‘Child Molestation’ แค่ความเอ็นดูหรือความรุนแรงทางเพศในครอบครัว

- Advertisement -

[Trigger Warning: Child Molestation, Sexual Violence, Incest]

“ก็เขาเป็นพ่อลูกกัน”
“แล้วคนนอกจะไปยุ่งอะไร เรื่องในครอบครัว”
“โอ้ยทุกวันนี้ลูกยังจับนมแม่เล่นอยู่เลย อย่าคิดอกุศล”
“จะอะไรนักหนา พ่อแม่ก็จับก้นลูกกันเป็นเรื่องปกติปะ”

นี่คือคอมเมนต์บางส่วนจากกรณีข่าวของนักดนตรีคนหนึ่งที่ขึ้นเป็นเทรนด์ทวิตเตอร์เมื่อคืนที่ผ่านมา ที่ได้มีการโพสต์คลิปและรูปต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันที่เขาได้มีการสัมผัส และลูบคลำพื้นที่สงวนในร่างกายของลูกสาวอย่างเปิดเผย ทำให้ถูกต่อว่าและวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าไม่เหมาะสม น่ากลัว และแปลกเกินกว่าที่ผู้เป็นพ่อจะทำกับลูกสาว แต่อย่างไรก็ตาม น่าตกใจที่คนอีกหลายคนที่ยังมองว่า นี่เป็นเรื่องปกติที่มีอยู่ในหลายครอบครัว แต่นั่นมันถูกแล้วจริง ๆ เหรอ?

SPECTROCOPE: สิทธิในร่างกายเด็ก และขอบเขตของผู้ปกครองในการ “แสดงความรัก(?)”

เลี้ยงมาตั้งแต่ ‘ตีนเท่าฝาหอย’ เห็นมาหมดแล้ว จับนิดจับหน่อยไม่เห็นเป็นไรเลย มันเรื่องของการแสดงความรัก ฯลฯ ปฏิเสธไม่ได้ว่าความคิดเหล่านี้ เกิดจากวัฒนธรรมที่มองว่า ‘ผู้ปกครองมีสิทธิเหนือร่างกายของลูก’ ที่ฝังลึกอยู่ในสังคมไทย ที่หลาย ๆ คนยังมองว่า การที่พ่อแม่จะทำอะไรกับลูกนั้น เป็นสิทธิของพวกเขา และเป็นเรื่องในครอบครัว ที่คนนอกไม่ควรยื่นมือเข้าไป แต่ว่านี่ไม่ใช่ความคิดควรจะถูกทำให้เป็นปกติ เพราะทุกคนต้องได้รับ “สิทธิในร่างกายของตัวเอง” พ่อแม่ไม่ได้เป็นเจ้าของชีวิตของลูก เพราะเด็กไม่ได้ขอมาเกิด และการได้รับการคุ้มครองคือสิทธิของพวกเขาที่ ‘ต้อง’ ได้รับ

การจับ คลำ ลูบ พื้นที่สงวนของลูก เป็นเรื่องปกติ? – เมื่อลูกหรือหลานของเรา ไม่ว่าจะเพศไหนก็ตามเริ่มเติบโตถึงวัยที่พูดรู้เรื่อง หรือทำอะไรต่าง ๆ ได้เองแล้ว การให้พื้นที่ส่วนตัว และเคารพสิทธิในร่างกายของพวกเขานั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ที่ผู้ปกครองต้องพิจารณาถึงในขอบเขตที่เหมาะสม การจับล้วง ใช้คำพูด หรือสัมผัสร่างกายของลูกในส่วนที่เป็นพื้นที่อ่อนไหว อย่างหน้าอก หรืออวัยวะเพศ แล้วอ้างว่าเป็นการแสดงความรักนั้น ไม่ใช่เรื่องปกติ แต่เป็นการกระทำที่อันตราย ซึ่งในหลาย ๆ เคสของความรุนแรงทางเพศในครอบครัว การสมยอม (จากการปั่นหัว) ในครอบครัว (และนอกครอบครัว) นั้นก็เริ่มต้นมาจากเรื่องนี้นี่แหละ

Child Molestation – หรือการล่วงละเมิดเด็ก ตามคำนำยามโรงเรียนกฎหมาย Cornell ได้ให้คำนิยามของคำนี้ไว้ว่า คือ “อาชญากรรมที่ว่าด้วย การกระทำทางเพศต่อผู้เยาว์ ที่รวมไปถึงการจับพื้นที่สงวนในร่างกาย (Private parts – เครื่องเพศ อย่างหน้าอก หรือ อวัยวะเพศ) การเปิดเผยอวัยวะเพศ การถ่ายภาพโป๊เปลือย ข่มขืน รวมไปถึงการชักนำให้เกิดกิจกรรมทางเพศกับผู้ลวนลามหรือกับเด็กคนอื่น ๆ ภายใต้รูปแบบของการกระทำเหล่านี้” อย่างในเคสที่เป็นประเด็นอยู่นี้ ก็ดูก้ำกึ่งที่จะเป็น Child Molestation เช่นกัน จากการล้วงลวนลามจับพื้นที่ส่วนตัวของลูกต่าง ๆ ที่ถูกเผยแพร่ออกมา

โดยจากผลสำรวจขององกรณ์ YWCA ในสหรัฐพบว่า ของการกระทำรุนแรงทางเพศในเด็กเหล่านี้ เกิดขึ้นจากคนรู้จักซึ่งรวมไปถึงคนในครอบครัว ไปแล้วกว่า 90% เลยทีเดียว ซึ่งหลาย ๆ ครั้งก็มักจะประกอบกับการ ‘Gaslight’ (หรือปั่นหัวว่าสิ่งที่พวกเขาเจออยู่นั้นถูกต้อง ปกติแล้ว) ที่ทำให้เด็กไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่คืออะไร ผิดจริงไหม หรือแม้กระทั่งว่าถ้าเกิดความอึดอัดใจ ก็ไม่สามารถปฏิเสธ หรืออธิบายออกมาได้ โดยในบางครั้งผู้ดูแลเองก็อาจจะไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังทำสิ่งกับเด็กนั้นคือการ gaslight อาจเพราะเคยเป็นผู้ถูกกระทำมาก่อน หรือมีปมปัญหาทางจิตที่ควรได้รับการรักษาก็เป็นได้

(ในการถกเถียงต่อยอดจากประเด็นนี้ ก็มีคนที่ออกมาแชร์หลายกระทู้ ที่มีคนเล่าว่า ‘ยินยอม’ ที่จะมีเพศสัมพันธ์กับคนในครอบครัวอย่างพ่อ แม่ เป็นเรื่องปกติ เพราะคิดว่า “มันปลอดภัย” และไว้ใจได้ ซึ่งเป็นเรื่องน่าตกใจ ที่ความคิดแบบนี้ถูกปลูกฝังโดยผู้ปกครองว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่บางส่วนก็มองว่านี่อาจจะไม่ใช่เรื่องจริงซะทีเดียว เพราะยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน แต่ก็มีความเห็นจำนวนหนึ่งที่ดูจะเห็นด้วยกับการมีเพศสัมพันธ์ในครอบครัวแบบนี้)

จากข้อมูลของ ‘Child Lures Prevention’ ที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับตัวผู้กระทำผิดทางเพศต่อเด็กและวัยรุ่น การล่อลวงที่ถูกยกมาใช้นั้นมักจะเป็น การอ้างว่าเป็นแสดงความรัก การใช้อำนาจข่มขู่ การให้สินบน และการล่อลวงว่ามันคือเป็นเกม ซึ่งความน่ากลัวอีกอย่างของเรื่องนี้ คือ ‘Power Dynamic’ หรือสภาวะอำนาจที่ต่างกันมาก ที่ผู้ปกครองกับเด็ก ที่จะสามารถใช้ทั้งอำนาจและความเชื่อใจเป็นเครื่องมือในการตะล่อม หรือกดดันให้เด็กมอบผลประโยชน์หรือเป็นไปในแบบพวกเขาต้องการ ที่อาจจะเลยเถิดไปถึง ‘Child Grooming’ (การเตรียมเด็กเพื่อทารุณทางเพศ) หรือการทารุณทางเพศในรูปแบบอื่น ๆ ได้อีกด้วย

ข้ออ้างอย่างการแสดงความรัก และอื่น ๆ ที่มักยกขึ้นมาเพื่อสร้างความชอบธรรม ไม่ว่าจะโดยผู้ปกครอง ญาติสนิท หรือคนใกล้ตัวนั้น ทำให้เด็กต้องตกอยู่ในสภาวะสับสน และไม่รู้สึกว่าปฏิเสธได้ สืบเนื่องจากความหวาดกลัวว่าจะไม่ได้รับความรัก และ/หรือต้องเผชิญกับ ‘Fear of abandonment’ หรือความหวาดกลัวจากการถูกทอดทิ้ง เนื่องจากเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะนั้นก็ถือว่ายังไม่สามารถปกป้องตัวเองได้เต็มที่ ยังต้องการคุ้มครองดูแลจากผู้ปกครองอยู่ ทั้งอาจจะยังไม่รู้จักสิทธิมนุษยชนที่ตัวเองพึงมี ซึ่งหนึ่งในหลักฐานเชิงประจักษ์ของเรื่องนี้ก็คือ การมีอยู่กฎหมายคุ้มครองเด็ก (Child Protection Policy)

กฎหมายเหล่านี้ก็มีเพื่อปกป้องเยาวชนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ จากทั้งการแสวงหาผลกำไร การล่วงละเมิดทางเพศ หรือความรุนแรงในทางต่าง ๆ ที่อาจส่งผลให้เด็กเกิดปัญหาในทางระยะยาวทั้งผลกระทบทางด้านร่างกายและจิตใจ และส่งผลเสียต่อภาพรวมของการเจริญเติบโตขึ้นมาอย่างปลอดภัย โดยจะมีกฎหมายที่ป้องกันการกระทำกิจกรรมทางเพศต่อเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี เพราะถือว่าเป็นช่วงอายุที่ยังไม่ถึง ‘Age of Consent’ หรืออายุที่สามารถยินยอมให้มีเพศสัมพันธ์ตามกฎหมายได้ เพราะเป็นช่วงวัยที่ถึงแม้ว่าเด็กจะยินยอมแต่ก็อาจเป็นการยินยอมที่มีจากการปั่นหัวของผู้กระทำอย่างที่พูดถึงไปก่อนหน้า

อีกเรื่องที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือในหลาย ๆ เคสที่การล่วงละเมิดทางเพศทั้งที่เกิดขึ้นในไทยและต่างประเทศ คือกล่าวโทษผู้เสียหาย (Victim Blaming) ที่มักจะความคิดเห็นอย่าง ก็เด็กมันยั่วยวน หรือยินยอมเองหรือเปล่า? ให้เห็นอยู่เรื่อย ๆ ไม่ว่าเหยื่อจะมีอายุเท่าไหร่ก็ตาม ซึ่งนี่ทำให้ทุกอย่างยิ่งยากขึ้นไปอีกสำหรับผู้เสียหาย ที่จะออกมาพูดเพื่อปกป้องสิทธิของตัวเอง เพราะกลัวว่าการกล่าวโทษเหล่านี้จะเกิดขึ้นกับตน ถูกดูถูก และไม่ได้รับการฟังอย่างแท้จริง โดยเฉพาะเมื่อผู้กระทำคือคนใกล้ตัวที่หลีกเลี่ยงได้ยาก

กลับมาที่เคสของนักดนตรีคนนี้ อีกประเด็นที่มีปัญหา คือเรื่องของการโพสต์ลูกลงสื่อออนไลน์ ที่สร้าง ‘Digital Footprint’ ที่ถึงลบไปก็จะยังคงอยู่ และแก้ไขไม่ได้ ที่อาจนำไปสู่การสร้างความอับอายหรือ Trauma ให้กับลูกในอนาคตได้อีกด้วย เนื่องจากเด็กยังไม่มีสำนึกในสิทธิเสรีภาพของตัวเองมากพอที่จะปฏิเสธ โดยนี่พ่วงไปถึงกรณีของดาราหรือคนอื่น ๆ ที่ชอบโพสต์รูปลูกของตัวเองอย่างเปิดเผยด้วย เพราะความปลอดภัยของเด็กมีสิทธิ์ที่จะถูกสั่นคลอนจากการเปิดเผยหน้าตา ร่างกาย ที่อยู่ และการกระทำของพวกเขาในโลกออนไลน์ให้คนหลายคนเห็นอีกด้วย

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ผู้เป็นผู้ปกครองหรือผู้ดูแลควรทำ คือการเคารพสิทธิในร่างกายและความเป็นส่วนตัวของเด็ก ไม่ควรหอมกอด หากลูกหลานไม่ยินยอม หรือแสดงความอึดอัดใจ และการล่วงเกินส่วนพื้นที่สงวนของลูกนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ในขณะเดียวเดียวกัน ทั้งสังคมและครอบครัว ก็ควรต้องปลูกฝังและสอนเด็กตั้งแต่เนิ่น ๆ ให้รู้ด้วยว่า ‘ร่างกายของพวกเขานั้นเป็นของพวกเขา’ พวกเขามีสิทธิเต็มที่ในการปฏิเสธ และไม่ก้าวก่ายสิทธิของคนอื่น

สำหรับใครที่กำลังพบเจอกรณีที่ต้องสงสัยในการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศ หรือแม้กระทั่งผู้ที่กำลังเผชิญกับเหตุการณ์เหล่านี้อยู่ สามารถโทรแจ้งศูนย์ช่วยเหลือสังคมได้ที่เบอร์ 1300 (https://bit.ly/3bgXJLO) หรือติดต่อ ศูนย์พึ่งได้ OSCC ที่เปิดบริการในโรงพยาบาลทั่วประเทศ ได้ที่เบอร์ 1669

#ChildMolestation
#Gaslight #ChildGrooming
#SexualViolence #ChildAbuse

Content by Pani S, Alexis to Your Mimi
Graphic by Napaschon Boontham
อ่านคอนเทนต์เรื่องเพศอื่นๆ: https://bit.ly/3hhRUzp

อ้างอิง
Childluresprevention: https://bit.ly/3jBIyBy
​​Thefreedictionary: https://bit.ly/3beWTiY
Protection of minors: https://bit.ly/3pHqyJK
DFAT: https://bit.ly/3nPu96j
Liveabout: https://bit.ly/3BiUK09
Thaihealth: https://bit.ly/3BixAHd
Thairath: https://bit.ly/317BRkr
YWCA: https://bit.ly/3mkCT4s
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

- Advertisement -
ปณิตา ศิริวงศ์วานงาม
ปณิตา ศิริวงศ์วานงาม
Visual Designer, Content Creator & Occult lover https://ppapuru.com/
กันตพงศ์ เชี่ยวพิมลพร
กันตพงศ์ เชี่ยวพิมลพร
นักหาทำอันดับหนึ่งที่คิดว่าจะยังคงหาทำต่อไปและตามหาตัวเองไปเรื่อยๆ เชื่อว่าเสียงของทุกคนมีความหมาย(วะวะว๊าว) เวลาว่างชอบทำตัวให้ไม่ว่าง(แฮ่)
นภัสชล บุญธรรม
นภัสชล บุญธรรม
Illustrator & Graphic Designer