7 ความคิด ‘Benevolent Sexism’ การเหยียดเพศในคราบ ‘เจตนาดี’ เมื่ออคติทางเพศแฝงตัวมาในรูปแบบความหวังดี ส่งต่อบทบาทเพศที่ทำร้ายทั้งหญิง-ชาย-LGBT+

- Advertisement -


“เพศหญิงคือเพศแม่ที่เสียสละ”
“โลกนี้สวยงามขึ้นเมื่อมีผู้หญิง”
“ผู้หญิงเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าทะนุถนอม”

ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ดีที่ผู้หญิงมักจะได้รับคำชมเหล่านี้บ่อย ๆ แต่เชื่อหรือไม่ว่าคำชมเหล่านี้อาจกำลังเป็นการเหยียดเพศอยู่แบบไม่รู้ตัว?

เมื่อพูดถึงการเหยียดเพศ (sexism) เรามักจะนึกถึงการเหยียดเพศที่โจ่งแจ้ง เต็มไปด้วยอคติและความเกลียดชังที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงต่อเพศนั้น ๆ เช่น การเลือกปฏิบัติ การด่าท่อ ไปจนถึงการทำร้ายร่างกาย

แต่การเหยียดเพศนั้นสามารถแฝงตัวมาในรูปแบบของคำชมหรือความใจดีได้ โดยที่คนพูดนั้นก็อาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่านั่นคือการเหยียดเพศ เราเรียกสิ่งนั้นว่า ‘benevolent sexism’ หรือ ‘การเหยียดเพศในคราบเจตนาดี’ ที่มักนำภาพจำแบบเหมารวม (stereotypes) ของเพศนั้น ๆ มาเป็นคำชม และตอกย้ำให้ภาพจำนั้นกลายเป็นบรรทัดฐานของสังคมอย่างไม่รู้ตัว และนำไปสู่อคติทางเพศต่อทุก ๆ เพศในสังคม

และแม้คุณจะเป็นคนหนึ่งที่ให้ความสำคัญต่อความเท่าเทียมทางเพศ และกำลังพยายามช่วยกันต่อต้านการเหยียดเพศในทุก ๆ รูปแบบ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นเรื่องยากที่จะรับมือเมื่ออคติทางเพศนั้นอยู่ในรูปแบบของคำชมหรือความเอ็นดู เพราะหากแสดงความไม่พอใจออกไปก็จะถูกมองว่า ‘คิดมาก’ จนเกินไป และ ‘เสียมารยาท’

วันนี้เราจึงอยากชวนทุกคนมาดูความคิดที่ถือว่าเป็นการเหยียดเพศในคราบเจตนาดี เพื่อให้ได้รู้ว่า คำพูดหรือการกระทำที่เต็มไปด้วยความหวังดี ดูไม่มีพิษมีภัย แต่จริง ๆ แล้วมันส่งผลเสียอย่างไร และทำไมเราควรถึงเลิกให้คำชม หรือทำดีกับใครสักคนหนึ่งจากคุณสมบัติทางเพศนั้น ๆ ของเขา

- Advertisement -

การชมว่าผู้หญิงมีสัญชาติญาณความเป็นแม่ เป็นการส่งต่อการเหมารวมที่ว่าผู้หญิงทุกคนเกิดมาจะต้องมีความต้องการเป็นแม่คน และมีความสามารถในการเลี้ยงลูกได้ ‘โดยธรรมชาติ’

จริงอยู่ที่ว่าเพศหญิงเป็นเพศที่สามารถตั้งครรภ์ได้ แต่ไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนที่อยากจะมีลูก และไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนที่สามารถมีลูกได้

การเชิดชูผู้หญิงจาก ‘สัญชาตญาณ’ ความเป็นแม่ จึงสร้างบรรทัดฐานของสังคมที่วัดคุณค่าผู้หญิงจากการที่พวกเธอต้องยอมเสียสละทั้งร่างกายและจิตใจเพื่ออุ้มครรภ์ เลี้ยงดูลูกจนโต รวมทั้งยังเป็นการกดดันอยู่กลาย ๆ ว่า ความสำเร็จอย่างหนึ่งของชีวิตผู้หญิงคือการมีลูก และเมื่อพวกเธอไม่อยากหรือไม่สามารถมีลูก ก็จะโดนตัดสินจากสังคมว่าเป็นผู้หญิงที่ผิดแปลกออกไป หรือเป็นผู้หญิงที่ล้มเหลว

นอกจากนี้ สัญชาตญาณความเป็นแม่นั้นเป็นแค่ ‘ความเชื่อ’ เท่านั้น โดยมีการยืนยันจาก ดอกเตอร์ แคทเธอรีน มองคค นักจิตวิทยา และ ศาสตราจารย์ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ สูติศาสตร์ และ นรีเวชศาสตร์ ณ ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา ว่าคนเราสามารถพัฒนาความรู้สึกการเป็นผู้ดูแลลูกของตัวเองได้ไม่ว่าจะเพศไหนก็ตาม และนั่นไม่ใช่ ‘สัญชาติญาณ’

ในขณะเดียวกัน คำชมนี้ยังเป็นการส่งต่อบทบาททางเพศที่ว่าผู้หญิงเกิดมาเพื่อเป็นภรรยาของผู้ชาย และหน้าที่ผลิตและเลี้ยงดูลูก ในขณะที่ผู้ชายไม่ต้องโดนสังคมตั้งคำถามถ้าพวกเขาไม่อยากมีลูกหรือไม่อยากมีภรรยา อย่างที่เราไม่เคยได้ยินคำว่า ‘เพศพ่อ’ หรือ ‘ผู้ชายมีสัญชาตญาณความเป็นพ่อ’

ผู้หญิงมักถูกมองว่าเป็นเพศที่ ‘น่ารักน่าทะนุถนอม’ ทำให้ในบางครั้งมักได้รับการปกป้องหรือความช่วยเหลืออะไรบางอย่างเป็นพิเศษ เช่น การลุกให้ผู้หญิงนั่งบนรถไฟฟ้า การเปิดประตูให้ผู้หญิง หรือการได้รับการเสนอความช่วยเหลือจากผู้ชายเมื่อต้องถือของหนัก ๆ

จริงอยู่ที่ว่าการยื่นความช่วยเหลือให้คือการแสดงออกถึงน้ำใจที่มนุษย์มีให้ต่อกัน และไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด แต่หากการช่วยเหลือนั้นเป็นเพราะมองว่าอีกฝ่ายเป็น ‘เพศหญิง’ ที่มีความอ่อนแอและบอบบางกว่าเพศชาย จนทำให้รู้สึกว่า ‘ต้อง’ ช่วยเหลือ ก็นับว่าเป็นการเหยียดเพศในคราบเจตนาดีเช่นเดียวกัน

และการมองว่าผู้หญิงเป็นเพศที่อ่อนแอ ทำให้ผู้หญิงมักถูกกีดกันจากงานหรือกิจกรรมบางอย่างที่มี ‘ความเป็นชาย’ หรือเป็นงานที่ต้องใช้ความแข็งแรง และใช้สมอง เพราะถูกกรอบอคติทางเพศกำหนดไว้แล้วว่าเป็นเพศที่อ่อนแอ ไม่เหมาะกับอะไรยาก ๆ เช่นในสายงาน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (STEM) นั้นมีผู้หญิงน้อยกว่า 25% เพียงเท่านั้น

ขณะเดียวกัน นี่ก็เป็นการตอกย้ำถึงบทบาททางเพศของผู้ชายว่าควรเป็นเพศที่แข็งแรง และมีหน้าที่ช่วยเหลือ ปกป้องผู้หญิง จนในหลาย ๆ ครั้งก็ทำให้เกิดปัญหาผู้ชายถูกคาดหวังให้เสียสละให้ผู้หญิง และเมื่อไม่ทำก็จะโดนสังคมประณาม อย่างที่เราได้เห็นโพสต์ผู้ชายไม่ยอมลุกให้ผู้หญิงนั่งบนรถไฟฟ้าพร้อมข้อความประชดประชันและต่อว่าผู้ชาย

ดังนั้น หากเราเปลี่ยนความคิดและมองการยืนมือให้ความช่วยเหลือเป็นการแสดงน้ำใจที่ ‘มนุษย์’ คนหนึ่งมอบให้ ‘มนุษย์’ อีกคนหนึ่ง เราก็จะสามารถช่วยลดความคาดหวังต่อบทบาททางเพศได้ และเลิกมองว่าเพศไหนแข็งแรงกว่า เพศไหนอ่อนแอกว่า เพราะทุก ๆ เพศนั้นเท่าเทียมกัน

การชื่นชมผู้หญิงว่าเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ ใสซื่อ โดยเฉพาะเรื่องเพศ ทำให้สังคมคาดหวังให้ผู้หญิงไม่แสดงออกถึงเรื่องเพศได้อย่างตรงไปตรงมาเหมือนที่ผู้ชายสามารถทำได้ เมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเธอแสดงออกในเรื่องนี้ ก็จะโดนสังคมรอบข้างมองว่าเป็นผู้หญิงไม่ดีที่ผิดแปลกออกไปจากขนบที่สังคมวาดไว้

เช่นเดียวกัน การใช้ความบริสุทธิ์ในการให้คุณค่าของผู้หญิงทำให้อิสระในร่างกายของพวกเธอถูกลิดรอนไป เช่นประเด็นในการแต่งกาย ผู้คนมักจะชื่นชมผู้หญิงที่แต่งตัวมิดชิด มองว่าพวกเธอคือผู้หญิงที่รู้คุณค่าของตัวเองและปกปิดเอาไว้เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ผุดผ่อง ในขณะที่ผู้หญิงที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าน้อยชิ้นกลับถูกมองว่าสูญเสียความบริสุทธิ์ในตัวเอง ทำให้คุณค่าของตัวเองน้อยลงไปด้วย

อีกสิ่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นได้ชัดในสังคมคือ ไอดอลหญิงที่มีภาพลักษณ์ สดใส แต่งตัวน่ารัก และดูเป็นเด็กสาวบริสุทธิ์ มักจะเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่แฟนคลับผู้ชาย และเมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเธอเปิดตัวว่ามีแฟน ความนิยมก็จะลดน้อยลง จนในบางครั้งถึงกับถูกแฟนคลับด่าทอ แสดงให้เห็นว่าการชื่นชมผู้หญิงในฐานะ ‘เพศที่มีความบริสุทธิ์’ กำลังเป็นการทำร้ายผู้หญิงอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ต้องการติดอยู่ในกรอบบรรทัดฐานของสังคม

เป็นความจริงที่น่าเศร้าว่า ภายใต้โลกปิตาธิปไตย ร่างกายของผู้หญิงมักถูกทำให้เป็นเพียงแค่วัตถุที่คอยมาเติมแต่งความสวยงามให้กับโลกใบนี้ หลาย ๆ ครั้งในหลาย ๆ วงการก็จะได้เห็นการที่ผู้หญิงถูกชมว่าพวกเธอเป็นดั่งเครื่องประดับที่ทำให้บรรยากาศดีขึ้น

อย่างที่เห็นได้ชัดในสังคมไทยก็เช่น การที่เหล่าผู้หญิงที่ทำงานในสภาฯ มักถูกมองเป็นเครื่องประดับเพียงเท่านั้น พวกเธอมักถูกนักการเมืองชายเรียกว่า ‘คนสวย’ เพื่อลดทอนความจริงจังและความน่าเชื่อถือของพวกเธอเมื่อต้องอภิปรายในสภาฯ โดยสื่อก็มักจะให้ความสนใจลักษณะภายนอก ความสวยงาม หน้าตา และการแต่งตัวของนักการเมืองหญิงมากกว่าความสามารถและเนื้อหาที่พวกเธอต้องการจะพูด

หรือในแวดวงภาพยนตร์ที่มักใส่ตัวละครหญิงในบทสนับสนุน และออกแบบให้พวกเธอมีความเซ็กซี่ ยั่วยวน (sexualization) ใส่ชุดรัดรูป และมีสัดส่วนรางกายตามแบบฉบับผู้หญิงในอุดมคติ เพื่อเซอร์วิสแฟนคลับผู้ชาย แม้ว่าในช่วงหลัง ๆ จะมีการเริ่มพยายามให้ผู้หญิงรับบทนำมากขึ้น และออกแบบตัวละครหญิงโดยไม่เน้นความเซ็กซี่เพื่อเซอร์วิสคนดูอย่างเรื่อง ‘Charlie’s Angels (2019)’ หรือ ‘Birds of Prey’ แต่ก็ยังคงมีกระแสความไม่พอใจของแฟนหนังอยู่พอสมควร

นอกจากนี้คำชมดังกล่าวมักถูกใช้กับผู้หญิงที่มีลักษณะตรงกับมาตรฐานความงาม (beauty standard) และผู้หญิงที่มีความอ่อนหวาน น่าเอ็นดู แต่เพียงเท่านั้น เป็นการตอกย้ำกรอบรูปแบบความสวยแบบที่สังคมต้องการ และผลักไสผู้หญิงอีกจำนวนมากที่ไม่ตรงกับมาตรวัดความงามนี้ออกไป ทำให้เกิดการวัดคุณค่าของตัวเองจากรูปลักษณ์ภายนอกที่ต้องทำตามมาตรฐานความงามให้ได้มากที่สุดเพื่อจะเป็นที่ยอมรับของสังคม

ผู้หญิงมักถูกมองว่าเป็นเพศที่มีความประณีตและละเอียดอ่อนมากกว่าผู้ชาย สิ่งหนึ่งเพราะบทบาทเพศได้กำหนดให้เพศหญิงเป็นเพศที่ต้องคอยสนับสนุนผู้ชาย เป็น ‘ช้างเท้าหลัง’ ที่คอยใส่ใจรายละเอียดต่าง ๆ และชุดความคิดแบบนี้ถูกส่งต่อกันมาตั้งแต่ในระดับครอบครัวที่มักสอนให้ลูกผู้หญิงมีระเบียบ เรียบร้อย ไปจนถึงในระดับโรงเรียนที่มักปลูกฝังให้ผู้หญิงต้องละเอียดอ่อน ไม่ทำตัวแก่นซนเหมือนผู้ชาย

ความคาดหวังนี้ทำให้ผู้หญิงมักถูกมองว่าเหมาะสมกับตำแหน่งการงานที่ต้องใช้ความละเอียด รอบคอบ มากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะสายงานที่ต้องรับรองความต้องการของอีกฝ่าย เช่น งานบริการ งานเลขา หรืองานทำความสะอาด มักถูกจัดให้เป็นงานของผู้หญิงเนื่องด้วยการเหมารวมที่กลายเป็นภาพจำไปแล้วว่าเพศหญิงคือเพศที่มีความสามารถใส่ใจรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ดีกว่าผู้ชาย

สิ่งนี้จึงทำให้เกิดอคติว่าผู้หญิงอาจไม่เหมาะกับการขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งสูง ๆ ได้ ซึ่งเราเรียกสิ่งนี้ว่า ‘เพดานแก้ว’ (glass ceiling) อุปสรรคอันมองไม่เห็นที่ทำให้ผู้หญิงรู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถขึ้นไปเป็นผู้นำได้แม้ว่าพวกเธอจะมีความสามารถมากแค่ไหนก็ตาม แต่อคติทางเพศที่สังคมมีต่อพวกเธอนั้นเป็นสิ่งที่คอยฉุดรั้งพวกเธอให้อยู่ในพื้นที่ที่กำหนดไว้ให้ผู้หญิงเพียงเท่านั้น

แน่นอนว่า การเหยียดเพศในคราบเจตนาดี ไม่ได้ส่งผลเสียต่อผู้หญิงเท่านั้น แต่ผู้ชายก็ได้รับผลเสียเช่นเดียวกัน การชมว่าผู้ชายมีความเป็นสุภาพบุรุษนั้นสะท้อนถึงความคาดหวังให้ผู้ชายเป็นเพศที่แข็งแกร่ง เป็นผู้ปกป้อง ที่ต้องคอยเสียสละให้กับผู้หญิง เพื่อที่จะได้รับการยอมรับว่ามีความเป็นชายตามแบบสังคมปิตาธิปไตย

หลายครั้งที่คำว่า ‘สุภาพบุรุษ’ ถูกใช้มาเพื่อชมผู้ชาย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นคำที่ใช้ทำร้ายผู้ชายได้เช่นเดียวกันเมื่อพวกเขาไม่สามารถทำตามบรรทัดฐานของสังคมที่กำหนดกรอบผู้ชายในอุดมคติไว้ อย่างที่เห็นได้บ่อย ๆ คือ การคาดหวังให้ผู้ชายเป็นฝ่ายเลี้ยงข้าวเมื่อไปออกเดทครั้งแรก หรือการคาดหวังให้ผู้ชายต้องยอมผู้หญิงในทุก ๆ เรื่อง

อีกทั้งยังมีการผลิตภาพซ้ำในสื่อกับการสรรเสริญผู้ชายที่มีความเป็น ‘สุภาพบุรุษ’ ผ่านละครและซีรีส์ต่าง ๆ เพื่อตอกย้ำคุณสมบัติอันถึงประสงค์ของความเป็นชาย ปลูกฝังให้เป็นเพศแห่งการปกป้อง และในขณะเดียวกันก็ทำให้ผู้หญิงกลายเป็นเพศที่ต้องถูกปกป้อง ซึ่งเป็นการทำร้ายทั้งเพศชายและเพศหญิงไปพร้อม ๆ กัน

ดังนั้น จะดีกว่าไหมหากเราจะลดความคาดหวังให้ผู้ชายทำอะไรสักอย่างเพียงเพราะเป็นบทบาทที่ถูกกำหนดไว้โดยโลกปิตาธิปไตย แต่หันมามองว่าพวกเขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่สิทธิแสดงน้ำใจและช่วยเหลือคนอื่นหรือไม่ก็ได้

“กะเทยเค้าเก่งนะ แล้วก็เป็นคนตลกด้วย” เป็นคำชมที่ LGBTQ+ พบได้มากที่สุด ที่มองแล้วเหมือนจะเป็นเรื่องดีที่คนในสังคมยอมรับในตัวพวกเขาได้มากขึ้นกว่าในอดีต แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ต้องถูกคาดหวังให้เป็นทั้ง ‘คนเก่ง’ และ ‘คนตลก’ ถึงจะได้เป็นที่ยอมรับจากคนรอบข้าง ซึ่งเป็นความคาดหวังที่เพศหญิงและชายผู้มีเพศสภาพตรงเพศกำเนิดไม่ต้องประสบ

การชมแบบนี้เป็นการสร้างความคาดหวังว่า ถ้าเป็นกะเทยแล้ว จะต้องมีลักษณะแบบนี้เท่านั้นถึงจะมีตัวตนอยู่ในสังคม ต้องเป็นกลุ่มคนที่พยายามมากกว่าเพศอื่น ๆ ถึงจะอยู่ในสังคมได้เหมือนกับคนอื่น ๆ ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วมนุษย์ทุกคนเกิดมามีคุณค่าในตัวเอง และการเป็นกะเทยไม่ได้มีเพียงแค่มิติเดียว หากแต่เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีความหลากหลายไม่แพ้เพศอื่น ๆ

ดังนั้น จะดีกว่าไหมถ้าหันมามองกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง ที่มีมิติในชีวิตหลากหลายแตกต่างกันไป และปฏิบัติกับพวกเขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ที่ไม่ต้องเก่ง และไม่ต้องตลก ก็สามารถได้รับการยอมรับจากทุก ๆ คนอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน

#BenevolentSexism #Equality

Content by Wattanapong Kongkijkarn
Graphic by Napas
อ่านคอนเทนต์เรื่องเพศอื่นๆ: https://bit.ly/3hhRUzp

อ้างอิง
Bustle: https://bit.ly/3FsF6VA
Entity: https://bit.ly/3DfVztE
Harvard Business Review: https://bit.ly/3DFkp7D
Healthline: https://bit.ly/3SKTwUb
Isra News: https://bit.ly/3sB1p3E
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

- Advertisement -
SPECTRUM
SPECTRUM
พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน