้การทำแท้งปลอดภัยทั่วถึงในระดับชุมชน ได้เห็นชนชั้นแรงงานซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการทำแท้งมากที่สุดแต่ไม่ค่อยถูกมองเห็นได้เข้าถึงบริการจริง ๆ และอยากให้มีนโยบายสาธารณสุขสร้างคลินิกชุมชนที่คนอยากท้องและคนอยากแท้งสามารถเดินไปที่เดียวกันได้ เพราะเป็นเรื่องสุขอนามัยการเจริญพันธุ์เช่นเดียวกัน ทำไปด้วยกันได้ และรัฐต้องเข้ามาดูแลโดยเท่าเทียมกันทั้งสองกลุ่ม

“ขนาดพี่ตอน 37 เท่าทันเรื่องนี้ตลอด พอพี่พลาดมาเจอกับตัวครั้งแรกยังทำอะไรไม่ถูก เพิ่งรู้ว่าจริง ๆ แล้วเราไม่รู้อะไรเลย ต้องเร่ง ๆ หาข้อมูลเยอะมากกว่าจะเจอคลินิกที่เขารับทำ ตอนนั้นก็เสียหลายหมื่น แล้วเด็ก 15-16 เขาจะว้าวุ่นขนาดไหน จะทำยังไง” – คุณแขก คำ ผกา

ในเซสชั่นถัดไปเป็นของตัวแทนจากพรรคก้าวไกลและคณะก้าวหน้า คุณช่อ-พรรณิการ์ วานิช เล่าว่าแม้ไม่ได้มีประสบการณ์ตรงแต่ต้องการตั้งคำถามว่ากฎหมายที่ออกมานี้มีการบังคับใช้เพียงใด และประชาสัมพันธ์ทั่วถึงหรือไม่ ซึ่งคำตอบที่เธอหามาคือ ไม่ทั้งสอง ยังมีหลายคนที่ไม่รู้ว่าไทยมีทำแท้งปลอดภัยแล้วแม้จะตื่นตัวเรื่องสิทธิก็ตาม เธอมองว่ากฎหมายที่ออกมาแต่ไม่เคยบังคับใช้คือการเหยียบหน้าประชาชน แต่รัฐยังมีหน้าแสดงท่าทีสั่งสอนว่าบ้านเมืองไม่สงบเพราะคนไม่เคารพกฎหมาย ทั้งที่รัฐเองยังไม่เคารพกฎที่ตนเองออกด้วยซ้ำ เพราะแม้จะแก้กฎหมายแล้วก็ยังพบความเหลื่อมล้ำ ประชาชนยังคงไม่เข้าถึงบริการและข้อมูล กลายเป็นว่าทั้งรัฐ บุคลากรทางการแพทย์ และผู้เกี่ยวข้องไม่ยอมทำตามและไร้การเอาผิด เช่นกรณีปล่อยให้โรงพยาบาลตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมาเองอย่างการอาศัย consent แฟนในการทำแท้ง ซึ่งกฎหมายไม่ได้บอก ถ้าคนที่เขาไม่มีแฟนหรือแฟนไม่ยอมจะเป็นอย่างไร เธอยังตั้งคำถามตรงไปถึงผู้ว่ากทมฯ ว่าเหตุใดถึงปล่อยให้รพ.ในสังกัดกรุงเทพปฏิเสธให้บริการทำแท้งปลอดภัยสวนทางกับศักยภาพที่มี ทั้งที่ไม่มีข้อจำกัดเรื่องอะไรเลยในแง่งบประมาณ กฎหมาย และเทคโนโลยี 

ในเซสชั่นถัดไปเป็นของตัวแทนจากพรรคก้าวไกลและคณะก้าวหน้า คุณช่อ-พรรณิการ์ วานิช เล่าว่าแม้ไม่ได้มีประสบการณ์ตรงแต่ต้องการตั้งคำถามว่ากฎหมายที่ออกมานี้มีการบังคับใช้เพียงใด และประชาสัมพันธ์ทั่วถึงหรือไม่ ซึ่งคำตอบที่เธอหามาคือ ไม่ทั้งสอง ยังมีหลายคนที่ไม่รู้ว่าไทยมีทำแท้งปลอดภัยแล้วแม้จะตื่นตัวเรื่องสิทธิก็ตาม เธอมองว่ากฎหมายที่ออกมาแต่ไม่เคยบังคับใช้คือการเหยียบหน้าประชาชน แต่รัฐยังมีหน้าแสดงท่าทีสั่งสอนว่าบ้านเมืองไม่สงบเพราะคนไม่เคารพกฎหมาย ทั้งที่รัฐเองยังไม่เคารพกฎที่ตนเองออกด้วยซ้ำ เพราะแม้จะแก้กฎหมายแล้วก็ยังพบความเหลื่อมล้ำ ประชาชนยังคงไม่เข้าถึงบริการและข้อมูล กลายเป็นว่าทั้งรัฐ บุคลากรทางการแพทย์ และผู้เกี่ยวข้องไม่ยอมทำตามและไร้การเอาผิด เช่นกรณีปล่อยให้โรงพยาบาลตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมาเองอย่างการอาศัย consent แฟนในการทำแท้ง ซึ่งกฎหมายไม่ได้บอก ถ้าคนที่เขาไม่มีแฟนหรือแฟนไม่ยอมจะเป็นอย่างไร เธอยังตั้งคำถามตรงไปถึงผู้ว่ากทมฯ ว่าเหตุใดถึงปล่อยให้รพ.ในสังกัดกรุงเทพปฏิเสธให้บริการทำแท้งปลอดภัยสวนทางกับศักยภาพที่มี ทั้งที่ไม่มีข้อจำกัดเรื่องอะไรเลยในแง่งบประมาณ กฎหมาย และเทคโนโลยี 

“รพ.รัฐทั่วประเทศมีกว่าพันแห่ง ในสังกัดกทม. มี 100 แห่ง รับทำแท้งได้จริง 11 แห่ง แต่จำนวนที่ได้ทำจริง ๆ มีไม่ถึงด้วยซ้ำ ทั้ง ๆ ที่รพ.รัฐรู้กฎหมายข้อนี้ดี สปสช. ยืนยันสิทธิให้รับบริการฟรีได้ แต่ทำไมถึงไม่ยอมทำให้ เป็นเหตุผลทางศีลธรรมเป็นไหล่คุณรึเปล่า ประชาชนต้องการเพียงให้รัฐเคารพศักดิ์ศรี และสิทธิในการเข้าถึงบริการที่ปลอดภัย ให้เขาได้ตัดสินอนาคตชีวิตตัวเองในฐานะมนุษย์คนหนึ่งเท่านั้น” –คุณช่อ พรรณิการ์ 

ถัดมา ทนายแจม-ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส. เขตสายไหม ได้แบ่งปันประสบการณ์ยุติการตั้งครรภ์เมื่อ 14 ปีก่อนเป็นสาธารณะครั้งแรกที่นี่ เธอเล่าว่าสมัยเรียนมหา’ลัยตอนนั้นเธอเป็นเด็กเรียนดีในอุดมคติ ตั้งเป้าหมายในอนาคตชัดเจน อยากเป็นทนายจบเกียรตินิยมอันดับ 1 ก่อนจะรู้สึกฝันสลายเมื่อพบว่าตนเองพลาดตั้งครรภ์แม้จะป้องกันอย่างรอบคอบแล้วก็ตาม ในตอนนั้นเธอต้องกระเสือกกระสนหาทางยุติการตั้งครรภ์ให้เร็วที่สุดก่อนจะสายไป เธอต้องรอรับยาจากต่างประเทศในวันที่ทำแท้งยังผิดกฎหมายอยู่ และสื่อฉายแต่ภาพผีเด็กและอาการตกเลือดน่ากลัว แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้อย่างปลอดภัย ที่เธอออกมาเล่าครั้งนี้ก็เพื่อโต้กับความเชื่อว่า “ทำแท้งแล้วชีวิตไม่มีวันประสบความสำเร็จ” เธอยังสามารถทำตามความฝันและมีครอบครัวได้ แต่ที่เธออยากจะบอกมากกว่าคือ ไม่สำคัญว่าชีวิตผู้ที่ทำแท้งจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ที่สำคัญคือประชาชนคนหนึ่งควรมีสิทธิในการออกแบบชีวิตของตัวเอง เลือกอนาคตที่ตัวเองอยากจะเป็นได้ และเราต้องร่วมส่งเสียงเรื่องนี้ให้ดังขึ้น

“การทำแท้งไม่ใช่เรื่องที่ทำแล้วชีวิตจะไม่ประสบความสำเร็จ มันเป็นแค่จุดนึงในชีวิต นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องพูดเรื่องการทำแท้งในแสงสว่าง” –ทนายแจม ศศินันท์

สิ้นสุดเสียงของทนายแจมก็ตามมาด้วยเสียงปรบมือเกรียวกราวและเสียงโห่ร้องให้กำลังใจจากผู้เข้าชมในงาน เป็นการแสดงความยืนหยัดอยู่เคียงข้างผู้ที่เคยทำแท้งและยึดมั่นที่จะต่อสู้ไปด้วยกันเพื่อให้การทำแท้งอยู่ในแสงสว่างจริง ๆ เสียที และเป็นภาพปิดฉากสุดท้ายก่อนจบงาน

นอกจากนี้การถกเถียงประเด็นทำแท้งปลอดภัยและบอกเล่าประสบการณ์ตรง ยังมีการพูดคุยถึงประเด็นรอบข้างอย่างเรื่องสุขภาวะทางเพศ สิทธิในเนื้อตัวในร่างกาย (Bodily Autonomy) ความสุขทางเพศ และการมีเพศสัมพันธ์ปลอดภัยร่วมด้วย จากสปีกเกอร์หลายท่าน เช่น คุณปั๊ปและ คุณกิ๊ฟ กลุ่มทำทาง, คุณมันแกว-รุ่งตะวัน อินฟลูที่สนับสนุนความมั่นใจในตัวเอง, คุณแหม่ม-นุชนารถ เครือข่ายสลัมสี่ภาค, และคุณกฤตยา เครือข่ายสนับสนุนทางเลือกของผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อม 

สำหรับบาร์สูงสุดของกลุ่มทำทางคือการยกเลิกมาตรา 301 ไปเลยซึ่งเป็นมาตราสำหรับเอาผิดทางอาญาผู้ที่ยุติการตั้งครรภ์เกินที่กฎหมายตั้งไว้ เพราะผู้ท้องไม่พร้อมไม่ว่าเหตุใด อายุครรภ์เท่าไรก็ไม่ควรถูกมองเยี่ยงอาชญากร แต่บาร์ขั้นต่ำ คือ อยากให้คนกลัวการทำแท้งน้อยลง และคุยเรื่องการทำแท้งในที่สว่างได้เป็นเรื่องปกติ ซึ่งถือว่าบรรลุโจทย์งานวันนี้ได้ดีทีเดียว

ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่าทำไมเรายังต้องส่องไฟให้การทำแท้งปลอดภัยไปสู่แสงสว่างอยู่ ซึ่งต้องร่วมมือกันทุกฝ่ายโดยเฉพาะรัฐและบุคลากรทางการแพทย์ เพราะการทำแท้งปลอดภัยเป็นเรื่องที่รอไม่ได้ และการทำแท้งปลอดภัยคือสิทธิสุขภาพที่ประชาชนพึงมี และต้องฟรี เข้าถึงง่าย ทำได้ทุกรพ.รัฐ

และหากทั้งหมดที่ว่ามายังดูเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจ เราอยากจะบอกว่า “ถ้าคุณไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไร แต่เคารพการตัดสินใจในร่างกายฉันก็พอ” แค่นี้เอง

Content by Natnapin P.

#SPECTRUM#พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

“กรุณาแสดงความเห็นอย่างสุภาพและสร้างสรรค์ ทีมงานสงวนสิทธิ์ในการลบหรือดำเนินการตามสมควร กับความเห็นที่สร้างความเกลียดชัง (hate speech) หรือละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น”

- Advertisement -
Ms.Chapman
Ms.Chapman
a senior baby girl