เมื่อผู้หญิงไว้ขนรักแร้กลายเป็นเรื่องหนักหัวคนอื่น

- Advertisement -

“โกนมันซะ จูเลีย”
“หยุดทำให้เรื่องนี้(ขนรักแร้ผู้หญิง) เป็นเรื่องปกติสักที!”
“รูปนี้ทำลายวันของฉันให้แย่ไปเลย”
“โครตน่ารังเกียจ”
“ฉันคิดว่ามันน่าแหวะ ขอโทษที”
“การดูแลความสะอาดตัวเอง ไม่ใช่เรื่องแย่นะ”

นี่คือคอมเมนต์ใต้แอ็กเคานต์อินสตาแกรมหนึ่งที่โพสต์รูปเก่าของดาราหญิง จูเลียโรเบิร์ต เมื่อปี 1999 เธอยกแขนโบกมือเห็นขนรักแร้ที่ปล่อยเป็นธรรมชาติ ถึงแม้ว่ารูปนี้จะถูกโพสต์ใหม่ในปีนี้ และมีคอมเมนต์ในเชิงบวก แต่ก็ยังมีคนที่แสดงความเห็นในเชิงรังเกียจอยู่เหมือนเดิม ยังไม่นับว่าถ้าเราลองเข้ากูเกิลแล้วเสิร์ชคำว่า ‘Celebrity Armpit Hairs’ ก็จะเจอภาพของดาราหญิงเกือบทั้งหมด สะท้อนให้เห็นกลาย ๆ ว่า ‘ขนรักแร้ของผู้หญิง’ มักจะเป็นเรื่องใหญ่กว่าขนรักแร้ของผู้ชายอยู่เสมอ วันนี้เราจึงจะมาชวนคุยเรื่องนี้กัน

SPECTROSCOPE: เมื่อผู้หญิงไว้ขนรักแร้กลายเป็นเรื่องหนักหัวคนอื่น

ถ้าพูดถึงการโกนและตัดแต่งขนนั้น คงต้องย้อนไปไกลมาก ๆ ไม่ว่าจะเพราะเรื่องความเชื่อในแต่ละวัฒนธรรมต่าง ๆ อย่าง เช่นอียิปต์โบราณที่ทั้งผู้ชายและผู้หญิงจะโกนขนตั้งแต่หัวจรดเท้า หรือเหตุผลเรื่องคลาสที่ชนชั้นสูงจะโกนขน ไม่ก็ด้วยเหตุผลด้านความสะอาด ฯลฯ แต่แล้วทำไมมันถึงกลายเป็นแค่ผู้หญิงที่โดนกดดันว่าต้องไม่มีขนซะงั้นล่ะ?

ขนผู้หญิงและการกดทับ – ได้เคยมีคนวิเคราะห์ถึงประเด็นนี้ไว้หลายแง่มุม โดยหนึ่งในนั้นบอกว่า ค่านิยมที่ผู้หญิงต้องมีคนเกลี้ยงเกลานั้น เป็นผลพวงของปิตาธิปไตยที่พยายามรักษาผู้หญิงให้อยู่สภาวะที่ ไร้เดียงสา มองว่าความ ‘ไร้ขน’ นั้นทำให้ผู้หญิงเด็กลง เหมือนเด็กสาวแรกแย้มอยู่ตลอดเวลา เป็นการกดทับผู้หญิงวิธีหนึ่ง ให้อยู่ตามกรอบและบทบาทสังคม ที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงจาก ‘ความเป็นชาย’ และตรงตาม ‘ความงามตามมาตรฐาน’ ที่สังคมสร้างขึ้น ซึ่งข้อหลังนี้ จะพาเราไปถึงเรื่องโครงสร้างสังคมนิยมทุน อีกประเด็นหนึ่งที่ถูกมองว่าเป็นปัญหาของเรื่องนี้เช่นกัน

ทุนนิยมและการกำจัดขน – ย้อนไปในช่วงที่แฟชั่นตะวันตกของผู้หญิงกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ ‘Jazz Age’ ที่เสื้อแขนกุดขึ้นและกระโปรงก็เริ่มสั้นลง เมื่อปี 1914 ‘Harper’s Bazaar’ นิตยสารผู้หญิงเจ้าแรกก็ได้ออกโฆษณากำจัดขนออกมา และในปีถัดมา ‘คิง แคมป์ ยิลเลตต์’ เจ้าของบริษัทขายมีดโกนชื่อดัง ได้หัวหมอผลิตโฆษณา ที่เป็นเหมือนโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) ที่บอกว่าขนรักแร้ของผู้หญิงนั้นเป็นสิ่ง ‘ไม่พึงประสงค์’ ‘ควรต้องเอาออก’ เพื่อขายสินค้าใหม่เป็นมีดโกนสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ เพิ่มกลุ่มเป้าหมาย (Target Group) และเพิ่มยอดขายขึ้นเป็นสองเท่า

แนวคิดนี้ก็คงอยู่มายาวนาน พวกสื่อ ซอฟต์มีเดีย (Soft Media) รวมถึงวงการแฟชั่น ค่อย ๆ สร้างความรู้สึกไม่มั่นคงให้กับผู้หญิง กดดันให้พวกเธอรู้สึกแปลกแยกและน่ารังเกียจถ้าไว้ขนรักแร้ พวกเขาเข้ามามีส่วนอย่างมากในการสร้างกรอบความงานมาตรฐาน และกรอบเพศต่าง ๆ ผู้หญิงต้องมีรักแร้เรียบเนียน ผิวขาวไร้รอยด่าง ผู้ชายต้อง แข็งแกร่ง มาดแมน ฯลฯ ยัดคนเข้ากล่องต่าง ๆ เพียงเพื่อขายสินค้าและบริการให้ได้หลายกลุ่มมากขึ้น (นี่ยังรวมไปถึงการพยายามตีตลาด LGBT+ แบบกลวง ๆ ในปัจจุบันด้วย)

จริง ๆ ตอนนี้แบรนด์ต่าง ๆ และสื่อก็เริ่มความตระหนักรู้ถึงเรื่องนี้มากขึ้น และเริ่มออกแคมเปญที่แสดงให้เห็นขนรักแร้ในแง่บวกมากขึ้น อย่าง ‘Adidas SS21’ ที่ใช้นางแบบที่ไว้ขนรักแร้และโชว์อย่างเปิดเผย หรือแบรนด์มีดโกนขน ‘Billie’ ที่พยายามโปรโมทแบรนด์โดยบอกว่า ‘การโกนขนนั้นเป็นทางเลือก ถ้าคุณไม่อยากโกน เราก็มีสินค้าอื่นให้เหมือนกัน’ (ขายของเพิ่มหนึ่ง) หลาย ๆ คนมองว่านี่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดี แต่บ้างก็มองว่านี่เป็นการตลาดที่ไม่น่าไว้ใจอยู่ดี เพราะสุดท้ายแล้วมันก็คือการพยายามเพิ่มช่องทางขายในอีกรูปแบบหนึ่งตามกระแสสังคมที่กำลังเปลี่ยนเพื่อเอื้ออำนวยให้กับพวกนายทุน ซึ่งนี่ก็เป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกันต่อไป

กลับมาที่ปัจจุบันเหล่าดาราคนดัง ที่ต่างก็เริ่มออกมาพูดเรื่องนี้กันอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นตัวจูเลีย โรเบิร์ตเองที่แม้ไม่ได้ตั้งใจโชว์ขนรักแร้ แต่เมื่อถูกถามเธอก็บอกว่ามันแสดงถึงตัวเธอในฐานะ “มนุษย์คนหนึ่ง” หรือว่า ‘มาดอนน่า’ ที่เคยออกมาโพสต์รูปขนรักแร้และยังเคยบอกว่าไว้ชัดเจนเธอไว้ขนรักแร้มาตั้งแต่มัธยม จนถูกเพื่อนผู้ชายเรียกว่า ‘ปีศาจขนดก’ แต่เธอก็ไม่สนใจ นอกจากนี้ก็ยังมีดาราอีกหลายคนอย่าง ‘แอล แฟนนิ่ง’ ‘คริสเทน สจ็วต’ ‘เลดี้ กาก้า’ ‘จูเลีย ไมเคิลส์’ ที่ออกมาโชว์ขนรักแร้ออกงานใหญ่ ๆ กันอย่างมั่นใจ

ย้อนไปเมื่อปี 2014 ถ้าทุกคนยังจำได้ เคยมีแคมเปญที่ผู้หญิงจีนร่วมกันถ่ายรูปโชว์ขนรักแร้ ซึ่งกลายเป็นประเด็นถกเถียงกันอยู่พักนึง โดยนอกจากเป็นการประท้วงค่านิยมแบบสากลแล้วนั้น จริง ๆ แล้ว จีน ไต้หวัน และบางส่วนของญี่ปุ่น นั้นถือว่าการไว้ขนรักแร้ว่าเป็นเรื่องปกติมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว โดยเหตุผลหนึ่ง (สมัยก่อน) คือเพื่อแยกตัวเองออกจากผู้ขายบริการ และอีกเหตุผลหนึ่งคือความเชื่อเรื่องสมดุลทางธรรมชาติ ที่มองว่าการถอนขนรักแร้นั้นจะทำให้ป่วยไข้ได้ เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าการมีรักแร้ไร้ขนนั้นไม่ใช่คุณค่าของทุก ๆ สังคมเสมอไป

ไว้ขนรักแร้ = สกปรก? – นี่เป็นอีกประเด็นที่หลายคนมักยกมาโต้แย้งความเกลียดชัง ‘ขนรักแร้’ โดยบอกว่าการไว้ขนรักแร้นั้นสกปรกและต้องมีกลิ่นเหม็น แต่จริง ๆ แล้ว ปัจจัยของกลิ่นตัวนั้นไม่ได้มาจากขน แต่คือ เหงื่อ และเชื้อแบคทีเรียต่างหาก ทั้งยังเคยมีผลวิจัยงานหนึ่ง จากมหาวิทยาลัยชาร์ลส์ กรุงปราก ที่ช่วยยืนยันว่ารักแร้ที่ถูกโกนตลอด กับรักแร้ที่ไว้ขนในระยะสามอาทิตย์นั้น ไม่ได้มีความแตกต่างทางกลิ่นอย่างมีนัยยะสำคัญเลย นี่ยังไม่นับบางเคสที่เมื่อโกนขนแล้วกลิ่นตัวแรงขึ้น เนื่องจากไม่มีขนมาช่วยซับเหงื่อและทำให้เหงื่อแห้งเร็วขึ้น การกล่าวหาว่า ผู้ที่ไว้ขนรักแร้ = เหม็นหรือน่าแขยงนั้น จึงฟังดูด่วนสรุป และไม่ค่อยเมคเซนส์สักเท่าไร

Pink Tax หรือ ภาษีสีชมพู – ในกำจัดขนและโกนขนแต่ครั้ง นอกเหนือจากความเสี่ยงที่ต่อการเสียดสี ความระคายเคือง หรือความเจ็บปวดทางผิวหนังแล้ว สิ่งที่ผู้หญิงต้องเจอ ก็ยังมีเรื่องค่าใช้จ่าย ที่เรียกว่า ‘ภาษีสีชมพู’ ในที่นี้นั้นไม่ใช่ภาษีจริง ๆ แต่คือราคาของสินค้าและบริการที่เจาะจงลูกค้า ‘ผู้หญิง’ (สินค้าที่เป็นสีชมพู หรือเขียนว่า lady เป็นต้น) ที่มักจะมีราคาที่แพงกว่าสินค้าลักษณะคล้ายกันแต่เจาะจงผู้ชายอย่างมีนัยยะสำคัญ แน่นอนนี่ว่ารวมไปถึงผลิตภัณฑ์กำจัดขนอย่างมีดโกน หรือครีมกำจัดขนสำหรับผู้หญิงด้วย นี่จึงนับเป็นปัญหาที่สร้างความเสียเปรียบทางการเงินระหว่างเพศอีกด้วย (อ่านเพิ่มเติมเรื่อง Pink Tax: https://bit.ly/3lCBfJW)

ย้อนกลับมาที่ประเทศไทย คนไทยส่วนใหญ่ยังคงยึดถือค่านิยมที่ว่าผู้หญิงรักแร้เรียบเนียนตามแบบตะวันตกอยู่อย่างแน่นเหนียว แล้วก็สื่อไทยอีกนี่แหละที่หมั่นผลิตซ้ำ และควบคุมผู้หญิงในเรื่องร่างกาย ตั้งแต่เรื่องขน ยันเรื่องครีมผิวขาวต่าง ๆ ผลิตซ้ำแต่รูปแบบรักแร้เนียนขาววิ๊งอยู่ เรื่อย ๆ (เพื่อนของคนเขียนที่เป็นผู้ชายบางคนตอนเด็ก ๆ เคยเข้าใจว่าผู้หญิงไม่มีขนรักแร้ด้วยซ้ำ) เราจะเห็นได้ชัดว่าแทบจะไม่เคยเห็นดาราหญิงคนไทย ที่ออกมาไว้ขนรักแร้อย่างเปิดเผยเลย หรือถ้ามีรูปหลุดออกมา ก็จะถูกทำข่าวในเชิงหยามเหยียด

นี่เป็นเพราะ เราถูกล้างสมองผ่านสื่อต่าง ๆ ว่าขนรักแร้ผู้หญิงนั้นไม่สมเป็นหญิง หรือการเล่าเรื่องของสื่อไทยที่บอกในทางอ้อมว่า ‘ผู้คนโดยเฉพาะผู้ชายถ้าเห็นขนโผล่มาแล้วจะไม่ชอบหรือตกใจ’ นี่ยังเป็นการแอบแฝง ‘Male Validation’ หรือแนวคิดที่ทำให้หญิงรู้สึกว่าต้องได้รับการยอมรับจากผู้ชายอยู่ตลอดอีกด้วย ทำให้เมื่อมีใครสักคนออกมาโพสต์รูป หรือเรียกร้องสิทธิเรื่องขนของผู้หญิงในไทย ก็มักจะได้รับคำตอบรับในเชิงที่ต่อต้านรุนแรงซะใหญ่โต แม้กระทั่งจากผู้หญิงด้วยกันเอง

จริง ๆ แล้ว การเรียกร้องเรื่องขนรักแร้ผู้หญิงนั้นมีมาตั้งแต่การเคลื่อนไหวเฟมินิสต์คลื่นที่สอง ที่เหล่าเฟมินิสต์ตะวันตกนั้นออกมาไว้ขนรักแร้ โยนมีดโกนทิ้ง เพื่อบอกว่าผู้หญิงไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามสังคมและผู้ชายบอกให้เป็น กระแสนั้นก็เริ่มเลือนหายไปตามเวลา ไม่ได้แปลว่าการเรียกร้องเรื่องนี้นั้นหายไปโดยสิ้นเชิง แต่การเรียกร้องเปลี่ยนจากการปฏิเสธขนรักแร้ เป็นการให้ทางเลือกกับผู้หญิงมากกว่า

อย่างไรตาม ก็มีเฟมินิสต์บางคน อย่างเช่น ‘Betty Friedan’ ผู้เขียน ‘Feminine Mystique’ ที่มองว่าการเรียกร้องเรื่องขนนั้น ควรจบไปได้แล้ว เพราะมันเป็นการแย่งความสำคัญของปัญหาใหญ่ ๆ เกี่ยวกับปากท้อง และเศรษฐกิจ อย่างเรื่องโอกาสในการทำงาน หรือค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรของผู้หญิง แต่เราก็คงปฏิเสธมันได้ ว่าก็ยังมีคนที่ถูกตีตราจากเรื่องยิบย่อยเหล่านี้อยู่ เราจึงควรมองให้ถึงปัญหาการกดทับภาพรวมไปพร้อม ๆ กันจากประเด็นนี้ด้วย

สุดท้ายแล้ว เราไม่ได้จะบอกว่า ‘ผู้หญิงทุกคนจงไว้ขนรักแร้กันเถอะ!’ แต่กำลังบอกว่าพวกเธอนั้นควรจะสามารถจะไว้ หรือไม่ไว้ขนรักแร้ก็ได้ โดยไม่ต้องถูกตัดสิน และการตีตราผู้หญิงที่ไว้ขนรักแร้นั้นควรจะหมดไปได้แล้ว โดยที่ไม่มีใครควรต้องถูกเพ่งเล็งหรือด่าทอจากทางเลือกนั้น ๆ อีก

#Bodyhairsliberation

Content by Pani S
Graphic by Napaschon Boontham
อ่านข่าวเรื่องเพศอื่นๆ : https://bit.ly/38MAJn4

อ้างอิง
The Guardian: https://bit.ly/3lDz5Kl
BBC The Social: https://bit.ly/3nMTlf1
Thai PBS: https://bit.ly/3tX7lDX
Byrdie: https://bit.ly/39jqzKP
Women Museum: https://bit.ly/2Xvrhlx
Research Gates (Paper): https://bit.ly/3tYA8IC
The Conversation: https://bit.ly/39iSuuc
The Cut: https://bit.ly/2XLaCdX
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

- Advertisement -
ปณิตา ศิริวงศ์วานงาม
ปณิตา ศิริวงศ์วานงาม
Visual Designer, Content Creator & Occult lover https://ppapuru.com/
นภัสชล บุญธรรม
นภัสชล บุญธรรม
Illustrator & Graphic Designer