AIDS and Its Metaphors ถอดรื้อภาษาของโรคเอดส์ โดยนักปรัชญา Susan Sontag

- Advertisement -
สังเกตกันไหมว่า ‘เอชไอวี’ นั้นเป็นเชื้อที่ยังดูน่ากลัวมากเหลือเกิน ซึ่งแม้จะหายาควบคุมได้แล้วแต่ทำไมคนถึงยังมองว่า เชื้อเอชไอวียังเท่ากับเอดส์หรือตายเท่านั้น? ทำไมเกย์มักถูกห้ามให้บริจาคเลือด แล้วอ้างว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงทั้งๆ ที่ไม่ใช่แล้ว? ตลอดจนสังเกตกันไหมว่ารัฐและศาสนาได้แอบใช้ข้ออ้างจากการกลัวในเชื้อนี้ เพื่อควบคุมกิจกรรมทางเพศของประชาชน

ชวนถอดเรื้อสร้างภาษาของโรดเอดส์ เพื่อมองเรื่องเหล่านี้ให้เปลี่ยนไป กับ ‘การสรุปความ’ จากหนังสือ ‘AIDS and Its Metaphors’ (1989) เขียนโดยนักปรัชญาชาวอเมริกัน ‘Susan Sontag’ (ซูซาน ซอนแท็ก) กับหนังสือสำคัญเล่มหนึ่งเกี่ยวกับโรคเอดส์ที่ต้องอ่าน ว่าด้วยการใช้คำและการเปรียบเปรย ที่จะเผยให้เห็นถึงกระบวนการสร้างวาทกรรมจากไวยกรณ์ภาษา ที่ส่งผลต่อวิธีคิดของคนต่อการมองเชื้อนี้

เชื้อ ‘HIV’ และโรค ‘AIDS’ ระบาดในอเมริกาอย่างหนักในช่วงปี ค.ศ. 1981 และลุกลามต่อไปในพื้นที่ของยุโรปในปี ค.ศ. 1983 ซึ่งเมื่อกำเนิดสิ่งใหม่ในการที่จะเข้าไปบอกว่าสิ่งนั้นคืออะไร การอธิบายของมนุษย์จำเป็นเสมอที่ต้องมีการใช้ ‘อุปลักษณ์’ หรือ ‘Metaphor’ เพื่อให้เราสามารถเข้าใจคอนเซปต์ที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน
- Advertisement -

คำแบบไหนบ้างใช้กับโรคเอดส์ – การเปรียบเทียบอย่างหนึ่งที่ใช้กันอย่างแพร่หลายคือภาษาจาก ‘การทหาร’ และ ‘การทำสงคราม’ ซึ่งมาจากมุมมองของคนในวงการแพทย์สมัยใหม่ กับความสามารถในการมองเห็น ‘ชีวิตหรือจุลินทรีย์ (Organisms)’ แปลกปลอมภายใต้กล้องจุลทรรศน์ที่ทำให้มนุษย์ป่วยไข้ เชื้อเอชไอวีจึงถูกเปรียบในฐานะ ‘ศัตรู’ (Enemy) หรือ ‘ผู้คุกคาม’ (Threat) จากภายนอก คือจากการถ่ายเลือดหรือสารคัดหลั่งจากเพศสัมพันธ์ ที่เข้ามา ‘บุกรุก’ (Invade) และ ‘โจมตี’ (Attack) ภายใน ซึ่งศัตรูตัวนี้เก่งกาจสามารถฝ่าและ ‘หลบหลีก’ (Evade) ระบบภูมิคุ้มของร่างกายที่ถือว่าเป็น “ผู้พิทักษ์” (Defender) หรือ ‘ด่านป้องกัน’ (Defense) ของร่างกายแล้วไปทำลาย ‘T cell’ ซึ่งเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดที่สำคัญที่สุดท้ายแล้วระบบภูมิคุ้มกันของเราก็จะ “พ่ายแพ้” ไวรัสตัวนี้ ผู้ติดเชื้อที่แสดงอาการจะถูกเรียกว่า “อยู่ใต้การโจมตี” (Under assualt) อีกด้วย ดังนั้น การควบคุมการระบาดของโรคเอดส์เลยถูกมองว่า กลายเป็น ‘สงคราม’ (War) และ ‘การต่อสู้’ (Fight) อย่างหนึ่ง

การเปรียบเทียบแบบการสู้รบเกิดจากอะไร? – ซอนแท็กวิเคราะห์ว่า ในช่วงเดียวกับที่โรคเอดส์ระบาด คนจำนวนมากกำลังมีความหวาดกลัวเกี่ยวกับเรื่องการเมือง (Political Paranoia) และไม่ไว้ใจโลกพหุนิยม (Distrust of pluralism) ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากสงครามเย็นที่พร้อมจะประทุเป็นสงครามนิวเคลียร์ทุกเมื่อ ร่วมกับการอพยพย้ายถิ่นที่ทำให้ความหลากหลายเข้ามาแทนที่ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวมากขึ้นเรื่อยๆ โรคเอดส์จึงถูกมองเป็นศัตรูที่มาโจมตีในสงครามหรือผู้ที่บุกรุกดินแดนสงวน เพราะไม่ใช่แค่มีความอันตรายถึงตาย แต่ยังมีกลไกลไวรัสที่มีความซับซ้อน ไม่คุ้นเคย และมีต้นกำเนิดจากต่างประเทศ อาจกล่าวได้ว่าความกลัวเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมือง เป็นสาเหตุหนึ่งที่โรคเอดส์ถูกอธิบายด้วยภาษาการทหาร… แล้ว Military Metaphors ที่กล่าวมานี้มีปัญหาอย่างไร?

เอดส์กับการต่อสู้เพื่อชาติ – อย่างที่รู้กันว่าแนวทางที่รัฐบาลจะมีอำนาจมากที่สุด คือปกครองด้วยแนวคิดชาตินิยม การระบาดของเอดส์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นข้ออ้างของรัฐในการผลักดันการปกครองแบบชาตินิยม และเพิ่มทวีอำนาจสู่ศูนย์กลาง เห็นได้จากการใช้วาทกรรมว่าการระบาดของเอดส์เป็นภัยต่อการอยู่รอดของประเทศ และพยายามรณรงค์ให้คนทั้งประเทศร่วมมือกันเพื่อลดความรุนแรงของการระบาด ถึงแม้วาทกรรมเช่นนี้ในหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส จะเป็นการพยายามออกจากวิธีมองแบบคู่ตรงข้าม (Binary opposition) นั่นคือไม่มองว่าการระบาดของเอดส์เป็นเพียงเรื่องของ “เขา” (ผู้ที่ติดเชื้อและผู้ที่มีความเป็นไปได้ว่าจะติดเชื้อ) และหันไปมองแบบเป็นเรื่องของ “เรา” (คนทั้งสังคม) ซึ่งมุ่งเน้นวิธีมองแบบชาตินิยม โดยการเน้นย้ำประโยชน์ของชาติ หรือ “ความมั่นคงของชาติ” นี้สามารถเปิดทางให้รัฐออกมาตรการแบบเผด็จการได้

เอดส์กับการเปิดทางให้เผด็จการ – ซอนแท็กอธิบายว่า การมองว่าไวรัสเอชไอวีเป็น ศัตรู หรือ ผู้บุกรุก ทำให้คนเข้าใจว่าไวรัสแทรกซึมสังคมและโค่นล้มจากภายใน ผลที่ตามมาคือผู้ติดเชื้อถูกมองว่าแปลกแยก และเป็นกลุ่มอันตรายที่สังคมควรต้องระวัง ความเข้าใจว่าโรคเอดส์รุนแรงน่ากลัวเช่นนี้ สามารถสร้างความชอบธรรมให้กับการจัดการประเทศและออกกฎเกณฑ์แบบ ‘เผด็จการ’ (Authoritarian rule) เช่นการที่รัฐบาลอินเดียนั้นห้ามไม่ให้ประชาชนมีเซ็กซ์กับคนต่างชาติ ไม่เช่นนั้นอาจถูกปรับหรือติดคุกได้ รวมถึงการเสนอให้กักตัว “กลุ่มเสี่ยง” ในหลายประเทศ ทั้งที่เขาอาจจะไม่ได้มีความเสี่ยงเลย ซึ่งเป็นการเน้นย้ำการผลักบุคคลที่มีโอกาสว่าจะติดเชื้ออย่างเกย์และคนชนชั้นล่างออกจากสังคมยิ่งขึ้นไปอีก

ระยะสุดท้ายของอาการป่วยโรคเอดส์ คือ ระยะสามหรือระยะที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแทบไม่ทำงานแล้ว ซึ่งทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนมากมาย เช่น วัณโรคและมะเร็ง และไม่มีความเป็นไปได้ว่าจะหายแล้ว ระยะนี้ถูกเปรียบโดยใช้คำว่า “Full-blown” (ออกดอกเต็มที่) และ “Full-fledged” (นกโตพร้อมบิน) ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นการเปรียบเปรยโดยใช้คำศัพท์ที่เกี่ยวกับ ‘พืช’ และ ‘สัตว์’

การเปรียบเทียบแบบพฤกษศาสตร์และสัตววิทยามีอิทธิพลต่อวิธีคิดอย่างไร? – ซอนแท็กอธิบายไว้ว่าการเปรียบเช่นนี้เป็นการสร้างภาพในหัวของคน และทำให้คิดไปในทางเดียวกันว่า การติดเชื้อเอชไอวีนั้นจะต้องรอวันที่จะออกดอกหรือโบยบินเสมอไป กล่าวอีกอย่างคือเป็นเหมือนวงจรของพืชและสัตว์ที่จะมีวันเติบโตเต็มที่ จนเกิดความเข้าใจว่าผู้ติดเชื้อทุกเคสจะต้องพัฒนาไปเป็นโรคเอดส์ และนำมาซึ่งความตายในที่สุดนั่นเอง

เกิดอะไรขึ้นเมื่อมีความเชื่อที่ว่าเลือดบวก = ต้องตาย? – ความจริงแล้ว ในขณะนั้น (ช่วงปี 1980s) มียารักษาตามอาการสำหรับเชื้อเอชไอวีแล้ว ถึงแม้จะไม่ได้เป็นการกำจัดเชื้อไวรัสนี้ออกจากร่างกาย แต่ช่วยลดความรุนแรงและชะลอการพัฒนาไปเป็นโรคเอดส์ในระยะสุดท้ายได้ การที่ผลเลือดบวกถูกยึดโยงเข้ากับความตายโดยอัตโนมัติ อาจจะทำให้คนที่คิดว่ามีความเสี่ยงจะติดเชื้อ เช่น มีเซ็กซ์โดยไม่ป้องกัน หรือมีเซ็กซ์กับคนที่รู้ว่าติดเชื้อ ไม่อยากไปตรวจ เพราะหากตรวจเจอว่ามีเชื้อเอชไอวี จะราวกับได้ฟังการตัดสินโทษประหาร การเป็นเกย์ในยุคก่อนศตวรรษที่ 21 ก็ถูกแบ่งแยกเหยียดหยามอยู่แล้ว การเป็นเอดส์ยิ่งทวีความรุนแรงของการผลักเกย์ไปอยู่ชายขอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งบางคนถึงจะรู้ว่ามีผลเลือดบวกก็ไม่อยากไปรับการรักษา เพราะภาพสุดท้ายในหัวทำให้เชื่อว่า การพยายามรักษาโรคนี้จะไปจบที่ความตายอยู่ดี

นอกจากการเปรียบกับสัตว์ การที่โรคเอดส์ถูกแบ่งเป็นระยะทำให้ดูเหมือนว่า การพัฒนาของการติดเชื้อเอชไอวีจากระยะแรกไปสู่ระยะสุดท้ายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน นี่ทำให้คนเลือดบวกและผู้ป่วยเอดส์ถูกรวมเป็นกลุ่มเดียวกัน จนหลายคนที่มีเลือดบวกถูกไล่ออกจากงาน แม้ว่าขณะนั้นจะไม่แสดงอาการเลยและทำงานได้เหมือนก่อนหน้าที่จะมีเชื้อก็ตาม

อาจพูดได้ว่าสถานการณ์ของโรคเอดส์ในช่วงปี 1980s ถึงต้นช่วง 1990s แตกต่างจากการแพทย์แบบสมัยใหม่ คือค้นพบยารักษาได้เกือบทุกโรค วิทยาศาสตร์แทบจะ “ชนะ” ธรรมชาติ คือป่วยไม่เท่ากับต้องตาย แต่โรคเอดส์กลับทำให้ย้อนกลับไปเหมือนการแพทย์ยุคโบราณที่อาการป่วยใดๆ ก็ตามมักจบด้วยความตายและชีวิตคนโดยเฉลี่ยสั้นกว่ามาก

เพราะโรคนั้นไม่เลือกเพศ แต่ทำไมวิธีการมองและการคิดแบบเหมารวมว่า เกย์มีโอกาสติดเชื้อมากกว่าถึงมีอยู่ เห็นได้ชัดจากการห้ามไม่ให้เกย์บริจาคเลือดในหลายๆ ประเทศ

เอดส์ คือโรคหนึ่งที่ถูกนิยามว่าเป็น ‘ภัยพิบัติ’ ของมนุษยชาติ โดยในภาษาอังกฤษใช้คำว่า ‘Plague’ ซึ่งมีความหมายตรงตัวว่า ‘กาฬโรค’ โรคนี้ระบาดหนักในช่วงต้นศตวรรษที่ 14 และส่งผลให้มีคนตายมากที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ คำว่า Plague จึงถูกนำมาใช้เรียกโรคระบาดอันตรายอื่นๆ ภัยธรรมชาติ รวมถึงสิ่งที่คนมองว่าชั่วร้ายอย่างเผด็จการ เป็นต้น

แล้วโรคระบาดแบบไหนถึงจะถูกเปรียบกับกาฬโรค? – โรคที่จะถูกเรียกว่า Plague ไม่ใช่แค่ระบาดเป็นวงกว้างและมีอัตราการตายสูงอย่างเดียว แต่ยังต้องมีลักษณะอื่นร่วมด้วย เช่น ‘เสียเกียรติ’ ‘น่ารังเกียจ’ และ ‘ทำให้หน้าตาและร่างกายเปลี่ยนไป’ แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ ต้องเป็น ‘การลงโทษ’ ทั้งในแง่ตัวผู้ป่วยเอง ระดับชุมชน หรือระดับสังคม เช่น โรคมะเร็ง = การลงโทษคนที่ ‘ไม่ดูแลตัวเอง’ และซิฟิลิส = การลงโทษกลุ่มคนที่ ‘สำส่อน ร่วมเพศไปทั่ว’ จนมาถึงเอดส์ที่ถูกเข้าใจว่าเป็นการลงโทษในแง่ที่ร้ายแรงที่สุดคือ ทั้งตัวบุคคล กลุ่มคน และประเทศ

เอดส์ในแง่บทลงโทษแก่ปัจเจก ชุมชน และสังคม – ในระดับปัจเจก เอดส์ถูกมองว่าเป็นผลที่สมควรได้รับสำหรับผู้ชายที่ “เลือก” มีเซ็กซ์กับผู้ชายด้วยกัน เพื่อตอบสนองความต้องการส่วนตัว นอกจากนี้ ในระดับชุมชน คนยังมีภาพจำว่าเกย์คือกลุ่มคนที่มีเซ็กซ์แบบสำส่อน ทำไปเพื่อความสำราญ เอดส์จึงเป็นโทษของการกระทำที่ไม่สนบรรทัดฐานของสังคมเช่นนี้ ที่สำคัญที่สุดและแตกต่างจากโรคอื่นๆ ที่เคยถูกเปรียบเป็น Plague คือ ฝ่ายอนุรักษ์นิยมโบ้ยว่าโรคเอดส์เป็นบทลงโทษของคนทั้งสังคม ที่แสดงถึงความตกต่ำทางศีลธรรมจากการที่คนเริ่มไม่ต่อต้านพฤติกรรมที่ “ผิดธรรมชาติ” และ “เป็นบาป” ของเกย์ แต่กลับให้การยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในแนวนี้เป็นสิ่งที่รุนแรงมากในมุมมองของคริสต์นิกาย ‘Fundamentalist Evangelical’ ที่เชื่อว่าอเมริกาเป็นประเทศคริสต์ และหลักศีลธรรมจึงต้องเป็นไปตามคำสอนของพระเจ้าเท่านั้น ‘Jerry Falwell’ นักเทศน์ชื่อดังของอเมริกากล่าวว่า “โรคเอดส์ คือบทลงโทษที่พระเจ้าพิพากษาให้กับสังคมที่ไม่ใช้ชีวิตตามกฎของพระองค์”

ยิ่งรัฐพยายามรณรงค์สร้างความเข้าใจโดยบอกว่า ‘เอดส์เป็นเรื่องของทุกคน’ และสามารถแพร่ไปในชุมชนไหนก็ได้ ไม่ใช่แค่เกย์หรือคนชนชั้นล่าง ยิ่งเป็นการตอกย้ำความผิดของเกย์ที่เป็นจุดเริ่มต้นของโรคเอดส์ ที่กำลังทำให้สังคมโดยรวมเดือดร้อนและตกอยู่ในความเสี่ยง นี่ได้เพิ่มความรุนแรงของการกดขี่เหยียดหยามกลุ่มคนรักเพศเดียวกันจากฝั่งอนุรักษ์นิยมและฝั่งศาสนามากขึ้นอีก

สังคมที่ยอมรับเกย์สะท้อนความอ่อนแอของอำนาจทางการเมือง เพราะอะไร? – ในมุมมองของชาวคริสต์ฝั่งขวาในอเมริกานั้น การระบาดของเอดส์เผยให้เห็นความเพิกเฉยของอเมริกาต่อเรื่องทางจริยธรรมศีลธรรม แต่ในมุมมองของซอนแท็ก วาทกรรมของคนคริสต์กลุ่มนี้เผยให้เห็นถึง ‘ความกังวลเกี่ยวกับอำนาจทางการเมืองของประเทศที่อ่อนแอลง’ (Fear of politcal weakness) เพราะตั้งแต่ยุคสงครามเย็น รัฐบาลอเมริกาได้พยายามเชิดชูพระเจ้า เพื่อเป็นวิธีหนึ่งในการต่อสู้กับระบอบคอมมิวนิสต์ที่ปฏิเสธความเชื่อของศาสนา การที่คนอเมริกันหละหลวมเรื่องบรรทัดฐานทางเพศตั้งแต่ยุค 1960s (ผู้หญิงจำนวนมากออกมาทำงานนอกบ้าน ฮิปปี้มีเซ็กซ์หมู่กันเป็นเรื่องปกติ เกย์ออกมาเรียกร้องสิทธิ ฯลฯ) สะท้อนความล้มเหลวของผู้มีอำนาจที่ไม่สามารถจะรักษามาตรฐานทางศีลธรรมดั้งเดิมไว้ ซึ่งอาจจะหมายถึงความล้มเหลวที่อยู่เหนือสังคมคอมมิวนิสต์ (สังคมที่ ‘ไม่เอาศีลธรรม’) ด้วย ผลคือฝ่ายขวายิ่งเชื่อว่าเกย์และการระบาดของเอดส์ที่เริ่มจากเกย์ เป็นเหตุให้อำนาจการเมืองของอเมริกาลดลง นี่ยิ่งตอกย้ำการผูกโยงโรคเอดส์ไว้กับเกย์ และเพิ่มความเกลียดชังต่อคนรักเพศเดียวกันว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาสังคมทั้งหลาย

เอดส์ในฐานะเครื่องมือควบคุมวิถีคนชายขอบ – เช่นเดียวกับโรคอื่นๆ ในประวัติศาสตร์ที่ถูกเรียกว่า Plague การยกความผิดของโรคระบาดให้คนใดคนหนึ่งมีจุดประสงค์ที่แฝงอยู่คือ ‘การสั่งสอน’ ซึ่งโรคระบาดมักถูกเปลี่ยนเป็น ‘บทเรียน’ โดยการบอกว่าสิ่งที่เขาทำอยู่เป็นสาเหตุให้เกิดการระบาด จึงควรเปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือ ยกเลิกพฤติกรรมเหล่านั้น อย่างในกรณีของโรคอหิวาตกโรค ที่บางคนเชื่อว่าอาการป่วยเกิดขึ้นเพราะขาดศีลธรรม จากการดื่มสุรามากเกินไป หรือเพราะคนชนชั้นล่างละเลยกฎหมายความสะอาด (สาเหตุของโรคอหิวาตกโรคที่แท้จริง คือแบคทีเรียที่ปนเปื้อนมากับน้ำ) หรือในกรณีของเอดส์เอง ชาวคริสต์สายอนุรักษ์นิยมก็เชื่อว่าเกย์ละเมิดกฎของศาสนา ละทิ้งบรรทัดฐานทางเพศไปทำพฤติกรรมสำส่อน หรือกระทั่งทำผิดกฎหมายตั้งแต่แรก (ในบางรัฐของอเมริกา การเป็นเกย์ผิด กม. จนถึงปี 2013) โดยซอนแท็กตั้งข้อสังเกตว่า วาทกรรมของการกล่าวโทษนี้มีนัยยะที่พยายามจะผลักดันให้วิถีชีวิตของคน ‘ชนชั้นกลาง’ แบบดั้งเดิมเป็นกระแสหลักและกระแสเดียว คือต้องรักษาความสะอาด ไม่ขี้เกียจ รู้จักควบคุมตัวเอง ทำตามคำสอนของศาสนา ทั้งที่มาตรฐานทางศีลธรรมที่ถูกผลักดันเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นค่านิยมเฉพาะชนชั้นหรือกฎหมายของรัฐ ก็เป็นเพียงสิ่งที่คนกลุ่มหนึ่งกำหนดขึ้นมาเท่านั้น

เอดส์ ทุนนิยม การแพทย์ และ Casual Sex – หลังจากการระบาดของโรคเอดส์ พฤติกรรมทางเพศของคนในหลายสังคมเปลี่ยนไปในแนวทางที่ถอยหลังกลับ คือ การมีเซ็กซ์แบบ One Night Stand เป็นที่นิยมลดลงมาก คนจะสงวนเซ็กซ์ไว้ให้คู่แต่งงานหรือคู่รักระยะยาวเท่านั้น โดยความจริงแล้ววัฒนธรรมของการมีเซ็กซ์แบบเปลี่ยนคู่นอนไปเรื่อยๆ ในอเมริกาเป็นที่แพร่หลายได้เพราะการพัฒนาด้านการแพทย์ (เช่น การค้นพบวิธีรักษาโรคติดต่อทางเพศและถุงยาง) และกลไกลของระบอบทุนนิยมที่สนับสนุนแนวคิดแบบความสุข สนุกสนาน ที่ไม่มีวันหมด การใช้จ่ายอย่างเต็มที่ และการออกนอกขีดจำกัด ซึ่งวัฒนธรรมเกย์บาร์ในสังคมเมืองของอเมริกาในช่วงยุค 1950s นั้นก็เป็นหนึ่งในการตอบสนองการใช้ชีวิตแบบนี้ แต่การระบาดของเอดส์กลับทำให้วัฒนธรรมย่อยดังกล่าวนี้ให้ต้องหยุดชะงัก เหตุก็เพราะรัฐเข้ามาควบคุมวิถีชีวิตและระบบที่ตัวเองเป็นคนสนับสนุน ผ่านการรณรงค์ห้ามมีเซ็กซ์เพื่อลดการระบาดของเอดส์ แล้วมันไม่ดีอย่างไร?

เอดส์ในฐานะเครื่องมือของรัฐและศาสนา ในการหวนคืนค่านิยมทางเพศก่อนยุคปลดแอก – ซอนแท็กเชื่อว่ามาตรการที่รัฐบาลใช้เพื่อควบคุมการระบาดของเอดส์ส่วนใหญ่ ไม่สมเหตุสมผลและเกินกว่าที่จำเป็น ราวกับว่าเป็นความต้องการที่มีอยู่เดิมของรัฐที่จะกำหนดบรรทัดฐานของศีลธรรม และเข้ามามีอำนาจเหนือชีวิตส่วนตัวของประชาชนอยู่แล้ว จะเห็นได้จากที่วัฒนธรรมเรื่องเพศย้อนกลับไปเป็นเหมือนยุคที่ไม่มียารักษาโรค คนสูญเสียอิสระทางเพศที่เคยได้จากระบบทุนนิยม ซึ่งเป็นผลไม่ใช่แค่จากวาทกรรมที่รุนแรงของกลุ่มศาสนา แต่ยังมาจากการรณรงค์อย่างจริงจังของภาครัฐ เช่น กระทรวงสาธารณะสุขของอเมริกาถึงกับออกประการเตือนในปี 1987 ว่า “เวลาจะมีเซ็กซ์ให้จำไว้ว่า คุณไม่ได้กำลังมีเซ็กซ์แค่กับคู่นอนคนนั้น แต่คุณกำลังมีเซ็กซ์กับคนที่คู่นอนของคุณเคยมีเซ็กซ์ด้วยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา” อีกทั้งแบบเรียนเพศศึกษาในปีเดียวกันยังสอนให้เด็ก ‘ห้ามมีเซ็กซ์’ แทนที่จะสอนให้มีเซ็กซ์อย่างปลอดภัย รวมถึงการที่คนถูกแนะนำว่าไม่ให้มี One Night Stand เลยในพื้นที่ที่เอดส์ไม่ได้ระบาดหนัก อย่างเมืองสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน

การระบาดของเอดส์จึงเหมือนเป็นโอกาสที่รัฐและกลุ่มผู้มีอิทธิพลใช้ เพื่อสะสางค่านิยมเรื่องเพศและจำกัดการมีเซ็กซ์ระหว่างเพศเดียวกัน ซึ่งหักเหไปจากธรรมเนียมดั้งเดิม และนี่ยังสะท้อนความต้องการของฝ่ายคนฝั่งขวา หรือกลุ่มศาสนาที่เหลือทนกับการที่สังคมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ “หละหลวม” ขึ้นและขัดกับความเชื่อของตน เป็นสิ่งที่ชัดเจนว่าการกำหนดค่านิยมและจำกัดการมีเซ็กซ์ในกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน เกิดจากอคติที่ฝังลึก การขาดความรู้ความเข้าใจ และความไม่เปิดกว้างต่อความหลากหลายของมนุษย์

เอดส์ ณ ปัจจุบัน – อย่างที่เราได้เห็นไปแล้วว่าโวหารเปรียบเทียบที่ใช้กับโรคเอดส์นั้นส่งผลกระทบต่อตัวผู้ติดเชื้อ ความรุนแรงของการระบาด และสังคมโดยรวม ทั้งลดโอกาสที่คนจะได้รับการรักษา หรือสร้างภาพจำว่าเอชไอวีเป็นเชื้อที่รุนแรงถึงตาย การตีตราชุมชนเกย์ในฐานะตัวแพร่เชื้อที่น่าเหยียดหยาม ถึงแม้การแพทย์จะบอกเราแล้วว่า คนทุกเพศมีโอกาสติดเชื้อเอชไอวีเท่ากัน ตลอดจนภาษาและวาทกรรมสร้างความรุนแรงให้กับไวรัส จนเปิดทางให้กับการลิดรอนเสรีภาพของประชาชนผ่านมาตรการที่มากเกินกว่าความเป็นจริง เช่น พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ในปัจจุบัน เป็นต้น

#Spectrogram #DataDigest
#AIDSandItsMetaphors #SusanSontag
#Spectrum #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน
- Advertisement -
ปรียนันท์ ธำรงค์ธนกิจ
ปรียนันท์ ธำรงค์ธนกิจ
นักเขียนและนักอ่านที่จบเอกอังกฤษ โทปรัชญา จากอักษรศาสตร์ จุฬาฯ นอกจากทุกอย่างที่เกี่ยวกับ LGBTQ+ สนใจในประวัติศาสตร์และการเมืองอเมริกาเป็นพิเศษ เวลาว่างชอบถ่ายรูปกล้องฟิล์มและหากาแฟแปลก ๆ มาลองดริป (queer, she/her)