ชาวอังกฤษผ่าหน้า 18 ครั้ง เพื่อเป็น ‘ปาร์ค จีมิน’ วง BTS อ้างว่าเหมือนการข้ามเพศแต่เป็น “การข้ามเชื้อชาติ” หรือ ‘Transracial’ เปลี่ยนร่างผิวขาวให้เป็นคนเกาหลี

- Advertisement -

“ฉันคิดว่าการเป็นคนข้ามเชื้อชาติ (Transracial) มันก็เหมือนกับการเป็นคนข้ามเพศ (Transsexual) … ฉันรู้สึกว่าฉันเกิดมาอยู่ในร่างที่ไม่ใช่ตัวฉัน ฉันคิดว่าฉันน่าจะเกิดมาเป็น ‘จีมิน’ ในอีกชีวิตหนึ่ง’ ”

นี่คือสิ่งที่ ‘Oli London’ (โอลี ลอนดอน) อินฟลูเอนเซอร์ชาวอังกฤษกล่าวไว้ หลังจากที่เขาผ่านการผ่าตัดศัลยกรรมเพื่อเปลี่ยนแปลงใบหน้าของเขาถึง 18 ครั้งเพื่อให้มีหน้าตาเหมือน ‘ปาร์ค จีมิน’ วง BTS และบอกว่านี่เป็นการ ‘ผ่าตัดข้ามเชื้อชาติ’ ให้เป็นคนเกาหลี โดยโอลีได้ตั้งชื่อเกาหลีของเขาว่า ‘จีมิน’ พร้อมกล่าวว่า “ตัวตนของฉันคือคนเกาหลี เกาหลีคือวัฒนธรรมของฉัน เกาหลีคือบ้านเกิดของฉัน และตอนนี้ฉันมีหน้าตาเหมือนคนเกาหลีแล้ว”

“ฉันมีความสุขมาก ๆ ฉันได้แปลงโฉมของฉันอย่างเสร็จสมบูรณ์แล้ว… ฉันมีตาแบบคนเกาหลี และฉันก็ได้ทำศัลยกรรมยกคิ้วแล้วเช่นกัน” จากคำพูดดังกล่าวของ ‘จีมิน’ ทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะยูทูปเบอร์ชาวเกาหลีอย่าง ‘คังมิน ลี’ ที่ได้ออกมาทวีตต่อเรื่องราวการ ‘ข้ามเชื้อชาติ’ ของจีมินว่า “นี่มันคือการลดทอนคุณค่าของชาวเกาหลีอย่างไม่น่าเชื่อเลย ถ้าเขาจะอ้างว่าแค่การไปทำศัลยกรรมให้มีตาตี่ ๆ ก็ทำให้เขาเป็นคนเกาหลีได้ง่าย ๆ”

โดยความเห็นส่วนหนึ่งมองว่า หากมองไปที่แก่นของคำพูดในตอนต้นที่เขาเปรียบเทียบ ‘การข้ามเชื้อชาติ’ ว่าเหมือนกับ ‘การข้ามเพศ’ ของ ‘จีมิน’ แล้ว นี่นับว่าเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการเหยียดเชื้อชาติ (Racism) การฉกฉวยทางวัฒนธรรม (Cultural Appropriation) และการเหยียดคนข้ามเพศ (Transphobia) ด้วยการใช้สิทธิพิเศษทางสังคมในการเป็นคนผิวขาวของเขา โดยการที่คน ๆ หนึ่งตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนเพียง ‘รูปลักษณ์ภายนอก’ เพื่อที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่ตัวเขาเองยังไม่มีความเข้าใจที่ดีพอนั้น ไม่สามารถนำมาเทียบได้เลยกับประสบการณ์ที่คนข้ามเพศต้องเจอ พร้อมชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง ‘เชื้อชาติ’ และ ‘เพศสภาพ’

เพราะ ‘เชื้อชาติ’ (Race) และ ‘เพศสภาพ’ (Gender) ถูกสร้างมาอย่างแตกต่างกัน – ‘เพศสภาพ’ (Gender) คือสำนึกภายในที่เรามีต่อตัวของเราเอง เราจะคิดว่าเราเป็นเพศอะไรก็ได้ และนั้นคือสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความรู้สึกอันเป็นปัจเจกของเรา แม้ว่าเราจะอยู่ในสังคมที่กำหนดกรอบของเพศให้มีแค่ ชายและหญิงเมื่อตอนเราเกิดมา แต่เราก็สามารถระบุอัตลักษณ์ทางเพศของเราได้ภายหลัง โดยบางคนอาจรู้เพศที่แท้จริงของตัวเองได้ตั้งแต่สองหรือสามปีแรกที่เกิดมา โดยการตัดสินใจข้ามเพศนั้นไม่ได้ทำให้เกิดความเดือดร้อน หรือเป็นการทำร้ายใคร

ในทางกลับกัน ‘เชื้อชาติ’ ไม่ใช่สำนึกที่เกิดขึ้นโดยความปัจเจกเหมือนกับที่คน ๆ หนึ่งมีต่อเพศสภาพของตัวเอง แต่คือการที่สังคมกำหนดร่วมกันว่า ‘ลักษณะทางกายภาพที่มีผลมาจากยีนส์’ สามารถนำมาแยกให้เป็นหมวดหมู่ของแต่ละเชื้อชาติ เราไม่สามารถสืบทอด ‘เพศ’ ได้ แต่เราสามารถสืบทอด ‘เชื้อชาติ’ ได้ เพราะสิ่งที่ประกอบสร้างอัตลักษณ์ทางเชื้อชาติ ไม่ได้มีเพียงแค่ลักษณะภายนอกเท่านั้น แต่ต้องมีนัยยะของ ‘วัฒนธรรม’ ‘ความเป็นคอมมูนิตี้’ ‘การเชื่อมโยงกันระหว่างคนในเชื้อชาติ’ หรือแม้กระทั่งความเข้าใจ ‘ความยากลำบากและความบอบช้ำทางจิตใจที่มีร่วมกันของคนในเชื้อชาตินั้น ๆ’ รวมอยู่ด้วย

ดังนั้น ในกรณีของ ‘จีมิน’ หรือ ‘โอลี ลอนดอน’ ชาวเน็ตส่วนใหญ่จึงกล่าวว่า การทำศัลยกรรมเพื่อให้ใบหน้ามีลักษณะเหมือนคนเกาหลีเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้เขาบอกว่าตัวเองเป็นคนเกาหลีได้ ทว่ากลับเป็น ‘การเหยียดเชื้อชาติ’ และ ‘การฉกฉวยทางวัฒนธรรม’ ด้วยการทำให้ดูเหมือนว่า ‘เชื้อชาติ’ เป็นแค่เพียงสิ่งที่เอาไว้ประดับอัตลักษณ์ของตนเอง เป็นสิ่งที่ทุก ๆ คนสามารถ ‘เลือก’ เปลี่ยนเชื้อชาติได้โดยฉกฉวยเอาแค่ส่วนที่ตนเองชอบเกี่ยวกับวัฒนธรรมของเชื้อชาตินั้น ๆ มาใส่ตัวเอง โดยที่ไม่ได้ตระหนักถึงประวัติศาสตร์ ความยากลำบาก และแผลทางจิตใจของคนเชื้อชาตินั้น ๆ ที่คนเชื้อชาติอื่นไม่มีวันเข้าใจได้เหมือนกับพวกเขา

อย่างไรก็ตาม ก็มีผู้คนบางส่วนบนทวิตเตอร์เห็นด้วยกับ ‘การข้ามเชื้อชาติ’ ของจีมิน โดยพวกเขากล่าวว่า เชื้อชาติ ก็เป็นแค่สิ่งที่สังคมสร้างขึ้นมาเท่านั้น เหมือนกับเพศ ดังนั้น หากเราไม่พอใจในอัตลักษณ์ทางเชื้อชาติของเราเหมือนกับที่เราไม่พอใจในเพศ เราก็สามารถระบุว่าเราเป็นเชื้อชาติอื่นได้โดยการเข้ารับ ‘การผ่าตัดเพื่อแปลงเชื้อชาติ’ และบางส่วนยังมองว่าเป็นการแสดงความรัก และความชื่นชอบที่คน ๆ หนึ่งมีต่อวัฒนธรรมหนึ่งเท่านั้น โดยที่ไม่ได้มีเจตนาไม่ดี

อีกทั้ง ‘Transracial’ นั้น มีอยู่จริง ๆ ในแง่ของกฎหมายที่เรียกว่า ‘Transracial Adoption’ (การรับอุปการะบุตรบุญธรรมข้ามเชื้อชาติ) คือการที่ครอบครัวหนึ่ง (โดยส่วนมากจะเป็นครอบครัวคนผิวขาว) จะรับอุปการะเด็กที่มีเชื้อชาติต่างจากพวกเขา (ส่วนใหญ่จะเป็นคนผิวดำ) แต่อย่างไรก็ตาม ความเป็นส่วนหนึ่งของเชื้อชาติกำเนิดดั้งเดิมของเด็กก็ยังเป็นสิ่งสำคัญที่ครอบครัวผู้อุปการะจะต้องให้ความสำคัญ และไม่สามารถตัดขาดพวกเขาออกจากวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมของพวกเขาได้

กลับมาที่การกระทำของโอลี ผู้เขียนมองว่าการพูดว่า ‘เลือกข้ามเชื้อชาติ’ เหมือนกับที่คนเราสามารถ ‘เลือกข้ามเพศ’ เป็นการลดทอนความยากลำบากในการต่อสู้เพื่อมีชีวิตอยู่ของคนข้ามเพศ (Transgender) อีกด้วย เนื่องจากการข้ามเพศนั้นไม่ใช่ ‘ตัวเลือก’ ที่อยู่ ๆ จะตัดสินใจได้ แต่ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากความทุกข์ใจในเพศสภาพของคนเอง (Gender Dysphoria) และแรงกดดันทางสังคมที่บีบให้พวกเขารู้สึก ‘จำเป็น’ ที่จะต้องข้ามเพศเพื่อชีวิตที่ดีกว่าของ แต่โอลีนั้นไม่ได้ต้องเจอกับอคติ หรือการเลือกปฏิบัติใด ๆ จากการที่เขาเป็นคนผิวขาวชาวอังกฤษ การเลือก ‘ข้ามเชื้อชาติ’ ก็เป็นแค่การทำเพื่อความสุขของตนเองและอาจจะสร้างบาดแผลทางความรู้สึกให้กับคนอื่น ๆ ที่มีเชื้อชาติเกาหลีจริง ๆ

ดังนั้น เราทุกคนควรตระหนักไว้ว่า หากเรายอมรับคำว่า ‘Transracial’ ให้เกิดขึ้นในสังคม ก็จะเป็นการมองปัญหาทางเชื้อชาติแบบตื้นเขิน และเป็นการมองข้ามความจริงที่ว่า ในทุก ๆ วันยังมีคนอีกมากมายที่ต้องต่อสู้เพื่อให้อัตลักษณ์ทางเชื้อชาติของตนเองเป็นที่ยอมรับของสังคม ยังมีคนอีกมากมายที่พยายามเอาชนะอคติ การกดทับ และการเลือกปฏิบัติกับพวกเขาด้วยแรงจูงใจทางเชื้อชาติ เพื่อให้คนรุ่นหลังของพวกเขามีความเป็นอยู่ที่ดีกว่า และการ ‘ข้ามเชื้อชาติ’ ก็ไม่ต่างอะไรกับการขโมยอัตลักษณ์เอาไปประดับ และผลักให้ผู้เป็นเจ้าของอัตลักษณ์ที่แท้จริงต่อสู้กับการกดทับต่อไปอย่างไม่ใยดี

#NoTransracialism
#Transsexual #Racism
#Transphobia #CulturalAppropriation

Content by Wattanapong Kongkijkarn
Graphic by Napaschon Boontham
อ่านข่าวเรื่องเพศอื่นๆ: https://bit.ly/38MAJn4

อ้างอิง
Considering Adoption: https://bit.ly/3hPFaBt
New York Post: https://bit.ly/2Uqfe7m, https://bit.ly/2V4tKlt
The Conversation: https://bit.ly/3ACXian
Twitter: https://bit.ly/3dTkya6
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

- Advertisement -
Wattanapong Kongkijkarn
Wattanapong Kongkijkarn
มนุษย์อักษรผู้ชอบอ่านวรรณกรรมเป็นนิจ คิดวิเคราะห์เป็นจิตใจ และหลงใหลในความหลากหลายทางเพศของมนุษย์