‘Identity Politics’ – การสร้างการยอมรับซึ่งอัตลักษณ์ทางการเมือง จะสร้างความเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างได้จริงหรือ?

- Advertisement -

- Advertisement -

การเมืองในแบบมาร์กซิสต์ที่มุ่งไปสู่การเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคนคือ ‘การปฏิวัติ’ แต่การเมืองอัตลักษณ์คือ ‘การถูกยอมรับทางการเมือง’

รู้จักหรือคุ้นเคยกับขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเหล่านี้ไหม? การต่อสู้ของขบวนการกลุ่มคนชายขอบ เกย์ เลสเบี้ยน ขบวนการสิทธิสตรี ขบวนการของกลุ่มชาติพันธุ์ คนผิวสี ขบวนการสิ่งแวดล้อม?

การเมืองอัตลักษณ์มักถูกหยิบยกไปใช้ในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมและแวดวงวิชาการอย่างเป็นวงกว้าง ซึ่งพูดถึงความแตกต่างหลากหลายและมุ่งเน้นที่จะสร้างการยอมรับทางการเมืองของความหลากหลายที่อยู่ในสังคม จนขึ้นชื่อว่าเป็นแนวคิดที่ก้าวหน้าที่สุดในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา แต่ขณะเดียวกันเราจะพาไปทำความเข้าใจถึงข้อถกเถียงของการเมืองชนชั้น ที่ในมุมหนึ่งถูกมองว่าไม่สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ต้นตอของปัญหา รวมทั้งยังอาจจะก้าวไม่พ้นการแบ่งแยกความเป็นเราและความเป็นอื่น

SPECTROSCOPE: ข้อถกเถียงการเมืองอัตลักษณ์ การเคลื่อนไหวเพื่อสร้างการยอมรับทางการเมืองต่อความหลากหลายมันเพียงพอไหม?

เคลื่อนไหวทางสังคมในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ได้มีการหยิบยกเอาแนวคิดการเมืองเชิงอัตลักษณ์ (Identity Politics) มาใช้อย่างเป็นวงกว้าง เนื่องจากความนิยมต่อแนวคิดการเปลี่ยนแปลงแบบปฏิวัติของขบวนการคอมมิวนิสต์ที่มีมาก่อนหน้าลดลง ผนวกกับกระแสเรื่องความเป็นพหุวัฒนธรรมได้รับความสนใจมากขึ้น โดยการเมืองเชิงอัตลักษณ์ให้ความสำคัญกับการต่อสู้เพื่อให้อัตลักษณ์ตัวตนของคนชายขอบกลุ่มต่าง ๆ ได้รับการยอมรับในสังคมมากขึ้น จนกลายมาเป็นหลักในการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะในประเทศโลกที่สามที่มักผลักดันประเด็นเรื่อง กลุ่มคนชายขอบ กลุ่มชาติพันธุ์ และสิทธิชุมชน กลายเป็นกรอบวาระหลักของนักวิชาการ

แนวคิดการเมืองอัตลักษณ์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีความแตกต่างกับการเมืองชนชั้นที่เคยมีความรุ่งโรจน์ในอดีตราวกับเป็นเส้นขนาน เนื่องจากการเมืองอัตลักษณ์ไม่ได้มองว่าชนชั้นเป็นเงื่อนไขที่สำคัญที่สุดในการต่อสู้ แต่มีเรื่องเพศ เชื้อชาติ ศาสนา และอื่น ๆ มีความสำคัญพอกัน ซึ่งกลายมาเป็นการเมืองที่ว่าด้วยความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่เราต้องยอมรับ และอยู่ร่วมกันให้ได้ในสังคมแบบอดทนอดกลั้น แทนที่จะวางตัวอยู่ในความแตกต่างทางชนชั้น ที่จะนำไปสู่สร้างสำนึกร่วมกันของมวลชนเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบบที่กดขี่ผู้คนจำนวนมาก

จากเดิมในยุคศตวรรษที่ 19 ถึงกลางศตวรรษที่ 20 แนวคิดการเมืองชนชั้น (Class Politics) เป็นแนวคิดที่สำคัญที่ว่าด้วยการรวมตัวกันของชนชั้นแรงงานที่เป็นพลังสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองในแง่ของความขัดแย้งทางชนชั้น ซึ่งในขณะนั้นชนชั้นไม่ได้มีความเป็นอัตลักษณ์ แต่ชนชั้นเป็นเพียงการบ่งบอกสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้น ขบวนการต่อสู้ทางชนชั้นจึงเป็นการต่อสู้กับระบบที่กดขี่แรงงาน ไม่ได้เป็นการต่อสู้เพื่อให้ได้รับการยอมรับทางสังคม

การเมืองชนชั้นจึงไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการเมืองอัตลักษณ์ เนื่องจากเป็นการอดทนต่ออำนาจรัฐและทุนนิยมที่พยายามจัดจำแนกให้อยู่ในสถานะที่เป็นรอง และทำให้ยอมรับการถูกกดขี่ทางสังคมอยู่ดี แทนที่จะเน้นสร้างความร่วมมือของมวลชนเพื่อโค่นล้มระบบที่กดขี่ผู้คน ซึ่งจะนำไปสู่สภาวะ “ความเป็นสากล” ที่เปิดกว้างโดยไม่ต้องนิยามและปราศจากการจัดจำแนกกันในสังคม รวมถึงกลุ่มนักวิชาการซ้ายใหม่ก็ได้วิจารณ์ว่า สุดท้ายแล้วการเคลื่อนไหวดังกล่าวกลับผลิตซ้ำเส้นแบ่งระหว่าง “พวกเขา/พวกเรา” และกีดกันคนอื่นออกไป ซึ่งเป็นการตอกย้ำความเจ็บปวดและความไร้อำนาจของกลุ่มอัตลักษณ์ที่เป็นรอง

“ไร้อนาคต” คือประเด็นที่การเมืองอัตลักษณ์ถูกกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงในช่วงทศวรรษที่ผ่านมามากที่สุด เนื่องจากการเมืองเชิงอัตลักษณ์ไม่แตะต้องโครงสร้างความอยุติธรรมของสังคม ซึ่งท้ายที่สุดแล้วมันจะไม่นำไปสู่การสร้างการเปลี่ยนแปลงใด ๆ พร้อมทั้งยังจะกลับไปสร้างความชอบธรรมให้อัตลักษณ์บางอย่างให้เหนือกว่าอีกด้วย เช่น การพยายามทำให้ LGBT+ ได้รับการยอมรับว่าเป็นเลสเบี้ยน เกย์ ไบเซ็กชวล ทรานส์เจนเดอร์ ภายใต้การอยู่ใต้ระบบคิดคู่ตรงข้ามแบบชายหญิง

ข้อโต้แย้งจากการเมืองอัตลักษณ์ – ตัวอย่างการเคลื่อนไหวทางสังคมจากแนวคิดการเมืองเชิงอัตลักษณ์ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของการเปลี่ยนแปลงที่จะนำไปสู่สภาวะที่ปราศจากการจัดจำแนก คือ ขบวนการเฟมินิสต์ ที่เป็นการการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นธรรมและความเท่าเทียมทางเพศ ซึ่งในท้ายที่สุดหากขบวนการเฟมินิสต์บรรลุเป้าหมายของข้อเรียกร้องแล้วนั้นก็จะสามารถสร้างจุดอ้างอิงร่วมกันเพื่อคลี่คลายปัญหาของความแตกต่างทางอัตลักษณ์ออกได้ กล่าวคือ

เฟมินิสต์เป็นขบวนการที่เกิดขึ้นเพื่อตอบโต้โครงสร้างที่อยุติธรรมจากโครงสร้างชายเป็นใหญ่ ไม่ใช่การขจัดคู่ตรงข้ามของความขัดแย้งออกไปแล้วให้อำนาจกับผู้หญิง แต่กลับเป็นการปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างเพศ เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมทางกันของเพศต่าง ๆ โดยมีการดึงเอากลุ่มคนที่หลากหลายเข้าร่วมขบวนการซึ่งรวมไปถึงตัวผู้ชายเอง สุดท้ายเมื่อบรรลุเป้าเหมายข้อเรียกร้องเพศก็จะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป เนื่องจากประเด็นทางเพศก็จะค่อย ๆ เลือนหายจนไปสู่สภาวะความเป็นสากลที่ไม่ต้องนั่งจัดจำแนกเพศกันอีกต่อไป

ขณะเดียวกัน ขบวนการเคลื่อนไหวของเฟมินิสต์ในไทยได้มีการเอาแนวคิดอำนาจซ้อนทับ (Intersectional) มาใช้มากขึ้น โดยเป็นการทำความเข้าใจอัตลักษณ์แบบไม่แยกส่วนไม่ว่าจะเป็น เพศ ผิว ชนชั้น ชาติพันธุ์ การศึกษา ศาสนา หรือ ความเชื่อทางการเมือง ซึ่งจะมองว่าคน ๆ หนึ่งมีอัตลักษณ์ที่หลากหลายและทับซ้อนกัน เมื่อบุคคลนั้นมีอัตลักษณ์ที่เป็นชายขอบจากการที่โครงสร้างสังคมจัดวางให้แล้วนั้น การกดทับทางสังคมและอำนาจในการกดขี่ของแต่ละคนจะแตกต่างออกไป เช่น ผู้หญิงแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานในเมืองใหญ่กับผู้หญิงที่เป็นดารามีชื่อเสียง ก็จะมีประสบการณ์การถูกกดขี่ที่แตกต่างกัน

จะเห็นได้ว่าการถกเถียงแนวคิดในแวดวงวิชาการและการเคลื่อนไหวทางสังคมเกิดขึ้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพื่อจะนำไปสู่การพัฒนาองค์ความรู้ที่ก้าวไปพร้อมกับการพัฒนาของสังคม และเป็นการตั้งคำถาม แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งเป็นการพัฒนาเครื่องมือทางความคิดที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมร่วมกันอย่างเหมาะสมกับบริบทของสังคม โดยไม่ได้ยึดโยงกับคำตอบที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียวอย่างตายตัว เนื่องจากการเคลื่อนไหวทางสังคมเป็นสิ่งที่คาดเดายาก และไม่ได้เป็นการสร้างความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกที่นำไปสู่สังคมที่ดีขึ้นเสมอไป

สังคมที่สร้างบรรยากาศให้เอื้อต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ที่จะออกมาเรียกร้องต่อสู้ ต่อรอง กับความอยุติธรรมที่อยู่ตรงหน้า และเสรีภาพทางวิชาการ ที่มีการพูดคุย ตั้งคำถาม ท้าทาย ตรวจสอบเครื่องมือทางความคิดดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นกุญแจสำคัญของการพัฒนาไปสู่สังคมในทิศทางที่เหมาะสมได้ในท้ายที่สุด

#IdentityPolitics #ClassPolitics #Intersectional #SocialMovement

Content by Phusit Phumeekham
Graphic by Chutimol k.
Edited by SPECTRUM Editorial Team

อ้างอิง
วารสารสังคมศาสตร์ (2556) : https://bit.ly/3oVJu5V
Feminista : https://bit.ly/3zYXeDh
SPECTRUM : https://bit.ly/3d2AARr
SPECTRUM : https://bit.ly/3QnjdcB
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

- Advertisement -
SPECTRUM
SPECTRUM
พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน