ศาลแคนาดาปรับร้านอาหารที่ ‘Misgender’ กว่า 8 หมื่นบาท โดยนับว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามกฎหมาย C-16 ที่มีเอาไว้เพื่อป้องกันการเลือกปฏิบัติและกีดกันทางเพศ

- Advertisement -

ศาลสิทธิมนุษยชนแคนาดาตัดสินโทษร้านอาหารที่ ‘Misgender’ พนักงานในที่ทำงาน ให้จ่ายค่าเสียหายกว่า แปดหมื่นบาท นับว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ตั้งแต่เมื่อปี 2017 ประเทศแคนาดาได้ให้ผ่านให้บังคับใช้กฎหมาย C-16 ที่มีเพื่อปกป้องบุคคลข้ามเพศ และผู้มีเพศสภาพไม่ตรงกับกรอบของสังคม จากการเลือกปฏิบัติและกีดกันด้วยอัตลักษณ์ทางเพศ โดยเมื่อปลายเดือนที่แล้วร่างกฎหมายนี้ก็ได้ถูกใช้โดย ‘เจสซี่ เนลสัน’ (Jessie Nelson) พนักงานร้านอาหารผู้เป็นบุคคลข้ามเพศ นอนไบนารี และเจนเดอร์ฟลูอิด

เนลสันได้ยื่นคำร้องต่ออดีตนายจ้างและเพื่อนร่วมงานของเขา (ในภาษาอังกฤษเนลสันใช้สรรพนาม They/them) ที่ร้านอาหารที่ชื่อ ‘Buono Osteria’ โดยกล่าวหาว่าพวกเขานั้นได้ ‘Misgender’ เนลสัน ด้วยชื่อเล่นที่มีนัยยะของความเป็นผู้หญิงสูง (Feminine) อย่าง “Sweetheart” “Sweetie” “Pinky” และ “Honey” ซึ่งเขาก็ได้ถูกแจ้งให้ออกจากงาน หลังจากเรียกร้องให้ใช้สรรพนามให้ถูกต้อง ด้วยเหตุผลในเชิงว่า ‘เขาเข้ากับทีมไม่ได้ และทำให้ทีมไม่สบายใจที่จะทำงานด้วย’

เนลสันระบุไว้ในเอกสารยื่นเรื่องว่า เขาได้เคยมีการอธิบายสรรพนามที่เขาใช้ และความสำคัญของการใช้มันให้ถูกต้องแก่เพื่อนร่วมงานแล้ว และก็เข้าใจอยู่ก่อนแล้วว่าคงจะมีบางคนที่เรียกผิดโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ในขณะที่บางคน “ใส่ใจและพร้อมที่จะเปลี่ยน” ผู้จัดการของเขา ที่ชื่อ ‘Brian Gobelle’ และคนอื่น ๆ นั้น กลับตั้งใจที่จะใช้ชื่อเรียกแบบนั้น ที่ทำให้เนลสันต้องรู้สึกแย่ อับอาย และด้อยค่า

จนเมื่อ เมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา เนลสันก็ชนะ โดยศาลสิทธิมนุษยชน บริติชโคลัมเบีย ก็ได้ตัดสินว่า การ Misgender โดยตั้งใจในที่ทำงานนั้น ผิดกฎหมายและเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนจริง และสั่งให้ทางร้านอาหาร ผู้จัดการ และผู้ร่วมงานที่เกี่ยวจ้อง ต้องจ่ายค่าเสียหายแก่เนลสันในราคากว่า 3000 เหรียญแคนาดา (ประมาณแปดหมื่นบาท)

สำหรับคนที่อาจจะไม่เคยได้ยิน คำว่า Misgender นั้นคือการปฏิเสธอัตลักษณ์ทางเพศของคน ๆ หนึ่งโดยการตั้งใจใช้คำพูดพูดถึง หรือสรรพนามที่ไม่ตรงตามสิ่งที่เจ้าตัวนิยามตัวเอง รวมไปถึงการที่รัฐในบางประเทศนั้น ไม่ยอมให้คนข้ามเพศเปลี่ยนคำนำหน้าให้ตรงกับชื่อได้ ซึ่งการกระทำเหล่านี้ สามารถทำให้ผู้ที่ถูกกระทำนั้นต้องมีทุกข์ทนทางจิตใจ หรือต้องเผชิญกับการถูกเลือกปฏิบัติ การล่วงละเมิดทางเพศ และ/หรือ การกลั่นแกล้งด้วยเหตุจากเพศมากขึ้นอีกด้วย

ในเคสนี้ ตัวแทนศาล ‘เดอวีน คูซิโน’ (Devyn Cousineau) ก็ได้เขียนไว้ในคำพิจารณาคดีว่า สรรพนาม (Pronoun) นั้นเป็น “ส่วนพื้นฐานที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของแต่ละบุคคล” ซึ่งการใช้มันอย่างถูกต้อง จะแสดงให้เห็นว่า “เราเห็นและเคารพพวกเขาในแบบที่เขาเป็น”

“โดยเฉพาะกลุ่มคนข้ามเพศ นอนไบนารี และบุคคลที่ไม่ได้แสดงออกตรงกับเพศทางชีววิทยา การใช้สรรพนามที่ถูกต้องนั้น จะเป็นการยืนยันและทำให้พวกเขารู้ว่าพวกเขาเป็นบุคคลที่สมควรได้รับความเคารพ และมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับคนอื่น ๆ ” คูซิโนเขียนในคำตัดสิน

“เมื่อผู้คนเรียกพวกเขาด้วยสรรพนามที่พูดต้อง พวกเขาจะสามารถรู้สึกปลอดภัย และมีความสุขกับในแต่ละช่วงเวลาได้ แต่เมื่อถูกเรียกด้วยสรรพนามผิด ๆ ความรู้สึกปลอดภัยนั้นจะถูกทำลายลง และพวกเขาก็จะเหมือนถูกบังคับซ้ำ ๆ ให้ต้องคอยบอกกับโลกนี้ว่า ‘ฉันมีตัวตนอยู่จริงนะ’ ”

#Normalizeaskingpronoun
#Callmebymypronoun

Content by: Pani s
Graphic by Napaschon Boontham
สนทนาเรื่องเพศได้ที่กลุ่ม ‘เพศ’: https://bit.ly/2LKTzTg
อ่านคอนเทนต์เรื่องเพศอื่นๆ: https://bit.ly/3hhRUzp

อ้างอิง
Cbc: https://bit.ly/2YsExYh
Them: https://bit.ly/3mzjI5U
Pinknews: https://bit.ly/3mpJQAg
ภาพ: Jill Clark
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

- Advertisement -
ปณิตา ศิริวงศ์วานงาม
ปณิตา ศิริวงศ์วานงาม
Visual Designer, Content Creator & Occult lover https://ppapuru.com/