‘Toxic Femininity’ หญิงได้เปรียบหรือแค่ผลพลอยได้ของชายเป็นใหญ่ที่กดทับผู้หญิง?

- Advertisement -

- Advertisement -

 

ในยุคที่เรื่องเพศนั้นเป็นประเด็นที่มีการพูดคุยและถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง เราคงจะได้ยินคำว่า ‘Toxic masculinity’ (ความเป็นชายที่เป็นพิษ) กันมานับหลายครั้ง ซึ่งนี่เป็นคอนเซปที่ว่าด้วยการยึดติดกับลักษณะของเพศชายในอุดมคติของสังคมมากจนเกินไป ทำให้เกิดผลเสียต่อตัวผู้ชายและคนรอบข้าง เช่น ต้องเป็นคนเข้มแข็ง ไม่แสดงออกทางอารมณ์ เป็นผู้นำ มีความหยาบกระด้าง แข็งแรง และเป็นผู้ถืออำนาจเหนือกว่า

แต่ในขณะเดียวกัน ในระยะหลังก็เริ่มมีการพูดถึงคำที่เป็นขั้วตรงข้ามของความเป็นชายที่เป็นพิษ นั่นก็คือ ‘Toxic femininity’ (ความเป็นหญิงที่เป็นพิษ) ที่หลาย ๆ คนเข้าใจไปว่าคือการใช้ลักษณะความเป็นหญิงในการ ‘เอาเปรียบ’ ผู้ชาย หรือใช้ความเป็นหญิงเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิพิเศษบางอย่าง และนำคำนี้มาใช้โจมตีผู้หญิงและการเคลื่อนไหวกลุ่มสตรีนิยมอยู่บ่อย ๆ แล้วความจริงแล้วมันเป็นแบบนั้นจริง ๆ หรือเปล่า? ‘ความเป็นหญิงที่เป็นพิษ’ ทำให้ผู้ชายเป็นเหยื่อหรือเปล่า? หรือนั่นเป็นเพียงแค่ผลพลอยได้จากการกดทับผู้หญิงที่แอบซ่อนอยู่?

SPECTROSCOPE: ‘Toxic Femininity’ ความเป็นหญิงที่เป็นพิษ… หญิงได้เปรียบชาย หรือแค่ผลพลอยได้ของชายเป็นใหญ่ที่กดทับผู้หญิง?

#WhatIsToxicFemininity ? นิยามของ ‘ความเป็นหญิงที่เป็นพิษ’

คำดังกล่าวเกิดขึ้นมาหลังจากมีการเริ่มศึกษาในหมู่นักจิตวิทยาและนักวิจัย โดยหมายถึงการที่ผู้หญิงถูกบีบให้ปฏิบัติตามภาพ ‘ความเป็นหญิง’ ตามแบบแผนที่สังคมชายเป็นใหญ่กำหนดไว้ เพื่อให้ตนเองเป็นที่ยอมรับว่าเป็นผู้หญิงที่ ‘ดี’ ตามแบบฉบับ จนกลายเป็นพิษที่ย้อนกลับมาทำร้ายตัวผู้หญิงเอง

เป็นแม่บ้านแม่เรือน สุภาพอ่อนโยน มีสัญชาติญานความเป็นแม่ เป็นผู้ตามที่ดี รักนวลสงวนตัว ต้องโกนขน ต้องมีอกเอวโค้งเว้าดูน่าหลงไหล ฯลฯ ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของลักษณะทางเพศของผู้หญิงที่ถูกตีกรอบโดยระบบชายเป็นใหญ่ ทำให้ผู้หญิงต้องกลายเป็นเพศที่มีหน้าที่ ‘สนับสนุน’ และ ‘สนอง’ ความต้องการให้กับเพศชายซึ่งถูกกำหนดให้มีลักษณะเป็นขั้วตรงข้ามกันกับเพศหญิง

และการที่มนุษย์เป็นสัตว์สังคมทำให้แต่ละบุคคลต้องทำให้ตนเองเป็นที่ยอมนับ จึงไม่แปลกที่ผู้หญิงจะต้องปฏิบัติตามบทบาทเพศของตนเอง แม้ว่าพวกเธอจะต้องฝืนเพื่อให้สามารถอยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยการกำหนดบทบาทและแห่งหนของผู้หญิง ไม่ว่านั่นต้องแลกมาด้วยความอึดอัดใจ ความทุกข์ หรือสุขภาพกายและจิตที่ต้องเสียไปเพราะไม่ได้รู้สึกเป็นตัวเองแบบที่ตัวเองต้องการ และนั่นเองคือนิยามของ ‘ความเป็นหญิงที่เป็นพิษ’

#InternalizedMisogyny เมื่อผู้หญิงที่ถูกกดทับหันมากดทับกันเอง

เมื่อการทำให้ตัวเองอยู่ในกรอบผู้หญิงในอุดมคตินั้นสามารถสร้างที่ยืนในสังคมให้กับตนเองเองได้ จึงเกิดการส่งต่อแนวความคิดนี้ในทุก ๆ แห่งหน ทำให้ผู้หญิงหันมากดทับกันเองโดยไม่ได้ตั้งใจและอาจไม่รู้ตัว

เช่นการที่แม่เตือนลูกสาวตัวเองให้สำรวมกิริยา รักนวลสงวนตัว ห้ามนุ่งสั้น เพราะจะออกจากกรอบผู้หญิงที่ดี ไปจนถึงเรื่องเล็ก ๆ ที่เราอาจไม่สังเกตุ เช่นการถามว่า ‘เมื่อไหร่จะมีสามี’ หรือ ‘เมื่อไหร่จะมีลูก’ ที่เป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ว่า หน้าที่ของผู้หญิงคือ ‘ควรจะ’ เป็นภรรยาและเป็นแม่คนทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ทุกคนที่อยากจะเป็นทั้งสองอย่างนี้ด้วยซ้ำ หรือจะเป็นโรงเรียนที่ครูมักปลูกฝังให้นักเรียนหญิงปฏิบัติตามลักษณะความเป็นหญิงผ่านบทเรียนที่มีความล้าหลังและเต็มไปด้วยอคติทางเพศ

แม้กระทั่งสื่อออนไลน์ที่ทุกวันนี้ที่เข้าถึงได้ง่ายเพียงแค่ปลายนิ้วก็มีอิทธิพลอย่างมากในการหล่อหลอมความคิดของเยาวชน ภาพเหล่าคนดังเพศหญิงที่มีรูปร่างหน้าตาสมบูรณ์แบบก็เป็นหนึ่งในการปลูกฝังให้เกิดบรรทัดฐานของผู้หญิงที่ต้องมีรูปร่างผอม หน้าตาดี จึงจะเป็นที่ยอมรับ เมื่อไม่สามารถเป็นแบบนี้ได้ก็จะไม่ได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง อย่างที่จะเห็นได้ว่าไม่ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยโดนบูลลี่ และได้รับความเกลียดชังมากมายเพียงเพราะพวกเธอไม่ได้ขาวและผอมจากทั้งผู้ชายและผู้หญิงด้วยกันเอง

#MenAreVictimsOf_ToxicFemininity? ‘ความเป็นหญิง’ ใช้เอาเปรียบผู้ชาย?

เมื่อมองอีกด้าน กลุ่มต่อต้านสตรีนิยมได้ให้นิยาม ‘ความเป็นหญิงที่เป็นพิษ’ ไว้ว่าเป็นการที่ผู้หญิงใช้ลักษณะความเป็นหญิงเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์จากผู้ชาย เช่น การมีสิทธิ์ที่จะทำร้ายร่างกายผู้ชายได้โดยแทบจะไม่มีแนวโน้มถูกสังคมประณาม การไม่ต้องเป็นผู้นำครอบครัว การไม่ต้องเกณฑ์ทหาร หรือการมี ‘อภิสิทธิ์’ บางอย่างเช่นที่จอดรถผู้หญิงในห้าง รถไฟขบวนสตรี

แม้ว่าสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นจะเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคม และดูเหมือนว่าผู้หญิงจะได้เปรียบผู้ชายในหลาย ๆ ด้าน ทว่าเมื่อพิจารณาให้ดีแล้ว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลจากอคติทางเพศที่ระบบสังคมชายเป็นใหญ่ได้กำหนดไว้ตั้งแต่แรก การตีกรอบว่าผู้หญิงเป็นเพศที่อ่อนแอกว่าผู้ชาย ต้องได้รับการดูแล และผลักภาระให้ผู้ชายเป็นฝ่ายดูแลผู้หญิงอย่างเดียว ทำให้ผู้หญิงได้รับผลพลอยได้จากการกดทับของระบบชายเป็นใหญ่ และในขณะเดียวกันระบบนี้ก็กดทับผู้ชายไปพร้อม ๆ กันด้วย

ดังนั้น คำพูดที่ว่า “ผู้ชายก็เป็นเหยื่อของความเป็นหญิงที่เป็นพิษ” จึงอาจไม่ใช่การมองไปที่ต้นตอของปัญหาอย่างแท้จริง ในเมื่อความเป็นหญิงที่เป็นพิษนั้นเกิดมาจากระบบปิตาธิปไตยที่กดทับทั้งเพศหญิงและเพศชายแล้ว “ผู้ชายก็เป็นเหยื่อของระบบปิตาธิปไตยที่เป็นพิษ” จึงเป็นการพูดถึงรากของปัญหาอย่างตรงไปตรงมา และอาจนำไปสู่การถกเถียงที่นำไปสู่ทางออกเพื่อความเท่าเทียมทางเพศได้ดีกว่าการโทษเพศใดเพศหนึ่ง

#HowToDealWithToxicFemininity ? แล้วจะหลีกเลี่ยงความเป็นหญิงที่เป็นพิษอย่างไร?

การพยายามนำตัวเองออกจากกรอบทางเพศนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนั่นคือสิ่งที่เราถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กจนโตจนอยู่ใต้จิตสำนึกของเรา สิ่งที่ทำได้ง่าย ๆ ตั้งแต่ตอนนี้คือการถามตัวเองว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้นคือสิ่งที่ตัวเราต้องการจริง ๆ หรือเรารู้สึกว่ามันเป็นแค่การทำเพราะรู้สึกเป็นไปตามบรรทัดฐานของสังคมและกำลังทำลายตัวตนที่แท้จริงของเราอยู่

และอย่างที่เห็นว่าทั้ง ‘ความเป็นหญิงที่เป็นพิษ’ และ ‘ความเป็นชายที่เป็นพิษ’ ต่างก็เป็นผลจากระบบปิตาธิปไตยที่พยายามทำให้โลกนี้มีคนแค่ 2 เพศ และพยายามยัดบทบาทหน้าที่ให้แต่ละเพศ แต่ที่จริงแล้ว โลกนี้มีความหลากหลายที่สวยงามมากกว่านั้น และยังมี LGBTQ+ อีกทั่วโลกที่ต้องทุกข์ทนจากกรอบทางเพศเหล่านี้

ดังนั้นเป้าหมายของการใช้คำว่า “ความเป็นพิษ” จึงไม่ได้มีมาเพื่อใช้โจมตีเพศใดเพศหนึ่ง แต่มีเพื่อให้เรามองถึงต้นตอของปัญหา และช่วยกันนำไปสู่ทางออกเพื่อความเท่าเทียมที่ให้คุณค่าคนทุก ๆ เพศจากตัวตนที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงการให้คุณค่าจากบรรทัดฐานทางเพศอันเป็นพิษที่ทำร้ายและทิ้งใครบางคนไว้ข้างหลัง

#ToxicFemininity #ToxicMasculinity #Patriarchy #Misogyny

Content by Wattanapong Kongkijkarn
Graphic by Chutimol khuntong

อ้างอิง
Healthline: https://bit.ly/3VEsVup
VeryWellMind: https://bit.ly/3g94uFe
Vice: https://bit.ly/3s4E7TE
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

- Advertisement -
SPECTRUM
SPECTRUM
พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน