4 ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับชุมชนชาว ‘บางกลอย’ ทั้งอ้างบุกรุกป่า คุกคาม เผาหมู่บ้าน อุ้มฆ่า นี่คือเหตุผลทำไมเราต้อง ‘#Saveบางกลอย’

- Advertisement -

ในทุกๆ วันที่เวลาเดินไป หลายๆ คนนั้นอาจมีชีวิตที่แสนสบาย แต่อีกฟากหนึ่งในตอนนี้ ชาวบางกลอยกำลังทุกทนทรมานกับความรุนแรงที่ถาโถมไม่หยุดนิ่ง ได้โปรดอย่าให้เรื่องปัญหาการทำลายชาติพันธุ์ของ ‘บางกลอย’ นี้เงียบไปเลย…

ณ ตอนนี้ยังมีผู้คนจำนวนหนึ่งท่ีกำลังปักหลักชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว (15 ก.พ. 2021) เพื่อยื่นข้อเรียกร้องเร่งด่วน หลังจากเย็นวันที่ 12 ก.พ. มีเจ้าหน้าที่อุทยานและทหารพร้อมอาวุธ เข้าลาดตระเวนและตั้งจุดสกัดกั้นทางเข้าออกบริเวณ ‘ใจแผ่นดิน’ หมู่บ้านของกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งได้สร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก โดยข้อเรียกร้องเร่งด่วนของภาคี #Saveบางกลอย คือ

1. ให้เจ้าหน้าที่ถอนกำลัง
2. หยุดสกัดการส่งเสบียงอาหารให้ชาวบ้านที่อยู่บริเวณ ‘ใจแผ่นดิน’
3. ยุติคดีของสมาชิก ภาคี #Saveบางกลอย ทั้งหมด 10 คน

เพราะ “ชาติพันธุ์ก็คือคน” แต่ทำไมทำกับพวกเขาแบบนี้? – จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นระหว่างปี 1995-1996 เมื่อเจ้าหน้าที่อุทยานขอความร่วมมือให้ชาวชาติพันธุ์ที่อาศัยในพื้นที่บ้านใจแผ่นดินและบางกลอยบน อพยพมาอยู่ในพื้นที่ ‘บางกลอยล่าง’ ทว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นลานหินที่ไม่สามารถทำไร่หมุนเวียนได้ ทำให้มีการอพยพบางส่วนกลับไปพื้นที่เดิม เรื่องเข้มข้นขึ้นในช่วง COVID-19 ระบาด เมื่อชาวบ้านที่ยังอยู่ในบ้านบางกลอยล่างสูญเสียรายได้ พวกเขาจึงตัดสินใจเดินเท้ากลับ ‘บ้านใจแผ่นดิน’ หลังจากที่อดทนรอการจัดการที่ดินทำกินจากเจ้าหน้าที่รัฐมาถึง 20 ปีอย่างไร้ความหวัง

ไม่เพียงแค่นั้น – ในปี 2011 ยังมีการเปิดเผยภาพภารกิจ ‘ยุทธการตะนาวศรี’ ที่แสดงให้เห็นการเผาบ้าน เผายุ้งข้าว และการใช้กำลังเข้าจับกุมชาวบ้าน รวมไปถึงเหตุการณ์ยิงนักสิทธิมนุษยชนที่ออกมาเรียกร้องสิทธิให้กับชาวชาติพันธุ์ในป่าแก่งกระจาน ‘ทัศน์กมล โอบอ้อม’ ด้วย ตลอดจนในปี 2014 ‘พอละจี รักจงเจริญ’ หรือ บิลลี่ นักสิทธิมนุษยชนชาวชาติพันธุ์ที่เรารู้จักกันดี จากกรณี ‘บังคับสูญหาย’

“ตอนนี้มีกำลังเจ้าหน้าที่อุทยานฯ และทหารเข้ามาตระเวนและตั้งจุดสกัดอยู่ 2 จุด คือที่ด่านแม่มะเร็ว และเทิกตาแห้ง ส่วนข้างในหมู่บ้านก็มีการสกัดตรงทั้งทางน้ำและทางบก คือทางเข้าออกของชาวบ้านตอนนี้ถูกปิดหมดเลย เป็นทางเข้าออกประมาณ 4 จุดที่จะสามารถกลับไปสู่บางกลอยบน-ใจแผ่นดินได้ ตั้งแต่วันที่ 12 ช่วงเย็นๆ” – นี่คือบทสัมภาษณ์ที่ ‘พชร คำชำนาญ’ ตัวแทนจากภาคี #Saveบางกลอย ได้ไปสัมภาษณ์ ‘แบงค์-พงษ์ศักดิ์ ต้นน้ำเพชร’ เยาวชนบ้านบางกลอย หนึ่งในผู้ที่เดินเท้ากลับไปยังพื้นที่ ‘ใจแผ่นดิน’

ไม่เพียงแค่นั้น มีการยิงปืนหลายนัดโดยที่ไม่ทราบว่าเป็นใครในตอนประมาณหนึ่งทุ่มของเย็นวันที่ 12 ก.พ. 2021 และนั่นทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่เกิดความหวาดกลัว จนต้องรวมตัวกันเป็นกลุ่มตลอดเวลา หากมีอะไรจะได้ช่วยเหลือกันทันที

“ชาวบ้านส่วนใหญ่จะหวาดกลัวต่อพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่มาก กลัวเจ้าหน้าที่จะยิงปืน อย่างกรณีการยิงปืน ชาวบ้านก็กลัวว่าลูกปืนจะหล่นใส่หลังคาบ้านหรือเปล่า หรือหันกระบอกปืนมาใส่ชาวบ้านหรือเปล่า หรือถ้าชาวบ้านไปคนเดียว ไปเจอเจ้าหน้าที่ ชาวบ้านจะหายไปหรือเปล่า”

ก่อนหน้านี้วันที่ 5 ก.พ. มีการเรียกร้องหน้ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ ให้หาทางออกด้วยการตั้งคณะกรรมการร่วมกันและลงพื้นที่ แต่ในเย็นวันเดียวกันนั้น เจ้าหน้าที่ได้แจกใบปลิวขู่ชาวบ้าน ว่าจะใช้มาตรา 41 ตามพ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ ปี 2019 ดำเนินคดีกับผู้บุกรุก

“พี่น้องบางกลอยไม่สามารถเชื่อใจ (เจ้าหน้าที่รัฐ) ได้อีกแล้ว ทั้งหลังจากนั้นก็มีการรวมกำลังพลระหว่าง เจ้าหน้าที่อุทยาน ตำรวจและทหาร ตั้งด่านสกัดตามจุดต่างๆ ที่พี่น้องต้องลำเลียงขนเสบียงขึ้นไป มีการเดินรอบพื้นที่พร้อมอาวุธครบมือ ตอนนี้พี่น้องอยู่ในอาการขวัญผวามาก เพราะเราไม่อาจมั่นใจอะไรได้เลยว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับพี่น้อง ข้างบนก็ติดต่อได้ยาก และ ความรุนแรงก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว คนก็เคยตายมาแล้ว ไม่มีใครไว้เนื้อเชื่อใจอีกแล้ว” ‘พชร คำชำนาญ’ ตัวแทนภาคี #Saveบางกลอย กล่าวในการยื่นหนังสือหน้าทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 15 ก.พ.

อ้างอิง
พชร คำชำนาญ: https://bit.ly/2ZnuCR4
Matichon: https://bit.ly/2NdQfAR
ภาพ: https://bit.ly/2Ntun4v

- Advertisement -

“กฎหมายนำมากดทับชาวบ้าน กฎหมายทำให้ปลุกกระแสเกลียดชังชาวชาติพันธุ์
นี่เป็นการดูถูกศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เราเชื่อว่าการผลักดันกฎหมายชาติพันธุ์พื้นเมืองจะทำให้พี่น้องชาติพันธุ์ได้เข้ามามีส่วนร่วม (ในการร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพวกเขาได้)” – หนึ่งในเสียงปราศัยจากการชุมนุมของภาคี #Saveบางกลอย ในวันที่ 15 ก.พ.

รัฐไทยและเจ้าหน้าที่อุทยานได้ใช้กฎหมายข้อหา ‘บุกรุกป่า’ บีบบังคับให้ชาวชาติพันธุ์อพยพลงมา แต่กลับไม่มีการจัดสรรที่ดินให้เพียงพอต่อวิถีชีวิตดั้งเดิมของพวกเขา อย่างการทำไร่หมุนเวียน ปลูกข้าวและพืชประทังชีวิต ทำให้ต้องออกไปประกอบอาชีพอื่นแทนเกษตรกรรม จนกระทั่งในช่วง COVID-19 ที่ผ่านมา ชาวบ้านประสบปัญหาขาดรายได้จึงตัดสินใจเดินเท้ากลับไปยังพื้นที่ใจแผ่นดิน

ไม่เพียงแค่นั้นยังมีการกล่าวอ้างว่าชาวบ้านเป็นคนกะเหรี่ยงที่อพยพมาจากประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย ในรายงาน ‘ยุทธการตะนาวศรี’ ระบุถึงชาวชาติพันธุ์ที่แก่งกระจานว่า เป็น ‘ชนกลุ่มน้อยที่อพยพเข้ามาใหม่’ ไม่ใช่คนดั้งเดิม ทว่ามีการจับกุม ‘หน่อแอะ มีมิ’ บุตรชายของ ‘ปู่คออี้’ 1 ใน 4 นายพรานชาวกะเหรี่ยงที่เข้าไปช่วยเหลือตชด 4 นาย ที่หลงป่าแก่งกระจานอยู่ 35 วัน ดังนั้นหน่อแอะย่อมไม่ใช่ชาวกะเหรี่ยงที่อพยพเข้ามาใหม่แน่นอน

ทว่าการกล่าวอ้างว่า ‘ชาวบ้านบุกรุกป่า’ ก็ยังดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 24 ม.ค. ‘มานะ เพิ่มพูน’ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานได้ส่งกำลังภาคพื้นดินเข้าไปในพื้นที่ โดยอ้าง ‘พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ 2019’ ว่าชาวบ้านบุกรุกพื้นที่ป่าที่ทางราชการไม่อนุญาตให้อยู่ รวมถึงมีการตัดไม้และถางป่าเพิ่มเติม แต่ในความเป็นจริงแล้ว พื้นที่ ‘ป่า’ นั้นเป็นที่อาศัยดั้งเดิมของชนชาติพันธุ์ กล่าวคือพวกเขาอยู่มาก่อนที่รัฐไทยจะมีประกาศจัดตั้งแก่งกระจานให้เป็น ‘อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน’ ในปี 1981 โดยมีกฎหมายอุทยานแห่งชาติคุ้มครองด้วยซ้ำ

“เรื่องกะเหรี่ยงบางกลอย พวกเขาต้องอพยพเมื่อปี 1996 การแก้ปัญหาก็ไม่ครอบคลุม ครึ่งหนึ่งได้ที่ดิน อีกครึ่งไม่ได้ ส่วนที่ได้ก็เป็นหินกรวด เพาะปลูกลำบาก ตอนไปขอความร่วมมือ เขาก็ไม่ได้คัดค้านอะไร สิ่งที่เป็นปัญหาไม่ชอบธรรมกับพวกเขาคือ การจัดการสิทธิ์ที่ดินทำกิน เรื่องแบบนี้รัฐไม่ทำ แต่จะใช้กฎหมายจัดการ ขนาดนักวิชาการนำแผนที่ทหารบกปี 1954 มาแย้งว่าบ้านบางกลอยใจแผ่นดินมีมาก่อนแล้ว ก็ไม่ยอมรับฟัง แต่ใช้วิธีปรับแนวเขตอุทยานแล้วใช้กฎหมายมาจัดการ” – ‘เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์’อาจารย์ประจำศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าว

การอ้างกฎหมายมาไล่พื้นที่ชุมชนดั้งเดิมโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ได้มีแค่ที่ ‘บ้านบางกลอย’ เท่านั้น ยังมีอีกหลายพื้นที่ อย่างเช่น ‘บ่อแก้ว’ ในชัยภูมิ “จริงๆ ประเทศไทยเนี่ย ถ้าย้อนกลับไปมันไม่เคยมีตรงไหนที่ไม่เคยเป็นเป่ามาก่อน ในช่วงต้นปี 2500 พื้นที่ป่ายังเหลือเกิน 50% แต่หลังจากมีการเปิดพื้นที่ป่า มีการออกเอกสารสิทธิต่างๆ บางจังหวัดตอนนี้ก็ไม่เหลือป่าแล้ว พอเกิดสภาวะวิกฤตทางสิ่งแวดล้อม ก็เกิด ‘นโยบายทวงคืนผืนป่า’ ไปจัดการคนที่อยู่ในป่า ทั้งที่จริงๆ เขาเป็นคนรักษาป่าให้ยังเหลืออยู่ได้” – ‘ประยงค์ ดอกลำไย’ ที่ปรึกษากลุ่ม ‘P-Move’ กล่าวกับ ‘สะอาด’ นักเขียนการ์ตูนที่มักจะเขียนการ์ตูนเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและอำนาจนิยมในประเทศไทย

อ้างอิง
สะอาด: https://bit.ly/2NvTBPG
101 World: https://bit.ly/2OCES5P
Matichon: https://bit.ly/3akejuK
มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ: https://bit.ly/3pta1Fv
ภาพ: https://bit.ly/3u35T2I

ใจแผ่นดิน มีหลักฐานการมีอยู่ตั้งแต่ 1912 ขณะที่ ‘อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน’ เพิ่งมีขึ้นเมื่อปี 1981 ระยะเวลาห่างกันถึง 69 ปี และปัจจุบันนี้คือปี 2021 นั่นหมายความว่าชาวบ้าน ‘ใจแผ่นดิน’ ที่ถูกอพยพให้มาอยู่บางกลอยล่างนั้น ตั้งรกรากในพื้นที่มาแล้วกว่า 100 ปี

ในปี 1996 เจ้าหน้าที่อุทยานได้อพยพชาวชาติพันธุ์จากใจแผ่นดิน ลงมาที่บ้านโป่งลึก-บางกลอยล่าง โดยสัญญาว่าจะจัดสรรที่ดินให้ทำกิน ส่วนหนึ่งได้รับการจัดสรรที่ดิน แต่ปลูกข้าวไม่ได้หรือที่ดินเป็นหิน ชาวบ้านอีกส่วนไม่ได้รับการจัดสรรทั้งที่ดินทำกินและอยู่อาศัย รวมถึงเข้าไม่ถึงโครงการช่วยเหลือ ทำให้บางส่วนตัดสินใจกลับไปยัง’ใจแผ่นดิน’

ผ่านไปจนถึง 2011 ชาวบ้านที่อพยพกลับไปในใจแผ่นดินถูก ‘กวาดล้าง’ ให้กลับมาอยู่ที่บางกลอยล่าง ที่พักและยุ้งข้าวถูกทำลาย บางรายถูกจับขังคุก การกวาดล้างครั้งนั้นถูกเรียกว่า ‘ยุทธการตะนาวศรี’ โดยในรายงานอ้างว่าชาวบ้านเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลบหนีมาจากประเทศเพื่อนบ้าน เป็นอันตรายต่อความมั่นคง

“เมื่อพิจารณาจากการเผาบ้านเรือนของคนกะเหรี่ยงแก่งกระจาน เรื่องชนกลุ่มน้อยซึ่งสื่อมวลชนก็ใช้กัน ปรากฎในเอกสารอย่างเป็นทางการของโครงการปฏิบัติการผลักดัน มีนัยว่าชนกลุ่มน้อยไม่ใช่เรา อาจทำให้เข้าใจว่าเป็นคนพม่า ในเอกสารทางการก็ระบุคำว่าเคเอ็นยู การใช้คำว่าบุกรุก ผู้ทำลายป่า และเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เป็นการสร้างภาพว่าคนเหล่านี้เป็นคนอื่น” – ‘ขวัญชีวัน บัวแดง’ อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวในงานเสวนา ‘กระเหรี่ยงแก่งกระจาน สิทธิมนุษยชนและปัญหาการจัดการป่าไม้’ เมื่อปี 2011

จากเหตุการณ์เผาบ้านเรือนนั้นทำให้ชาวบ้านบางกลอยออกมาฟ้องร้องกรมอุทยาน จนกระทั่งได้รับค่าเสียหายชดเชย แต่ก็ยังไม่สามารถกลับคืน ‘ถิ่น’ ที่จากมาได้

“เราไม่ได้ต้องการท้าทายอำนาจรัฐ แต่มา (ชุมนุม) เพื่อปากท้อง หากเจ็บป่วยก็อยากตายที่บ้าน พวกเรายืนยันจะอยู่ที่ใจแผ่นดิน จะไม่ไปไหน ที่ผ่านมาเราเสียมาเยอะแล้ว ครั้งนี้อยากให้พี่น้องในเมืองช่วยส่งเสียงว่าใจแผ่นดินมีอยู่จริง” – ‘พงษ์ศักดิ์ ต้นน้ำเพชร’ ชาวปกากะเญอบ้านบางกลอย กล่าวในการเสวนาหน้าทำเนียบรัฐบาลวันที่ 15 ก.พ. นี้

อ้างอิง
Isra News: https://bit.ly/2Ozc6Da
Matichon: https://bit.ly/2ZnuhOi
ภาพ: https://bit.ly/3u35T2I

ไม่เพียงแค่กลุ่มชาวบ้านเอง แต่คนที่ออกมาเรียกร้อง ‘สิทธิมนุษยชน’ ของชาวชาติพันธุ์ที่บางกลอย กลับถูกลอบสังหารและอุ้มหาย แม้จะไม่รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังที่แท้จริง แต่หลายคนเชื่อว่ามันเกี่ยวข้องกับ ‘ป่าแก่งกระจาน’ ที่อาศัยของชาวชาติพันธุ์กะเหรี่ยงดั้งเดิม

เหตุการณ์ที่โด่งดัง หลักๆ มี 2 เหตุการณ์ คือ 1. เหตุลอบยิง ‘ทัศน์กมล โอบอ้อม’ นักการเมืองท้องถิ่นที่ออกมาเปิดเผยการกระทำอันโหดร้ายของเจ้าหน้าที่รัฐต่อชนพื้นเมืองในป่า 2. เหตุบังคับสูญหาย ‘บิลลี่-พอละจี รักจงเจริญ’ ชาวชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบางกลอยที่ออกมาต่อสู้เรียกร้องสิทธิในการกลับ ‘บ้าน’ ของพวกเขา ทว่าอาจมีเหตุการณ์อื่นๆ ที่ยังไม่ถูกบันทึกด้วยซ้ำ

ทัศน์กมล โอบอ้อม เป็นหนึ่งในผู้ประสานงานชาวกะเหรี่ยง ที่ออกมาเคลื่อนไหวร่วมกับชาวกะเหรี่ยงดั้งเดิมที่ถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อพยพ ผลักดันออกจากป่าโดยใช้ความรุนแรงและละเมิดสิทธิมนุษยชน เขาถูกลอบยิงในวันที่ 10 ก.ย. 2011 ภายหลังจากร่วมงานเสวนา ‘กะเหรี่ยงแก่งกระจาน สิทธิมนุษยชนและปัญหาการจัดการป่าไม้’ ได้เพียงแค่สองวัน

ก่อนหน้านี้เขาถูกระบุว่าเป็น ‘บุคคลต้องห้ามในเขตอุทยานฯ แก่งกระจาน’ เนื่องจากการออกมาเปิดเผยความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับชาวชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่บริเวณบางกลอย-ใจแผ่นดิน ภายหลังจากการเสียชีวิตของทัศน์กมล บิลลี่กลายเป็นตัวแทนชาวบ้านเรียกร้องความเป็นธรรม เพราะเป็นคนที่มีความรู้ภาษาไทยมากที่สุด ทว่าเขาก็หายไปในวันที่ 17 เม.ย. 2014 ระหว่างเตรียมข้อมูลเพื่อต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม โดยมีผู้พบเห็นครั้งสุดท้ายว่า เจ้าหน้าที่อุทยานเข้าไปควบคุมตัว

การลอบยิงและบังคับสูญหายนี้ เริ่มมาจากเดือน ก.ค. 2011 ปู่ ‘คออี้’ ผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวชาติพันธุ์บริเวณบางกลอย-ใจแผ่นดิน รวมกับชาวบ้านกลุ่มหนึ่งยื่นฟ้องกรมอุทยานฯ ข้อหานำกำลังเข้ารื้อทำลายเผาบ้านเรือนทรัพย์สินของชาวกะเหรี่ยงกว่า 20 ครอบครัว หลังจากใช้เวลาผ่านไปเกือบ 3 ปีศาลปกครองกลางจะเรียก “พยาน” เข้าให้ข้อมูลในเดือนพ.ค. 2014 แต่บิลลี่ที่เป็นพยานปากเอกของคดีกลับหายตัวอย่างลึกลับเมื่อ 1 เดือนก่อน

“บิลลี่มีความสำคัญกับคดีเป็นอย่างมาก เพราะเป็นคนเดียวที่พูดและเขียนภาษาไทยได้ดี เป็นล่ามแปลภาษาให้ชาวกะเหรี่ยง เป็นแกนนำของชาวบ้านและเป็นหัวแรงหลักในการฟ้องร้องคดี การหายตัวไปของบิลลี่จึงเกี่ยวโยงกับคดีโดยตรง” – ‘สุรพงษ์ กองจันทึก’ ประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชน ด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ ในขณะนั้นได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน

ในการหายตัวไปเมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2014 เจ้าหน้าที่อุทยานได้ยอมรับว่ามีการจับกุมตัวจริง แต่ได้ปล่อยตัวไปแล้ว จนเกิดการฟ้องร้องเจ้าหน้าที่อุทยานขึ้น แต่ถูกยกฟ้องในเดือนก.ย.ปีเดียวกัน เพราะว่า ‘หลักฐานไม่เพียงพอ’

“พี่บิลลี่เคยบอกว่า ถ้าวันใดวันหนึ่งเขาเดินทางออกมาจากป่าเด็งมาถึงบางกลอยแล้วเขาหายไป ไม่ต้องเป็นห่วงเขานะ ไม่ต้องตามหาเขานะ ให้รู้เลยว่าเขาถูกฆ่าตาย เขาพูดให้ฟังนะ เพื่อนสนิทเขาก็พูดให้ฟังอย่างนี้” – ‘มึนอ-พิณนภา พฤกษาพรรณ’ ภรรยาของบิลลี่เล่าไว้

หลังจากนั้น 4 ปี (ปี 2018) DSI พบ กระดูกมนุษย์ใกล้ถังน้ำมัน ส่วนกระโหลกมีรอยไหม้และแตกร้าว และมีการยืนยันว่ากระดูกนี้เป็นของบิลลี่ นั่นหมายความว่ามีการเผาทำลายเพื่ออำพรางคดีเกิดขึ้น ซึ่งเป็นหลักฐานชัดเจนว่านี่คือ ‘คดีฆาตกรรม’ ส่งผลให้ศาลอาญามีอนุมัติหมายจับ ‘ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร’ หัวหน้าอุทยานฯ แก่งกระจานในขณะนั้น และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ในคดีบิลลี่

ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ที่โดนหมายจับคนนี้เป็นคนเดียวกับที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีลอบยิงทัศน์กมล โอบอ้อม ที่กล่าวไปข้างต้น แต่เขาถูกยกฟ้องทั้งสองคดี เนื่องจากมีหลักฐานไม่เพียงพอ นั่นหมายความว่าปัจจุบันนี้ไม่ว่าจะเป็นกรณีทัศน์กมล โอบอ้อม หรือ พอละจี รักจงเจริญ ก็ยัง ‘ไม่สามารถหาตัวผู้กระทำผิด’ และผู้อยู่เบื้องหลังมาดำเนินคดีตามกฎหมายได้ และเราก็ยังต้องรอดูข้อสรุปต่อไปว่า ‘ใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง’ ในทั้งสองคดีนั้นอยู่

“นี่คือการทำลายความเป็นคนของชาวบ้านอย่างไร้มนุษยธรรมทั้งสิ้น ถ้าคุณและครอบครัวถูกกระทำอย่างนี้จะรู้สึกอย่างไร ไม่เพียงแค่ทำให้ชุมชนบางกลอยสิ้นไร้ซึ่งสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่ไม่เหลือสภาพความเป็นคนไปด้วย” – ‘เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์’ ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และอดีตกรรมการปฏิรูป (คปร.) จากข้อความที่โพสต์ถึง ‘วราวุธ ศิลปอาชา’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยให้ทบทวนเรื่องชุมชนบางกลอยใหม่ และ ‘อย่าเอาอนาคตทางการเมืองมาเสี่ยงกับอคติของเจ้าหน้าที่’

อ้างอิง
ThaiPBS: https://bit.ly/2N8ZNx7
PostToday: https://bit.ly/3anHX22
Prachatai: https://bit.ly/3qq02SShttps://bit.ly/3k4kExP
PPTV: https://bit.ly/3di9QL6
Amnesty: https://bit.ly/3ap1RtS
ภาพ: kim chaisukprasert

ซึ่งมันรุนแรงมากเกินกว่าจะบรรยายความรุนแรงเหล่านี้ที่ไม่ควรมีใครได้รับ

#ได้โปรดอย่าให้เรื่องนี้เงียบหาย #Saveบางกลอย
#Ethnicgroup #EthnographyInThailand
#Diversity #Inclusivity #Equality

Content by Va/Waranya Buranakarn
Graphic by Napaschon Boontham

อ้างอิง
Ratsadon News: https://bit.ly/2NxVnQ1
101 World: https://bit.ly/2OCES5P
Post Today: https://bit.ly/3k4kO8p
Prachatai: https://bit.ly/3rVhizI
ภาพ: https://bit.ly/2NsPRhU
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

- Advertisement -
วา/วรัญญา บูรณากาญจน์
วา/วรัญญา บูรณากาญจน์
Self-proclaimed visual artist, part-time journalist, full-time bullshit. Meet me virtually at @vavantgarde (instagram)
นภัสชล บุญธรรม
นภัสชล บุญธรรม
Illustrator & Graphic Designer