เพราะ Femicide นั้นไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และยังคงเกิดขึ้นตลอดทั่วทุกมุมโลก เปิดสถิติ ‘การฆ่าผู้หญิงด้วยสถานะทางเพศ’ ใน UK ชวนให้เราตั้งคำถาม ความปลอดภัยของผู้หญิงอยู่ไหน?

- Advertisement -

(Trigger Warning: ความรุนแรง, ข่มขืน, Femicide)

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ในสหราชอาณาจักรได้มีข่าวการฆาตกรรม ‘ซาราห์ เอเวอราร์ด’ (Sarah Everard) ผู้หญิงวัย 33 ปี อย่างโหดร้ายและทารุณโดยตำรวจชาย โดยถ้านับเป็นเวลา 28 สัปดาห์ตั้งแต่วันที่เธอถูกฆ่าตาย จนถึงวันที่ผู้ก่อเหตุถูกตัดสินโทษจำคุกตลอดชีวิตนั้น ก็ได้มีการบันทึกไว้ว่ามีผู้หญิงในสหราชอาณาจักรอย่างน้อย 81 คน ที่ถูกฆาตกรรมโดยมีผู้ต้องสงสัยว่าก่อเหตุเป็นผู้ชาย

ข้อมูลจำนวนผู้เสียชีวิตนี้ ก็ไม่ได้ถูกรวบรวมโดยรัฐบาล หรือหน่วยงานรัฐใด ๆ หากแต่รวบรวมโดย ‘แคเรน อินกาลา สมิธ’ (Karen Ingala-Smith) ซีอีโอขององค์กร nia ที่ได้ต่อสู้เพื่อกำจัดความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้หญิง ผู้ได้สร้างโปรเจคต์ ‘Counting Dead Women’ ขึ้นมาเพื่อรวบรวมจำนวนผู้หญิงที่ถูกฆ่าตายโดยผู้ชายตั้งแต่ปี 2012 ซึ่งสมิธก็ได้บอกว่านี่เป็นเรื่องน่าเศร้า ที่ข้อมูลเหล่านี้พวกเราได้รับรู้เพราะการรวบรวมข้อมูลของเธอ ไม่ได้จากหน่วยงานของรัฐใด ๆ

นอกจากนี้เธอยังได้ทำสถิติจากคดีความรุนแรงต่าง ๆ ตั้งแต่ปี 2009 และค้นพบว่า 62% ของผู้หญิงที่ถูกฆ่าโดยผู้ชาย ผู้กระทำคือคนรักหรือคนรักเก่าของพวกเธอ ซึ่งหนึ่งในเหตุผลที่พวกเธอถูกฆ่าตายก็เป็นเพราะเธอจะเลิกกับพวกเขา และมีผู้หญิงถึง 92% ถูกฆ่าตายโดยผู้กระทำก็คือคนรู้จักของพวกเธอ โดย 1 ใน 12 ของจำนวนนั้น ผู้กระทำก็คือลูก ๆ ของพวกเธอ อีกทั้งเธอยังเห็นว่าคดีที่เหยื่อเป็นผู้หญิงผิวดำนั้น ไม่ได้รับความสนใจมากพอ และได้รับการดำเนินเรื่องน้อยกว่าคดีอื่น ๆ ซึ่งถ้าดูสถิติการฆาตกรรมผู้หญิง (Femicide) ที่เกิดขึ้นทั้งใน UK จากหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา จะที่ทำให้เราเห็นว่าความรุนแรงเหล่านี้ยังเกิดขึ้นอยู่ และมันไม่ได้รับการจัดการอย่างจริงจังจากหน่วยงานใด ๆ

การฆาตกรรมผู้หญิงด้วยสถานะทางเพศ (Femicide) คืออะไร? – การฆาตกรรมผู้หญิงนี้ไม่ใช่แค่การที่ผู้ตายนั้นบังเอิญเป็นผู้หญิงที่ผู้ฆ่าเป็นผู้ชาย แต่มันยังมีนัยยะของเหตุผลที่พวกเธอนั้นถูกฆ่า เพราะสถานะทางเพศหญิง ที่ถูกมองว่าเป็นเพศที่มีอำนาจทางสังคมต่ำกว่า ซึ่งแฝงไปด้วยการเหยียดเพศ (Sexism) ความเกลียดชังผู้หญิง (Misogyny) ไปจนถึงความรุนแรงในครอบครัว (Domestic Violence) ที่ผู้ชายรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้มีอำนาจเหนือกว่า เป็นเจ้าของชีวิตของผู้หญิง ซึ่งมีตั้งแต่ระดับฆาตรกรรมในครัวเรือน ฆ่าผู้หญิงที่ไม่รับรักตัวเอง ไปจนถึงการทำร้ายนักเรียกร้องสิทธิสตรี ราวกับว่าเป็นการฆ่าเพื่อคงสภาวะทางอำนาจเพศชายของตนเองเอาไว้

“แล้วมีจำนวนสถิติของผู้ชายที่ตายไหม?” – ซึ่งเมื่อสมิธได้กางสถิติของการฆาตกรรมผู้หญิง ก็ได้มีหลายคนออกมาตั้งคำถามว่าแล้วจำนวนผู้ชายที่ถูกฆ่าล่ะ พวกเขาได้ถูกนับไปด้วยไหม? ซึ่งจากสถิติแล้ว จำนวนผู้ชายที่ถูกฆ่านั้น ผู้ลงมือมักจะเป็นผู้ชายด้วยกันเอง ซึ่งในตลอดระยะเวลาตั้งแต่ปี 2001 ถึง ปี 2012 มีผู้ชายที่ถูกฆ่าตายเพราะคนรักหรือคนรักเก่าของเขาทั้งหมด 296 คน เฉลี่ย 27 คนต่อปี ในขณะที่ผู้หญิงที่ถูกฆ่าตายด้วยเหตุผลเดียวกันนั้น มีทั้งหมด 1,066 คน เฉลี่ย 97 คนต่อปี ซึ่งแน่นอนว่ามีผู้ชายที่ถูกผู้หญิงฆ่าตายเหมือนกัน แต่เมื่อดูจากสถิตินี้แล้ว ถึงเวลารึยังที่ควรตั้งคำถามว่าแล้วทำไมจำนวนของผู้หญิงที่ตายนั้นถึงมีมากกว่า “มากๆ” และความรุนแรงที่เกิดจากครอบครัวหรือคนใกล้ตัวควรจะเป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงกันอย่างจริงจังได้แล้ว

กลับมาที่เคสของ ซาราห์ เอเวอราร์ด ที่ได้กล่าวไปข้างต้นนั้น เป็นคดีของผู้หญิงที่ถูกฆ่าตายโดยฝีมือของตำรวจเป็นคนที่ 16 นับตั้งแต่ปี 2009 โดยเธอถูกเจ้าหน้าที่รัฐ ‘Wayne Couzens’ กล่าวหาว่าเธอละเมิดมาตราการณ์ COVID-19 ก่อนจะลักพาตัวเธอออกไป ทำการข่มขืน ฆ่ารัดคอและเผาร่างของเธอทิ้งก่อนที่จะหนีไป แล้วล่าสุดทางศาลได้ตัดสินให้เขารับโทษจำคุกตลอดชีวิต

ซึ่งเหตุการณ์ที่น่าเศร้านี้ก็ได้สร้างคำถามต่อการมีอยู่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ไปพร้อม ๆ กับความปลอดภัยของผู้หญิง ไม่ใช่แค่ในสหราชอาณาจักร แต่เป็นในประเทศอื่น ๆ ด้วย ที่เจ้าหน้าที่รัฐได้ใช้อำนาจของตัวเองทำเรื่องสกปรกที่ขัดต่อกฎหมายที่พวกเขาสร้างขึ้นมา แล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าผู้หญิงจะมีความปลอดภัยทั้งจากในและนอกบ้านของพวกเธอ เพราะในตลอดระยะเวลาการดำเนินคดีของซาราห์นั้น ก็มีผู้หญิงถูกฆ่าตายไปถึง 81 รายด้วยกัน เจ้าหน้าที่รัฐที่ควรจะเป็นผู้ช่วยเหลือพวกเธอ นั้นกลับเป็นส่วนหนึ่งของผู้กระทำผิดเสียเอง

“มันเป็นเรื่องที่โง่เขลา หากเราตั้งใจจะหยุดความรุนแรงของผู้หญิงที่เกิดขึ้นโดยผู้ชาย แต่เรายังไม่มองว่าผู้หญิงคือเหยื่อของความรุนแรงเหล่านี้ และยังไม่มองว่าผู้ชายเป็นผู้กระทำผิดในเหตุการณ์ความรุนแรงและการล่วงละเมิดทางเพศในครอบครัว”

นี่คือเสียงของสมิธที่ได้พูดถึงเรื่องนี้ เนื่องจากว่าในปัจจุบัน ในเหตุการณ์ความรุนแรงต่าง ๆ ยังเกิดการกล่าวโทษเหยื่อ (Victim Blaming) อยู่ และมีการปกป้องผู้ชายที่เป็นผู้กระทำ หรือแม้กระทั่งคำกล่าวอย่าง “Not all men” (ไม่ใช่ผู้ชายทุกคน) ที่มักจะถูกยกมาเมื่อมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น เสมือนการปฏิเสธความจริงที่ว่ามีผู้หญิง กำลังถูกทำร้ายและฆ่าตายโดยผู้ชายอยู่มากอย่างมีนัยยะสำคัญ มันถึงเวลาหรือยังที่เราทุกคนจะมองเห็นว่าการฆาตกรรมผู้หญิงนั้นมีอยู่จริง มันเกิดขึ้นในทุก ๆ วินาทีที่เราหายใจอยู่บนโลกนี้ และมันเป็นสิ่งที่ควรถูกพูดถึง และจบลงได้แล้ว

#81WomenKilled #Femicide
#EndFemicide #SayTheirNames
#Crime #DomesticViolence

สนทนาเรื่องเพศได้ที่กลุ่ม ‘เพศ’: https://bit.ly/2LKTzTg
อ่านคอนเทนต์เรื่องเพศอื่นๆ: https://bit.ly/3hhRUzp

อ้างอิง
Eige: https://bit.ly/2WRWgrW
Instagram: https://bit.ly/3oCoXEM
Theguardian: https://bit.ly/3Fm2tha, https://bit.ly/2YjRgN1
Kareningalasmith: https://bit.ly/3uQ4Zr3, https://bit.ly/3FlTiNI
ภาพ: The 81 women, named below. Composite: Family and Police Handouts
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

- Advertisement -
SPECTRUM
SPECTRUM
พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน