ข่มขืน = ประหาร หรือ ข่มขืน ≠ ประหาร?

- Advertisement -

คดีข่มขืนนั้น เป็นหนึ่งในคดีอาชญากรรมที่เกิดขึ้นบ่อยมากในประเทศไทย โดยหลาย ๆ ครั้งนั้นมักเกิดขึ้นจากคนใกล้ตัว หรือแม้กระทั่งคนในครอบครัวเอง ซึ่งส่งผลต่อทั้งสุขภาพกายและจิตใจของผู้รอดชีวิตอย่างรุนแรง ทำให้หลาย ๆ คนเริ่มยื่นข้อเสนอ เรียกร้อง รวมทั้งทำแคมเปญต่าง ๆ ว่าเราควรแก้กฎหมาย ให้บทลงโทษของการข่มขืนคือประหารชีวิตไปเลย ให้สาสมกับความเลวร้ายที่ผู้รอดชีวิตต้องเจอ ว่าแต่ว่าการประหารนั้น คือทางออกที่ดีแล้วจริง ๆ หรือ?

SPECTROCOPE: ข่มขืน = ประหาร หรือ ข่มขืน ≠ ประหาร

ในปี 2562 ทางราชกิจจานุเบกษา ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) โดยเพิ่มเติมในมาตราที่ 277 ทวิมาว่า ถ้าข่มขืนจนเหยื่อถึงแก่ความตาย ผู้กระทำผิดจะต้องได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือโทษประหาร (ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยมีการระบุไว้) ส่วนโทษอื่น ๆ นั้นอยู่ในมาตราที่ 276 ที่มีตั้งแต่จำคุก 4 – 20 ปี และปรับตั้งแต่ 80,000 ถึง 400,000 บาท หรือถ้าพูดง่าย ๆ ก็คือ ในประเทศไทยผู้กระทำจะได้รับโทษประหารชีวิต ก็ต่อเมื่อทำการข่มขืนแล้วเหยื่อเสียชีวิตเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของผู้ที่เห็นด้วยว่า ข่มขืน = ประหาร นั้นมองว่า อาชญากรที่กระทำการข่มขืน นั้นควรได้รับโทษประหารในทุก ๆ กรณี ไม่ใช่แค่กรณีที่เหยื่อเสียชีวิตเท่านั้น โดยให้เหตุผลในเชิง “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” ว่าการเพิ่มบทโทษที่รุนแรงพอนั้น จะทำให้คนกลัวการถูกลงโทษ และไม่ทำความผิดรูปแบบนี้อีก รวมทั้งหลายคนยังมองว่าการข่มขืนนั้นเหมือนเป็นการลดทอนความเป็นมนุษย์ของผู้เสียหาย ที่สร้างรอยแผลทั้งกายและใจ การประหารชีวิตจึงถือเป็นการลงโทษที่ชอบธรรม

แต่ก็มีคนบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับโทษข่มขืน = ประหาร เช่นกัน โดยมองว่าโทษประหารนั้น เป็นเหมือนการแก้แค้น ไม่ใช่การแก้ไข และที่สำคัญไม่ได้ช่วยทำให้คดีข่มขืนลดน้อยลง เพราะสภาพจิตใจของผู้กระทำในขณะนั้นก็ไม่ได้อยู่ในสภาพเพียบพร้อมถึงขนาดจะคิดไตร่ตรองถึงผลที่จะตามมาได้ อีกทั้งการประหารชีวิตเป็นเหมือนการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ที่ยังขัดต่อ “สิทธิในการมีชีวิต” ที่ได้เขียนไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน วันนี้เราเลยจะมาชวนคุยด้วยเหตุผลประกอบมุมนี้ว่าทำไม ข่มขืนถึง “ไม่ควรเท่ากับ” ประหารชีวิต

#เกิดการฆ่าปิดปากมากขึ้น – คุณนัยนา สุภาพึ่ง ทนายความผู้ทำคดีล่วงละเมิดทางเพศมากว่า 30 ปี ก็ได้มองว่าการแก้ไขกฎหมายนี้ไม่ได้ช่วยแก้ให้มีการข่มขืนน้อยลง อีกทั้งยังอาจเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น เหตุจากการฆ่าปิดปากเพื่อหนีความผิด เพราะผู้กระทำความผิดก็ย่อมเกรงกลัวโทษตามกฎหมาย และสิ่งที่ควรมีคือกฎหมายที่เอื้อให้ผู้เสียหายรู้สึกปลอดภัยต่อการเข้ากระบวนการยุติธรรม รวมถึงกระบวนการเยียวยาผู้เสียหายก็ควรจะถูกโฟกัส มากกว่าการเพิ่มโทษประหารชีวิต

#อาจมีการจับแพะเกิดขึ้น – อีกหนึ่งประเด็นคือ ในการตัดสินโทษประหารนั้น อาจจะมีการ “จับแพะ” เกิดขึ้น ซึ่งเคยเกิดขึ้นแล้วในประเทศสหรัฐอเมริกา กับ ‘Cameron Todd Willingham’ ผู้บริสุทธิ์ที่โดนตัดสินประหารชีวิตไปแล้วจากคดีทำเพลิงไหม้ แต่ในภายหลังมีการตรวจสอบพบว่าเขาไม่ได้กระทำผิด ซึ่งตั้งแต่ปี 1973 มีคนถึง 138 คนที่ถูกตัดสินโทษประหาร (ในคดีหลายรูปแบบ) แต่ได้รับการตัดสินว่าพ้นผิดในภายหลัง ซึ่งจำนวนนี้นับเป็น 10% ของนักโทษประหารทั้งหมด หรืออย่างในไทยก็มีหลายเคสที่แพะคดีข่มขืนนั้นถูกจับขังคุกไปแล้ว ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวภายหลังเมื่อพิสูจน์ความบริสุทธ์ได้ โดยไม่ได้รับการเยียวยาใด ๆ ซึ่งถ้ากฎหมายข่มขืน = ประหาร ผ่าน ผู้ที่กลายเป็นแพะเหล่านั้น ก็อาจจะไม่ได้มีชีวิตอยู่แล้วด้วยซ้ำ

#มีการแจ้งความน้อยลง – ถ้ามองในมุมของครอบครัวผู้เสียหาย ที่ผู้กระทำผิดทางเพศเป็นคนในครอบครัวหรือคนใกล้ตัว อาจมีแนวโน้มที่ทำให้ผู้เสียหายไม่กล้าแจ้งความ เพราะถ้าโทษของการข่มขืนคือความตายแล้ว ผู้เสียหายอาจรู้สึกกดดัน เหมือนว่าการแจ้งความเป็นการชี้นิ้วลงทัณฑ์ให้คนในครอบครัวไปตาย รวมทั้งการประหารผู้กระทำผิดนั้นไม่ได้จะทำให้ความสัมพันธ์ และความรู้สึกของครอบครัวผู้เสียหายดีขึ้นมาได้ และยิ่งการตัดคดีที่ต้องโทษประหารนั้นใช้เวลานานกว่าการตัดสินคดีจำคุกตลอดชีวิต ยิ่งทำให้พวกเขาต้องอยู่ท่ามกลางความเจ็บปวดและความหวาดกลัวที่ไม่ได้รับการเยียวยา และอยู่ใน “กระบวนการยุติธรรม” ที่ต้องเล่าถึงเหตุการณ์อันน่าเจ็บปวดซ้ำไปซ้ำมา

#การประหารไม่ได้แก้ต้นเหตุที่แท้จริง – การเพิ่มโทษประหารเป็นเพียงแค่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น ไม่ได้ลดคดีข่มขืนให้น้อยลง อย่างในประเทศบังกลาเทศ ในเดือนตุลาคมปี 2020 ได้มีการแก้บทลงโทษของการข่มขืน ให้ได้รับโทษเป็นการประหารชีวิต หลังจากที่มีคดีข่มขืนเกิดกว่า 1,093 ครั้งในปีนั้น แต่เมื่อดูในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีเดียวกัน หลังจากกฎหมายใหม่นี้ถูกบังคับใช้ พบว่าก็ยังมีการข่มขืนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องถึง 534 คดีอยู่ดี นี่ทำให้เห็นว่าบทลงโทษนี้ อาจจะยังไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นตออย่างแท้จริง

‘นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท’ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ยังมองว่า โทษประหารไม่ได้แก้ไขปัญหาโครงสร้างทับซ้อน หรือสัญญาณล่องหนที่สังคมมองข้าม ที่สร้าง “อสูรร้าย” เหล่านี้ขึ้นมาจริง ๆ ซึ่งนี่ชวนให้เราต้องกลับมาตั้งคำถามกับความเหลื่อมล้ำ การศึกษา สภาพสังคม สื่อ รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ ที่เป็นสิ่งประกอบสร้างปีศาจในคราบมนุษย์เหล่านี้ขึ้นมาอีกที

#กฎหมายมีไว้ป้องกันการทำผิด – ดร.ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุล ประธานหลักสูตร ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตอาชญาวิทยา การบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยมหิดล ก็ได้ให้ความคิดเห็นในเรื่องนี้เพิ่มเติมว่า บทลงโทษต่าง ๆ ของกฎหมายไม่ได้มีไว้เพื่อแก้แค้น แต่มีไว้เพื่อป้องกันการกระทำความผิด และเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้กระทำผิดได้แก้ตัว พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น ทั้งยังมีผลวิจัยจากทาง Radelet และ Lacock (2008) ที่ชี้ว่าโทษประหารนั้นไม่สามารถลดอัตราการเกิดอาชญากรรมได้มากกว่าการจำคุกระยะยาว และมีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดการคอรัปชั่นเพื่อให้ตัวผู้กระทำผิดหนีรอดคดีอีกด้วย

ถ้าไม่ประหารแล้วทำยังไงได้บ้าง? – นี่เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่คงต้องคุยกันต่ออีกยาว ๆ แต่ถ้าดูในหลาย ๆ ประเทศที่ได้มีการยกเลิกโทษประหารคดีทางเพศไปแล้ว เผื่อว่าจะสามารถนำมาปรับใช้และแก้ไข ลดตัวเลขอาชญากรรมประเภทนี้ลงได้ ก็จะเห็นว่าบทลงโทษและการติดตามตัวอาชญากรในคดีข่มขืน โดยส่วนใหญ่ก็มักจะมีตั้งแต่โทษสูงสุดคือจำคุกตลอดชีวิต ร่วมกับการต้องทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคม เข้ารักษาการบำบัดจิตเป็นระยะเวลานาน ใส่กำไลไฟฟ้า หรือ กำไล em ที่ใช้สำหรับการตามตัว ฯลฯ

หรืออย่างในอเมริกา ผู้ที่กระทำการล่วงละเมิด กระทำการรุนแรงทางเพศ ข่มขืน จะถูกขึ้นทะเบียนเป็นผู้กระทำผิดทางเพศ (Sex Offender) ที่เหมือนมี GPS ให้คนทั้งประเทศสามารถติดตามตัวได้อยู่ตลอดเวลา โดยทุกคนสามารถตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ของรัฐได้ว่า ตอนนี้ Sex Offender อาศัยอยู่ที่เมืองไหน หรือในเมืองที่เราอยู่มี Sex Offender อยู่ด้วยมั้ย อีกทั้งประเทศเขายังจัด Sex Offender ออกเป็น 3 ระดับจากคดีที่รุนแรงน้อยไปมาก โดยผู้ที่อยู่ในระดับ 3 จะต้องไปรายงานตัวต่อรัฐทุก ๆ 3 เดือนอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม นอกไปจากเรื่องบทลงโทษแล้ว สิ่งสำคัญคือ เราควรหันกลับมาตั้งคำถามกับระบบหรือสาเหตุของวัฒนธรรมข่มขืน (Rape Culture) ที่ทำให้เกิดคดีเหล่านี้ขึ้นมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นสื่อที่ฉายภาพพระเอกข่มขืนนางเอกจนดูเป็นเรื่องปกติ การศึกษาในสังคมชายเป็นใหญ่ที่พร่ำสอนให้นักเรียนรักนวลสงวนตัวแต่ไม่ได้สอนให้รู้จักยับยั้งชั่งใจ หรือสิ่งที่เรียกว่า ‘Consent’ (ความยินยอม) รวมไปถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ไม่เอื้อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง นี่หรือเปล่าคือปัจจัยที่สร้าง “ปีศาจ” เหล่านี้ขึ้นมา แล้วการใช้ความรุนแรงแก้ปัญหานั้น จะสามารถลบล้างความบิดเบี้ยวของโครงสร้างเหล่านี้ได้จริง ๆ หรือ?

#ข่มขืนเท่ากับประหาร
#ข่มขืนไม่เท่ากับประหาร
#Rape #Consent
#SexAndConsent
#Spectroscope #WeScopeForYou

Content by Alexis to Your Mimi, Pani S
Graphic by Napaschon Boontham
อ่านคอนเทนต์เรื่องเพศอื่นๆ: https://bit.ly/3hhRUzp

อ้างอิง
Amnesty: https://bit.ly/3bLSzYp
BBC: https://bbc.in/3k7zswD
Workpointtoday: https://bit.ly/3k43uBB, https://bit.ly/3CJjqk0
News.trust: https://tmsnrt.rs/3CWjHzS
Thelancet: https://bit.ly/3wiHR5s
ilaw: https://bit.ly/3wfybZ9
Nsopw: https://bit.ly/3EKBrPy
Cornell: https://bit.ly/31wswTp
Jsberrylaw: https://bit.ly/3BEwHch
deathpenaltyinfo: https://bit.ly/2ZZWJJW
Thewire: https://bit.ly/2YgYJN8

- Advertisement -
ปณิตา ศิริวงศ์วานงาม
ปณิตา ศิริวงศ์วานงาม
Visual Designer, Content Creator & Occult lover https://ppapuru.com/
กันตพงศ์ เชี่ยวพิมลพร
กันตพงศ์ เชี่ยวพิมลพร
นักหาทำอันดับหนึ่งที่คิดว่าจะยังคงหาทำต่อไปและตามหาตัวเองไปเรื่อยๆ เชื่อว่าเสียงของทุกคนมีความหมาย(วะวะว๊าว) เวลาว่างชอบทำตัวให้ไม่ว่าง(แฮ่)
นภัสชล บุญธรรม
นภัสชล บุญธรรม
Illustrator & Graphic Designer