โรงเรียนหญิงล้วน ชายล้วน พ.ศ.นี้ยังจำเป็นอยู่ไหม?

- Advertisement -

“ยังจำเป็นอยู่มั้ยที่เราต้องแยกเด็กหญิง – ชายออกจากกัน?”

การศึกษาเริ่มขึ้นมานานนับหมื่นปีตั้งแต่สมัยที่มนุษย์นั้นต้องล่าสัตว์ และเพาะปลูกเพื่อการใช้ชีวิต นั้นก็เพราะพวกเราต้องการแรงงานเพื่อไปทำงาน และวิธีที่จะสร้างแรงงานเหล่านั้นก็คือการศึกษา จากการสอนกันเองในครอบครัวในอดีต จนเริ่มมีการเปิดสถานศึกษาอย่างจริงจังในตอนนี้ แต่เคยสงสัยกันไหมว่า เมื่อไหร่ที่เริ่มมีการแยกหญิงชายเป็นโรงเรียนหญิงล้วนชายล้วน แล้วถ้าเทียบกับในปัจจุบันที่เพศนั้นหลากหลายขึ้น โรงเรียนเหล่านี้ยังจำเป็นอยู่ไหม?

SPECTROSCOPE: โรงเรียนชายล้วน หญิงล้วน ยังจำเป็นอยู่จริง ๆ เหรอ?


ในช่วงยุคสมัยแรกเริ่มของคริสต์ศักราช การเรียนการสอนนั้นจะเกิดขึ้นที่สถานที่ทางศาสนา อย่างคนคริสต์มักจะเรียนในโบสถ์ คนไทยจะเรียนที่วัด ชาวยิวจะเรียนในสถานที่เรียกว่า ‘Synagogue’ หรือโบสถ์ของศาสนายิว ซึ่งหลัก ๆ แล้วการเรียนการสอนจะเรียนเกี่ยวกับกฎหมายและศาสนา ซึ่งในสมัยก่อนผู้ร่ำเรียนส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ชายเท่านั้น แต่ก็มีบางที่บันทึกเอาไว้อย่างเมือง ‘สปาตาร์’ (Spatar) ในยุคกรีกโบราณที่ชายหญิงได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม

โรงเรียนหญิงล้วนนั้นได้ถือกำเนิดขึ้นมาในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ในแถบทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือ ในระดับชั้นประถมและมัธยม ซึ่งเนื้อหาการเรียนการสอนมักจะสอดแทรกการเป็นกุลสตรีที่ดี เพื่อเตรียมตัวเหล่าหญิงสาวเพื่อให้เป็น ‘ภรรยา’ และ ‘มารดา’ ที่เพรียบพร้อม พอมาดูในฝั่งเอเชียของเรา ในประเทศจีนเองก็เคยมีหลักฐานปรากฎถึงการเรียนการสอนของผู้หญิงที่สอนให้พวกเธออยู่ภายใต้กรอบของบรรทัดฐานเพศและสังคมไม่ต่างกัน

ส่วนในประเทศไทย ตั้งแต่สมัยก่อนที่จะมีการก่อต่อโรงเรียนแรกขึ้นมานั้น มักจะให้ลูกชายได้เรียนหนังสือเสียมากกว่าลูกสาว เพราะมองว่าผู้หญิงควรเรียนรู้เฉพาะงานบ้านงานเรือนเท่านั้น ผนวกกับการเข้ามาของเหล่า “มิชชันนารี” ที่เป็นผู้เผยแพร่ศาสนาจากชาติตะวันตก ที่มีจุดประสงค์เพื่อนำศาสนาคริสต์มาเผยแพร่ในประเทศไทย ซึ่งได้ก่อตั้งโรงเรียนเอกชนชายล้วนแห่งแรกขึ้นมาในปี พ.ศ. 2395 ที่มีการสอนหลากหลายทั้งแพทย์ หรือรวมไปถึงวิชาชีพต่าง ๆ

หลังจากการเข้ามาของมิชชันนารี มีเพียงผู้หญิงในวังเท่านั้นที่ได้มีโอกาสเล่าเรียนโดยการสอนส่วนตัวจากมิชชันนารีหญิง จากนั้นถึงได้มีโรงเรียนหญิงล้วนแห่งแรกภายหลังในปี พ.ศ. 2417 ที่มีการสอนด้านการอ่านเขียนหนังสือ คริสจริยธรรม ระเบียบวินัยมารยาท รวมไปถึงวิชาเย็บปักถักร้อย ซึ่งก็มีหลายครอบครัวมาลงชื่อเพื่อขอเข้าเรียนเป็นจำนวนมาก เพราะต้องการให้ลูกของตนเป็นผู้มีการศึกษา
​​
รูปแบบของโรงเรียนชายล้วนหญิงล้วนในปัจจุบันนั้น ก็มีการปรับเปลี่ยนไปตามบริบทของยุคสมัย โรงเรียนหญิงล้วนชายล้วนก็ได้เพิ่มหลักสูตรต่าง ๆ ให้กว้างขว้างและทันสมัยขึ้น ให้พึ่งพาตัวเองกันมากขึ้น แต่ภาพจำและแนวคิดการขัดเกลาสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีจากโรงเรียนเหล่านี้ก็ยังมีอยู่ และยังเป็นเหมือนกุสโลบายทางการตลาดที่ทำให้ผู้ปกครองส่งลูกไปเรียนที่โรงเรียนเหล่านี้ ให้ช่วยขัดเกลาให้พวกเขาเติบโตไปในทิศทางการเป็นไปตามตามขนบและบทบาททางเพศที่สังคมวางไว้

หรืออีกเหตุผลหนึ่งที่ผู้ปกครองมักยกมา เพื่อส่งลูกหลานไปเรียนที่โรงเรียนชายล้วนหรือหญิงล้วน ก็คือเรื่องความปลอดภัย (เกิดกับโรงเรียนหญิงล้วนซะส่วนใหญ่) และการกันความเสี่ยงในการเจอเพศตรงข้าม ไม่ให้มีการ “ชิงสุกก่อนห่าม” ไม่ต้องเจอเพศตรงข้ามก่อนเวลาอันควร แต่ในปัจจุบันแม้จะไม่ได้เจอเพศตรงข้ามในโรงเรียน นักเรียนก็ยังสามารถไปเจอกันนอกเวลาเรียนหรือผ่านสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ได้เช่นกัน ส่วนนักเรียนบางส่วนที่ไม่ได้มีสังคมนอกโรงเรียนเท่าไร ก็อาจจะส่งผลในเชิงที่พวกเขาอาจจะไม่คุ้นชินกับการเข้าหาหรือทำความรู้จักกับเพศที่ตรงข้ามได้ เพราะชีวิตวัยเรียนของนักเรียนเหล่านั้นเจอแต่เพื่อนที่มีเพศสภาพเดียวกับตน

แต่นอกเหนือไปจากเหตุผลเรื่องเพศแล้ว โรงเรียนหญิงล้วนและชายล้วนส่วนใหญ่ที่มีอยู่ในไทยมักจะเป็นโรงเรียนที่มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน และมีชื่อเสียง ผู้ปกครองบางส่วนที่ส่งลูกหลานมาเรียนโรงเรียนเหล่านี้ก็เพื่อให้ลูกของตนมีเส้นสาย (Connection) เพื่อหน้าที่การงานในอนาคต ซึ่งนี่ก็เป็นอีกประเด็นสะท้อนความไม่เท่าเทียมทางการศึกษา ที่ต้องซื้อสังคมให้นักเรียนเนื่องจากทุก ๆ โรงเรียนไม่สามารถให้อนาคตที่เท่าเทียมกันแก่พวกเขาได้

ชายล้วนหญิงล้วนในฐานะ “ทางเลือก” – แน่นอนว่าการทำเรื่องขอให้เด็ก ๆ เข้าเรียนในโรงเรียนต่าง ๆ นั้น ต้องได้รับแรงสนับสนุนและการยินยอมจากผู้ปกครอง ซึ่งตัวโรงเรียนเด็กก็ไม่ได้เป็นคนเลือกเองเสมอไปเหมือนกับเพศกำเนิดของเขา ซึ่งก็อาจจะมีนักเรียนอีกหลายคนรวมไปถึงนักเรียนชายหญิงที่ไม่ได้อยู่ในบรรทัดฐานเพศของสังคม ที่ไม่ได้รู้สึกว่าสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยคนเพศกำเนิดเดียวกันนี้จะเหมาะสมกับตนเอง เป็นเหมือนสิ่งที่พวกเขาไม่ได้เลือกเอง เพียงแต่เป็นทางเลือกที่ผู้ปกครองเลือกให้เพราะตัดสินพวกเขาจากเพศกำเนิดเท่านั้น

ได้มีงานวิจัยในปี 2014 ของ ‘Kirstin Pesola McEachern’ อดีตครูโรงเรียนชายล้วนในอเมริกา พบว่าโรงเรียนชายล้วนเป็นสถานที่ที่มีการเหยียดเพศเกิดขึ้นมากกว่าโรงเรียนหญิงล้วนและโรงเรียนสห รวมถึงมีการแสดงความเป็นชายตามแบบบรรทัดฐานสังคมมากกว่า ซึ่งรวมไปถึงความเป็นชายที่เป็นพิษ (Toxic Masculinity) ทำให้มีนักเรียนอีกหลายคนที่ต้องเจ็บปวดกับความแตกต่างของตัวเอง ที่ไม่ได้ตรงกับบรรทัดฐานเหล่านี้ ส่วนในโรงเรียนหญิงล้วน นักเรียนชายข้ามเพศหรือ LGBT+ บางคนคนก็ต้องทนทุกข์ไปกับการไม่มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับพวกเขาที่จะแสดงออกตามเพศสภาพเช่นกัน

นี่เป็นสิ่งที่ควรตั้งคำถามต่อว่า ในยุคที่ความหลากหลายทางเพศนั้นถูกพูดถึงและทำความเข้าใจมากขึ้นแล้ว มันเป็นหน้าที่ของผู้ดูแลระบบการศึกษามากกว่ามั้ย ที่ควรเปิดกว้าง สร้างความเข้าใจ ทลายกรอบเพศแบบเดิม ๆ และสร้างพื้นที่ปลอดภัยมากพอให้กับทุก ๆ เพศได้อยู่ร่วมกัน ให้ทุกๆ โรงเรียนสามารถให้การศึกษาและอนาคตที่เท่าเทียมกันแก่เด็กทุกคนได้ จนผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องหันไปพึ่งพาโรงเรียนที่แยกเพศอย่างที่กำลำพูดถึงกันอยู่ เพราะว่าคนเราไม่ว่าเพศไหนนั้นก็ไม่ได้มีอุปนิสัยที่อยู่ในกรอบของบรรทัดฐานทางเพศเสมอไป

แล้วทุกคนล่ะ มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการมีอยู่ของโรงเรียนหญิงล้วนชายล้วนอย่างไร?
หรือใครที่เคยเรียนในโรงเรียนเหล่านี้ก็มาแชร์ประสบการณ์กันได้นะ

#โรงเรียนชายล้วน #โรงเรียนหญิงล้วน
#AllBoysSchool #AllGirlsSchool
#Education #DiversityInSchool

Content by Alexis to your Mimi, Pani S
Graphic by Napaschon Boontham
อ่านข่าวเรื่องเพศอื่นๆ : https://bit.ly/38MAJn4

อ้างอิง
Smh: https://bit.ly/3Df5Pkl
Time: https://bit.ly/3uCB2uw
Psychologytoday: https://bit.ly/2WII44w
Steemit: https://bit.ly/3Bak3lF
Encyclopedia: https://bit.ly/3iv2pSB
Mthai: https://bit.ly/3DarMB2https://bit.ly/3uCm9Z6
Silpa-mag: https://bit.ly/3moht5y
Blockdit: https://bit.ly/3uAG1Me
Kroobannok: https://bit.ly/3D6jvhi
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

- Advertisement -
ปณิตา ศิริวงศ์วานงาม
ปณิตา ศิริวงศ์วานงาม
Visual Designer, Content Creator & Occult lover https://ppapuru.com/
กันตพงศ์ เชี่ยวพิมลพร
กันตพงศ์ เชี่ยวพิมลพร
นักหาทำอันดับหนึ่งที่คิดว่าจะยังคงหาทำต่อไปและตามหาตัวเองไปเรื่อยๆ เชื่อว่าเสียงของทุกคนมีความหมาย(วะวะว๊าว) เวลาว่างชอบทำตัวให้ไม่ว่าง(แฮ่)
นภัสชล บุญธรรม
นภัสชล บุญธรรม
Illustrator & Graphic Designer