7 นิยามความรักจากนักปรัชญา เพื่ออธิบายถึงความปรารถนาที่สุดแสนจะนามธรรมของมนุษย์

- Advertisement -
‘ความรัก’ คืออะไร? – เป็นคำถามที่ดูเผินๆ ก็ดูไม่รู้จะถามไปทำไม แต่นี่คือคำถามที่ผู้คนมากมายตั้งขึ้นเพื่อหาความหมายของคำนี้ จากอดีตมาถึงปัจจุบันก็กว่า 2,500 ปีแล้ว เช่น ‘ความรักคือการอยากเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน’ ‘ความรักคือความห่วงใยอย่างสุดซึ้ง’ ‘ความรักคือการแบ่งปันตัวตน’ เป็นต้น แต่คำๆ นี้ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนนัก เพราะหลายคนก็หลายความหมาย
เพื่อจะตามหานิยามและแง่มุมที่น่าสนใจ ของความรักและความสัมพันธ์ของมนุษย์ นี่คือ ‘What is Love?’ – กับ 7 นิยามของความรักจากนักปรัชญา ที่จะพาเราไปตามหาว่า เหล่านักปรัชญานั้นนิยามความหมายของความรักว่าอะไร
#whatisLOVE #ความรักคืออะไร ?
#เพราะความรักนั้นมันแสนจะแอบสแตรก
“ความรักเกิดขึ้นมาพร้อมกับมนุษย์ทุกคน และเป็นสิ่งที่เรียกให้สองครึ่งที่เคยเป็นธรรมชาติดั้งเดิมของเรา กลับคืนมาอยู่ด้วยกัน” – Aristophanes

‘อริสโตฟาเนส’ คือนักเขียนเสียดสีชาวกรีก เขาให้ความหมายของความรักเอาไว้ใน Symposium งานเขียนของ Plato ที่ถ่ายทอดบทสนทนาเกี่ยวกับความรักระหว่างกลุ่มนักเขียนและนักปรัชญา โดยอริสโตฟาเนสเชื่อว่าความรักโรแมนติกคือ ‘ความปรารถนาของคนสองคนที่จะรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียว’ (Union)

- Advertisement -

เพราะเราคือหนึ่งเดียวกันมาก่อน – อริสโตฟาเนส เล่าว่าในยุคเริ่มแรกก่อนที่มนุษย์จะมาเป็นคนที่หน้าตารูปร่างเหมือนที่เราเห็นกันทุกวันนี้ มนุษย์มีรูปร่างกลม มีสี่มือ สี่ขา สองหน้า หันออกจากกัน มีอวัยวะสืบพันธุ์สองชุด ทั้งแบบของผู้ชายกับผู้ชาย ของผู้หญิงกับผู้หญิง ของผู้หญิงกับผู้ชาย แต่อยู่มาวันหนึ่ง เทพเจ้าซุสรู้สึกว่ามนุษย์เริ่มมีอำนาจและทะเยอทะยานมากเกินไป จึงแยกมนุษย์รุ่นแรกออกเป็นสองครึ่ง ให้อะพอลโลช่วยหั่นหัวออก และซ่อมรายละเอียดจนมนุษย์ดูเหมือนรุ่นปัจจุบันนี้ การถูกแยกนี้เองที่อริสโตฟาเนสเชื่อ คือที่มาของ ‘ความรักโรแมนติก’ ความรักเหมือนกับการกลับคืนสู่ธรรมชาติแรกเริ่ม การตามหาและเจอกับอีกครึ่งหนึ่งของเรา ‘ความต้องการที่จะรู้สึกสมบูรณ์และเติมเต็ม’

‘เธอเป็นมากกว่ารัก เพราะเธอนั้นคือครึ่งชีวิต’ – หากตำนานที่อริสโตฟาเนสเล่ามีเค้าโครงความจริง จะเป็นสิ่งที่อธิบายว่าทำไมคนส่วนมากถึงเชื่อว่า “มีคนพิเศษที่รอคู่กับเราอยู่ที่ไหนสักแห่ง” “ทำไมคนสองคนถึงสามารถเป็นคู่รักที่สมบูรณ์แบบ” และ “มีความสัมพันธ์ที่ราบรื่นยาวนานได้” ความเชื่อนี้ยังอธิบายว่า “ความรักทำให้คนมีความสุขได้” เพราะสองคนที่เคยถูกแยกออกจากกัน มารวมตัวกันและสมบูรณ์อีกครั้ง ความรักจึงเป็นสิ่งที่ดึงดูดคนสองคนเข้าหากัน เพราะเราเห็น ‘ตัวเอง’ ในอีกคนหนึ่ง

“ความรักโรแมนติก คือ ความต้องการที่จะสร้างความเป็น ‘เรา’” – Robert Nozick

‘โรเบิร์ต โนซิก’ คือ นักปรัชญาการเมืองชาวอเมริกัน ผู้ที่ให้นิยามความรักโรแมนติกคือความต้องการที่จะ “สร้างเรา” (We) หรือ ‘การเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับใครสักคนหนึ่ง’ นั่นคือหา ‘คนที่ใช่’ สำหรับเรานั่นเอง (The right one to form a we with)

การเป็น ‘เรา’ = ความรู้สึกถูกผูกโยงไว้ด้วยกัน และสารทุกข์สุกดิบของคนสองคนจะกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันด้วยนะ เพราะฉะนั้นไม่ว่าฝ่ายหนึ่งจะเจอเรื่องเลวร้ายหรือเรื่องดี ก็จะเหมือนกันว่าอีกฝ่ายหนึ่งเจอเรื่องเลวร้ายหรือเรื่องดีนั้นๆ ด้วย เขาทุกข์เราทุกข์ เขาสุขเราสุขด้วย

คุณสมบัติอีกอย่างของการเป็น “เรา” คือยังต้องมีการ ‘ตัดสินใจร่วมกัน’ ด้วย มีการ ‘ประนีประนอม’ กันและกัน อาจพูดได้ว่าความรักทำให้เราเสียอิสรภาพบางส่วน หรือแม้แต่สิทธิเหนือตัวเองแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ไปด้วยนะ ยกตัวอย่างเช่น หากคนหนึ่งอยากกินข้าวร้านไหนก็ต้องถามว่าอีกคนอยากจะกินร้านนั้นด้วยไหม แล้วอยากจะกินเมื่อไหร่ แม้กระทั่งหากจะเลิกกันก็ต้องมาจากการตัดสินใจร่วมกันด้วย

“ความรักโรแมนติก คือ ความเป็นห่วงเป็นใยอย่างสุดซึ้งที่คู่รักมีให้แก่กันและกัน”

‘Alan Soble’ (อลัน โซเบิล) คือ นักปรัชญาชาวอเมริกันผู้นิยามความรักไว้ว่าเป็นการที่คนสองคนมีความ ‘เป็นห่วงเป็นใยกันอย่างลึกซึ้ง’ หรือที่เขาใช้คำว่า ‘Robust concern’

‘เพราะความรักคือประโยชน์ของอีกฝ่าย หาใช่ใส่ใจตัวเอง’ – อลัน โซเบิล ได้นิยามองค์ประกอบของรักโรแมนติกว่า หากรักแล้วเราต้องหวังให้อีกฝ่ายได้รับสิ่งดีๆ เป็นการกระทำที่ ‘ไม่เห็นแก่ตัว’ และไม่แม้แต่จะคิดถึง ‘ประโยชน์ของตัวเอง’ ในการกระทำเหล่านั้น โดยสิ่งที่มากำหนดในความรู้สึกที่มีต่อกันและกัน คือ ‘ความเป็นห่วง’

หากความรู้สึกของ ก จะขึ้นหรือลงตาม ข ก็เป็นเพราะ ก เป็นห่วง ข มาก ไม่ใช่เพราะทั้งสองคนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเลยต้องรู้สึกเหมือนกัน ในแบบปรัชญาความรักแบบ We ของโนซิก หากอธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ เมื่อ ก รู้สึกแย่จากการตกงาน ข อาจไม่ได้รู้สึกแย่ตามไปด้วย ถ้า ก เชื่อว่างานนั้นไม่ใช่งานที่ดีที่สุดสำหรับ ข และหวังให้ ข ได้งานที่ดีกว่า

“ความรักโรแมนติกต้องเข้าใจในฐานะการกำหนดตัวตนร่วมกัน” – Robert Solomon

‘โรเบิร์ต โซโลมอน’ นักปรัชญาชาวอเมริกันเสนอว่า ความรักไม่ใช่การรวมตัวตนเป็นหนึ่งเดียวของคนสองคนที่มีความเป็นปัจเจก แต่คือการที่คนสองคนมี ‘ตัวตนร่วมกัน’ (Shared identity) หรือมี ‘การกำหนดตัวตนร่วมกัน’ (Shared determination of self)

คำว่า ‘ตัวตน’ ที่โซโลมอนหมายถึง คือความสัมพันธ์ที่ถูกสร้างขึ้นระหว่างกันและกัน เป็นความสัมพันธ์ที่ถูก ‘กำหนด’ หรือถูก ‘สร้าง’ ขึ้นผ่านความสัมพันธ์นั้น นั่นก็คือเราคำนึงถึงความคิดเห็นที่อีกฝ่ายมีเกี่ยวกับความเป็นเรา ไม่ใช่แค่ว่าเราคิดว่าตัวเองเป็นคนอย่างไร

เช่น หากคุณมีความเป็นคนตรงไปตรงมา ใจร้อน ในการสร้างตัวตนผ่านความสัมพันธ์แบบปรัชญาความรักของโซโลมอน คุณสามารถเลือกได้ว่าจะทำอะไรกับความคิดเห็นของอีกฝ่าย จะรับมาปรับแก้ หรือจะตัดสินใจว่าเราไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นนั้นก็ได้ เป็นความสัมพันธ์ในแบบสร้างตัวตนที่ประนีประนอมระหว่างกันและกันขึ้นมาใหม่ ซึ่งตัวตนนี้อาจแตกต่างกันออกไปกับตัวตนที่คุณใช้กับเพื่อนหรือครอบครัวก็ได้

“ความรัก คือ ความปรารถนาที่จะครอบครองสิ่งดีอย่างไม่มีที่สิ้นสุด” – Socrates

ความหมายของความรักในความคิดของโสเครติสนั้นก็ถูกถ่ายทอดไว้ในงาน Symposium ของเพลโตเช่นกัน โดยปรัชญาความรักของโสเครติสคือ ‘ความปรารถนาที่จะครอบครองสิ่งดีอย่างไม่มีที่สิ้นสุด’ กล่าวคือ ‘สิ่งที่เราอยากได้นี้จะต้องเป็นสิ่งที่ดีเสมอโดยปริยาย’ เพราะเขาแสดงความคิดเห็นว่าธรรมชาติของมนุษย์ต่างล้วนต้องการสิ่งดีๆ เราอยากครอบครองสิ่งหนึ่ง (ความรักด้วย) ก็เพราะเราอยากครอบครอง ‘ความดีที่อยู่ในสิ่งนั้น’

ความรักของโสเครดีตทำให้โลกหมุน – ความปรารถนาในสิ่งที่ไม่มีและดีขึ้นนี้ สะท้อนความต้องการของมนุษย์ที่ไม่เคยพึงพอใจกับสภาพที่เราเป็นอยู่ หากเราไม่ต้องการอะไรเลยและพอใจแล้ว เราจะไม่ตามหาความรัก ไม่ตามหาสิ่งที่เราอยากได้ และไม่ลงมือทำอะไรเลย ความรักจึงเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนประสบการณ์ของมนุษย์ เหมือนไฟที่เติมพลังให้เราทำให้มนุษย์ไม่หยุดนิ่ง เพื่อตามหา ‘ความรัก’ หรือ ‘สิ่งที่ดีขึ้น’ ในชีวิต

“สิ่งที่ความรักปรารถนานั้น คือ การสืบพันธุ์ และ การให้กำเนิดความงาม” – Diotima

ใน Symposium นักปรัชญาอีกหนึ่งคนที่มีบทบาทในการนิยามความรักคือ ‘ไดโอติมา’ เธอคือนักคิดหญิงยุคกรีกโบราณอีกคนหนึ่ง ความคิดของไดโอติมาถูกถ่ายทอดผ่านคำพูดของโสเครติส ผู้ซึ่งให้เครดิตเธอว่าเป็นผู้สอนให้ตนแจ่มแจ้งเรื่องความรัก ไดโอติมากล่าวว่าความรักโรแมนติกไม่ใช่แค่ความปรารถนา “สิ่งที่ดี” หรือ “สิ่งที่สวย” แต่คือการปรารถนาที่จะ “ครอบครองสิ่งที่ดีนั้นตลอดไป” ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนถึงความต้องการของบุคคลที่อยากจะเป็นอมตะด้วย แล้วทำไงจะเป็นอมตะ?

1) ความอมตะโดยการสืบพันธ์ุ – ในความเป็นจริงมนุษย์จะบรรลุความอมตะได้ คือ ผ่านการสืบทอดเผ่าพันธุ์และมอบชีวิตที่คล้ายคลึงกันไว้เบื้องหลัง การสร้างสิ่งที่ดีไว้ให้กับโลกนี้เองที่จะทำให้จิตวิญญาณของคนๆ หนึ่งคงอยู่ตลอดไป ถึงแม้ว่าเขาจะจากโลกนี้ไปแล้ว แนวคิดนี้ตอบคำถามว่าทำไมความรักถึงเกี่ยวข้องกับการสืบพันธุ์

2) ความอมตะโดยการผลิตความรู้ – สำหรับไดโอติมา (และเพลโต ผู้ถ่ายทอดแนวคิดของเธอ) ความรักไม่ใช่แค่ผลิตความงามผ่านการมีทายาท แต่ความรักยังนำไปสู่การสร้างสรรค์ทางจิตวิญญาณ เพราะคู่รักจะต้องมีการถ่ายทอดความรู้ให้กันและกัน และนำพากันแสวงหาความหมายของคุณธรรม และความรู้ศาสตร์อื่นๆ ความรักจึงไม่ใช่แค่เรื่องการสืบพันธุ์ของชายและหญิง ความรักจึงสามารถทำให้เกิดความเข้าใจในแขนงต่างๆ การกระทำดี หรือแม้แต่ผลงานของกวี ที่จะทำให้ชื่อเสียงและคุณธรรมของคนหนึ่งเป็นอมตะและเป็นที่จดจำตลอดไป ความรักแบบนี้เองที่กลายมาเป็นแก่นแท้ของความรักแบบเพลโต หรือที่รู้จักกันในภาษาอังกฤษว่า ‘Platonic Love’

แล้ว Platonic Love แท้จริงแล้วคืออะไร? – เวลาเราเสิร์ชหาความหมายของ Platonic Love มักจะแปลว่า “เป็นความรักบริสุทธิ์ระหว่างเพื่อนที่จิตวิญญาณเชื่อมต่อกัน และไม่มีความปรารถนาทางเพศมาเกี่ยวข้อง” แต่นั่นเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะแท้จริงแล้วความรักแบบเพลโตจุดที่สมบูรณ์คือ ‘การได้มาซึ่งความจริงเกี่ยวกับความงามสูงสุด’ (Absolute beauty) ซึ่งความรักแบบเพลโตลคืออะไร? ความรักเริ่มจากขั้นแรกคือความหลงใหลในรูปลักษณ์ภายนอก > เลื่อนขั้นไปสู่ความเข้าใจว่าความงามในจิตใจนั้นสูงส่งกว่ารูปลักษณ์ภายนอก > ไปสู่การเรียนรู้ว่าความงามของสิ่งทั้งปวงในธรรมชาติเป็นสิ่งเดียวกัน และความงามเฉพาะตัวบุคคลไม่ใช่สิ่งสำคัญ > และในที่สุดคือเขาจะได้มาซึ่งความจริงเกี่ยวกับความงาม คือความงามปรากฏอยู่ในทุกหนแห่ง ความงามที่แท้จะสมบูรณ์แบบ เรียบง่าย เป็นนิรันดร์ และไม่แปรเปลี่ยน

“สิ่งใดๆ ก็ย่อมเป็นไปได้ในความรัก เช่นเดียวกับในสงคราม”

ปรัชญาความรักสุดท้ายที่นำมาให้อ่านวันนี้ คือแนวคิดที่เชื่อว่า ‘ความรักคือพลัง’ โดยพลังนี้อาจนำมาซึ่งเรื่องดีๆ (ที่นำเสนอไป) หรือพลังนั้นสามารถนำไปสู่หายนะก็ได้ ตามทรรศนะของนักปรัชญาชาวอังกฤษ ‘Thomas Hobbes’

ความรัก ความไว้ใจ ความอันตราย – เรามั่นใจแค่ไหนว่าความรักจะไม่ทำให้เราเจ็บปวด อกหัก หรือ อันตรายถึงชีวิต ตามทรรศนะของฮอบส์นั้นมองว่า ‘ความเห็นแก่ตัว’ เป็นลักษณะที่เด่นที่สุดของธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยความกลัวและความต้องการ เด่นชัดในยุคไม่มีกฎหมาย สงครามการห้ำหั่นเกิดเป็นปกติ ไม่ว่าคนหนึ่งจะอ่อนแอขนาดไหน ก็สามารถฆ่าอีกคนหนึ่งได้ถ้าพยายามมากพอ เมื่อมองตามทรรศนะของฮอบส์ ความรักความสัมพันธ์นั้นจึงเปิดโอกาสให้เราได้พบกับอันตรายได้ เนื่องจากความรักนั้นก็เป็นหนึ่งในความต้องการของมนุษย์ และหลายครั้งทำให้คนมองข้ามศีลธรรมได้

“ความรักในฐานะสงครามของความสัมพันธ์” – เพราะเราต้องอยู่ในจุดเสี่ยง ทั้งทางร่างกายและจิตใจอยู่ตลอดเวลากับการที่อีกฝ่ายเชื่อใจ ไว้ใจ ให้กับใครสักคน ซึ่งเมื่อมองในแบบฮอบส์นั้นมันอันตรายมาก แต่การที่เราเชื่อในปรัชญาความรักในแง่ดีแบบอื่นร่วมด้วย อาจจะเป็นความรักแบบตามหาอีกครึ่งหนึ่งของเรา ความรักคือการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ความรักคือความห่วงใยอย่างสุดซึ้ง ความรักคือการสร้างตัวตนร่วมกัน และมันก็อาจทำให้หลายๆ คนคิดว่า “อยากรักก็ต้องเสี่ยง”

อ้างอิง
  • หนังสือ: Philosophy of Love, Sex and Marriage: An Introduction โดย Raja Halwani และ Philosophy of Sex and Love: An Opinionated Introduction โดย Patricia Marino
#Spectrum #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน
- Advertisement -
ปรียนันท์ ธำรงค์ธนกิจ
ปรียนันท์ ธำรงค์ธนกิจ
นักเขียนและนักอ่านที่จบเอกอังกฤษ โทปรัชญา จากอักษรศาสตร์ จุฬาฯ นอกจากทุกอย่างที่เกี่ยวกับ LGBTQ+ สนใจในประวัติศาสตร์และการเมืองอเมริกาเป็นพิเศษ เวลาว่างชอบถ่ายรูปกล้องฟิล์มและหากาแฟแปลก ๆ มาลองดริป (queer, she/her)
ปณิตา ศิริวงศ์วานงาม
ปณิตา ศิริวงศ์วานงาม
Visual Designer, Content Creator & Occult lover https://ppapuru.com/