ดิสนีย์เปลี่ยน ‘Snow White’ ให้เป็นตัวละครคนละตินผิวสี ถูกวิจารณ์ไม่เหมาะกับบท ที่อีกมุมสะท้อนให้คิดเรื่องระบบสัญญะความหมายของ สีขาว – หิมะ – ความบริสุทธิ์ – ความงามมาตรฐาน

- Advertisement -


เมื่อ ‘ผิวสี’ บริสุทธิ์ดุจดั่งหิมะ…

เกิดกระแสความไม่พอใจของแฟนคลับดิสนีย์จำนวนมาก หลังจากมีการเผยชื่อนักแสดงที่จะเข้ามารับบทเป็น “Snow White” ในเวอร์ชั่นรีเมกที่กำลังจะเริ่มถ่ายทำในปี 2022 รับบทโดยนักแสดงสาว ‘Rachel Zegler’ (เรเชล เซเกลอร์) โดยประเด็นที่ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านเธอคือการที่เธอเป็นชาวละติน เชื้อสายโคลอมเบีย-โปแลนด์ และที่สำคัญคือเธอ “ไม่ได้มีผิวขาวเหมือนสโนว์ไวท์”

ด้วยผิวสีแทนที่เป็นอัตลักษณ์อย่างหนึ่งของชาวละติน พร้อมกับใบหน้าคมเข้มแตกต่างจาก Snow White ที่บรรยายไว้ในต้นฉบับนิทานว่ามี “ผิวขาวผุดผ่องราวกับหิมะ” ทำให้มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าเธอไม่เหมาะสมกับตัวละครนี้ทันทีหลังมีการประกาศ วันนี้เราจึงอยากชวนมองหลากหลายมิติของ ‘ความขาว’ ที่เคยเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของรูปลักษณ์เจ้าหญิงดิสนีย์ในอดีต และจุดมุ่งหมายของดิสนีย์ที่พยายามจะกำจัดภาพเจ้าหญิงเก่า ๆ เหล่านั้นทิ้งไป

ทำไม “สีขาว” ถึงกลายมาเป็นสัญญะในการใช้อุปมาถึง “สิ่งที่ดี” – มีการศึกษาหลาย ๆ ด้านว่าทำไมคนเราถึงมองว่าสีขาว เป็นสีที่สื่อถึง ความดี ความบริสุทธิ์ สงบ ปลอดภัย ฯลฯ และในทำนองเดียวกัน สีดำมักจะถูกนำไปเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ไม่ดี มีมลทิน ความชั่วร้าย ไม่ปลอดภัย หรือ สกปรก โดยการใช้สีขาวมาเป็นสัญญะในการแทนสิ่งที่ดีนี้เอง เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดการแปะป้ายแบ่งแยกผู้คนจากสีผิว ก่อให้เกิดลำดับชั้นทางสังคมและความไม่เท่าเทียม

#WhitenessInSemiology – หรือ ความขาวในมิติสัญญะวิทยา ในด้านภาษาศาตร์ ได้มีการให้เหตุผลว่าคนเราจะใช้ประสบการณ์ที่ตนเองสั่งสมมาใช้ในการสร้างสัญญะเปรียบเทียบสิ่งที่เราไม่สามารถสัมผัสได้ โดยสัมผัสทั้ง 5 หรือสิ่งที่เป็นนามธรรม เช่น การที่คนเราให้ “ความสูง” เป็นสิ่งที่แสดงถึง “ความแข็งแรง” หรือ “ความมีอำนาจเหนือกว่า” เนื่องจากตอนที่เราเป็นเด็กตัวเล็ก เราจะเห็นผู้ใหญ่ที่มีความสูงกว่าเราเป็นคนที่มีกำลังเหนือกว่าเรา เราจึงซึมซับความคิดที่ว่าอะไรที่อยู่สูงมักมีอำนาจที่เหนือกว่า ทำให้คนเรามักคิดว่าคนตัวสูง ๆ ต้องเป็นคนที่แข็งแรงไปโดยปริยาย

เช่นเดียวกันกับการแทน ‘สีขาว’ ให้มีนัยยะสื่อถึง สิ่งที่ดี เช่น การที่เรามองเห็นว่ากลางวันที่มีความสว่างและความขาว เป็นเวลาที่ปลอดภัยกว่ากลางคืน หรือเวลาเราเห็นหิมะสีขาวละลายเป็นน้ำใส ๆ ดีกว่าน้ำสีดำ ๆ ที่มีมลพิษ นั่นจึงเป็นสิ่งที่ฝั่งแน่นในระบบความคิดของเราว่า สีขาว จะต้องแทนสิ่งที่ดี สีดำ หรือเฉดอื่น ๆ สีที่มีความคล้ำดำ จะเป็นสิ่งที่ไม่น่าชื่นชม และนั่นเองก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เราให้คุณค่าของ ‘ผิวขาว’ ว่าเป็นลักษณะที่ทำให้คนหนึ่งมีความดี สวยงาม บริสุทธิ์ จนก่อให้เกิดการให้อภิสิทธิ์ทางสังคมบางอย่างกับคนผิวขาว และเลือกปฏิบัติกับคนที่มีผิวคล้ำกว่า

#WhitenessInRace ความขาวในมิติเชื้อชาติ – “ความขาว” ถูกนำมาใช้ในแนวคิดที่สร้างขึ้นมาโดยสังคม (Social Construct) เพื่อสร้างลำดับชั้นทางเชื้อชาติ ด้วยการให้คนผิวขาวเป็นเชื้อชาติหลักอันดับหนึ่งของโลกใบนี้ที่มีอำนาจทางสังคมสูงกว่าเชื้อชาติอื่น ๆ ด้วยประวัติศาสตร์ที่มีการล่าอาณานิคมเพื่อปกครอง และกดทับกลุ่มเชื้อชาติอื่น ๆ ทำให้คนผิวขาวถูกมองว่าเป็นประชากรชั้นบนสุด ตั้งแต่ในอดีตมาจนถึงปัจจุบัน และขณะเดียวกันก็ทำให้คนดำ คนเอเชีย และเชื้อชาติอื่น ๆ ที่ไม่ได้มีผิวขาวถูกทำให้เป็นอื่น (Otherization) และนำไปสู่การเหยียดเชื้อชาติ (Racism) ในที่สุด

#WhitenessInBeautyStandards ความขาวในมิติความงาม – นอกจากจะใช้ “ความขาว” กำหนดความดีงาม และลำดับชั้นทางเชื้อชาติและสังคมได้แล้ว ในโลกของปิตาธิปไตยที่ถูกครอบครองไว้มนุษย์เพศชายผิวขาวก็ทำเกิดมาตรฐานความงามในอุดมคติ (Ideal Beauty Standards) ที่กำหนดลัดษณะทางกายภาพของผู้หญิง ว่าต้องมีทรวดทรงโค้งเว้า หน้าตาที่ ‘สละสลวย’ และแน่นอนว่าต้องมี ‘ผิวขาว’ อีกทั้งในทางศาสนาที่เปรียบสีขาวกับความบริสุทธิ์จึงทำให้มีความคิดที่ว่าผู้หญิงที่มีผิวขาว คือผู้หญิงที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง

เราจะได้เห็นการสะท้อนมาตรฐานความงามนี้ผ่านจากทางวรรณกรรมมาแต่ในอดีต เช่นเดียวกันกับการบรรยายลักษณะของ Snow White ที่ต้องมีผิวขาวผุดผ่องราวกับหิมะ ซึ่งถือว่าเป็นการส่งต่อมาตรฐานความงามแบบโบราณ และสิ่งนี้เองที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อวัดคุณค่าของผู้หญิงและกดทับผู้ที่ไม่ได้มีลักษณะทางกายภาพตรงกับมาตรวัดความงามนี้ หรือในทุกวันนี้เราจะได้เห็นคำว่า “Beauty Privilege” ในสังคมไทยที่ชอบให้สิทธิพิเศษกับคน ๆ หนึ่งเพียงเพราะมีผิวขาว ตรงตามมาตรฐานความงาม

ดังนั้น หาก “ผิวขาว” เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดความไม่เสมอภาคขึ้นในสังคม ไม่ว่าจะในมิติของการแบ่งแยกชนชั้นทางเชื้อชาติหรือความงาม ดิสนีย์จึงมีความพยายามที่จะนำเสนอภาพจำที่หลากหลายขึ้น (Diversification) ลดบทบาทของมาตรวัดคุณค่าของคนจาก “ความขาว” ให้ลดน้อยลง และแทนที่ด้วยความงามของเชื้อชาติอื่น ๆ ผ่านการคัดเลือกผู้แสดงแบบ Color-Blind Casting ที่ไม่ใช้ปัจจัยทางด้านเชื้อชาติ และสีผิว อย่างที่เคยเกิดขึ้นในซีรีส์ที่ประสบความสำเร็จอย่าง Bridgerton ที่แคสต์นักแสดงผิวดำกับบทขุนนางผิวขาว หรือ Hermione ผิวดำใน Harry Potter ฉบับละครเวที

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าความพยายามในการทำ Color-Blind Casting ของดิสนีย์ จะมีจุดประสงค์เพื่อให้เกิดความหลากหลายขึ้นในหน้าสื่อระดับโลกที่มีอิทธิพลต่อความคิดคนในสังคม แต่ก็เป็นที่น่าคิดว่า ทางดิสนีย์จะทำอย่างไรให้ผู้ชมทั่วโลกเห็นว่า การเลือกผู้แสดงที่ไม่ได้มีผิวขาวดูสมเหตุสมผลกับบทนี้ (ที่ดูจะสร้างมาเพื่อคนขาวตั้งแต่แรก) มากที่สุด รวมทั้งทำให้ผู้คนได้ตั้งคำถามกับตัวเองอีกครั้งว่าจำเป็นแค่ไหนกับการที่เราต้องสงวนตัวละครเดิมที่มีผิวขาวให้คนผิวขาวเล่นเท่านั้น และจะดีกว่าไหมหากเราเห็นเชื้อชาติที่หลากหลายได้โลดแล่นในโลกภาพยนตร์มากขึ้น?

#SnowWhite
#WhitenessInSemiology
#WhitenessInBeautyStandards
#WhitenessInRace #Diversification
#ColorBlindCasting

Content by Wattanapong Kongkijkarn
Graphic by Napaschon Boontham
อ่านข่าวเรื่องเพศอื่นๆ : https://bit.ly/38MAJn4

อ้างอิง
Deadline: https://bit.ly/3w1MKy5
The Beat: https://bit.ly/3vVpphc, https://bit.ly/3vVpphc
The Conversation: https://bit.ly/35UN4DP
Graf, D 2008, Rereading Female Bodies in Little Snow-White: Independence and Autonomy Versus Subjugation and Invisibility, master’s thesis, The University of Wisconsin Oshkosh, Oshkosh.
ภาพ: Stefan Ruiz, Vogue, December 2020
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

- Advertisement -
Wattanapong Kongkijkarn
Wattanapong Kongkijkarn
มนุษย์อักษรผู้ชอบอ่านวรรณกรรมเป็นนิจ คิดวิเคราะห์เป็นจิตใจ และหลงใหลในความหลากหลายทางเพศของมนุษย์