ควรใช้คำอย่างไรกัน? เมื่อพูดถึงการ ‘ทำแท้ง’ สรุปพอดแคสต์จาก “กลุ่มทำทาง” ว่าด้วยเรื่อง ‘ภาษา’ ที่ส่งผลต่อวัฒนธรรมวิธีคิดต่อการทำแท้งในสังคมไทย

- Advertisement -

“ภาษาที่ใช้มันก็สื่อถึงทัศนคติที่มันฝังอยู่ในค่านิยม ในสังคม [ไทย]”

นี่เป็นประโยคหนึ่งในพอดแคสต์ของกิจกรรมการพูดคุยในหัวข้อเรื่อง “ ‘การใช้คำ’ เรื่องทำแท้ง” ใน ‘Twitter Space’ เมื่อวันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน เพื่อแสดงให้เห็นว่าภาษานั้นก็เป็นเรื่องที่พวกเราควรสนใจเช่นกันเมื่อพูดถึงเรื่องการทำแท้ง ซึ่งผู้ร่วมพูดคุยในพอดแคสต์นี้คือคุณนุ่ม สุไลพร ชลวิไลและคุณชมพู่ สุพีชา เบาทิพย์ จาก คุยกับผู้หญิงที่ทำแท้ง กลุ่มที่เคลื่อนไหวเกี่ยวกับการผลักดันกฎหมาย ให้คำปรึกษา และสร้างความรู้เข้าใจเกี่ยวกับการทำแท้งปลอดภัย และคุณเม คุณมี่ คุณหยา จากแอดมิน The Pillow Talks

โดยวันนี้เราจะมาสรุปประเด็นต่าง ๆ บางส่วนที่น่าสนใจจากพอดแคสต์นี้ให้อ่านกัน

การใช้คำสำคัญอย่างไร? – เพราะภาษาที่ใช้ในการทำแท้งแสดงถึงทัศนคติและค่านิยมที่ฝังลึกในสังคมไทย บางครั้งเวลาเราใช้คำต่าง ๆ พวกนี้ พวกเราไม่ได้ตระหนักถึงความหมายโดยนัยของคำที่ใช้ ซึ่งคำส่วนใหญ่ที่ใช้มันไม่ได้เป็นกลางทางความหมาย แล้วพอใช้กันต่อไปเรื่อย ๆ จึงเกิดความหมายแฝงที่อาจจะกดทับหรือประณามผู้ตั้งครรภ์โดยที่พวกเราไม่รู้ตัว

การพาดหัวข่าวของสื่อที่ตีตราผู้ตั้งครรภ์ – ผู้ดำเนินรายการได้บอกว่า การพาดหัวข่าวเกี่ยวกับเรื่องทำแท้งส่วนใหญ่ในประเทศไทยมีลักษณะการกล่าวโทษ และผลักภาระทั้งหมดให้กับผู้ตั้งครรภ์ อาทิ “แม่ใจยักษ์ เอาลูกมาทิ้ง” “ฆ่าลูก” หรือ “วัยรุ่นใจแตก” ซึ่งการพาดหัวข่าวพวกนี้ไม่เคยมีการถามถึงฝ่ายชายหรือฝ่ายที่ทำให้เกิดการตั้งครรภ์เลย สะท้อนให้เห็นว่าผู้คนไม่ได้มองเห็นการมีอยู่ของพวกเขาด้วยซ้ำ และทำให้ไปจากหน้าที่ความรับผิดชอบนี้ ทั้ง ๆ ที่ก็เป็นบุคคลที่ทำให้ตัวอ่อนเกิดขึ้นมา

ผู้พูดในพอดแคสต์ได้กล่าวเพิ่มว่า การพาดหัวข่าวในลักษณะนี้มันส่งผลกระทบกับคนที่เคยทำแท้งในชีวิตจริงที่แทบไม่มีสิทธิ์ไม่มีเสียงในสังคมเลย มิหนำซ้ำ สื่อยังไม่ได้เผยมุมมองให้ฝั่งของผู้ตั้งครรภ์เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ หลาย ๆ ทีการพาดหัวข่าวมันไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงและไม่คิดถึงว่ามันมีเหตุผลมากกว่านั้นที่คนคนหนึ่งจะตัดสินใจทำแท้ง อย่างบางกรณี บางคนก็ไม่สามารถเข้าถึงยาคุมกำเนิดได้หรือไม่สามารถทำให้สามีของตนใส่ถุงยางได้ ซึ่งเกิดจากความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน

ประวัติศาสตร์ของคำว่า ‘ทำแท้ง’ ในไทย – พิธีกรได้เล่าถึงประวัติศาสตร์การทำแท้งในไทยว่า ถ้าย้อนกลับไปในกฎหมายตราสามดวงของไทย จะมีการใช้คำว่า ‘รีดลูก’ ไม่ใช่คำว่า ‘แท้งลูก’ ถ้าเราเอากรอบคำในบริบทปัจจุบันไปครอบ เราอาจจะรู้สึกว่าคำว่า ‘รีดลูก’ มันน่ากลัว แต่ที่จริงมันอาจจะอธิบายถึงกระบวนการนำเด็กออกเฉย ๆ ในสมัยนั้น ที่น่าสนใจคือกฎหมายสมัยก่อนดูความก้าวหน้ามากกว่าสมัยนี้ เพราะกฎหมายตราสามดวงไม่มีการลงโทษผู้ทำแท้ง แต่มีการลงโทษของผู้ที่จงใจให้ผู้ตั้งครรภ์แท้งแทน

ตามหลักกฎหมายไทยในปัจจุบัน คำว่า ‘ทำแท้ง’ ถูกใช้เป็นประโยคกรรม (กรรมของกริยาขึ้นก่อน) อย่างเช่น ในมาตรา 301 ที่ระบุว่า “หญิงใดทำให้ตนเองแท้งลูก” จะเห็นว่าการใช้คำทำให้ดูเหมือนว่าผู้หญิงไม่ได้ตกลงปลงใจที่จะทำแท้งเอง นอกจากนี้ ยังมีการใช้คำว่า ‘ลูก’ ที่เหมือนการสรุปไปแล้วว่าตัวอ่อนที่อยู่ในครรภ์เป็นลูกอีกด้วย พิธีกรจึงให้ความเห็นว่าการจะปรับเปลี่ยนทัศนคติและสร้างความเข้าใจให้กับคนในสังคมนั้น ต้องเริ่มเปลี่ยนจากวิธีที่ใช้คำ เพราะคำต่าง ๆ ล้วนเป็นตัวประกอบสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการทำแท้ง

เปลี่ยนคำว่า ‘หญิง’ เป็นคำว่า ‘บุคคล’ แทน – นอกจากนี้ ในรายการก็ได้มีการก็นำเสนอให้การใช้คำว่า ‘หญิง’ ในกฎหมายเป็นคำว่า ‘บุคคล’ เพื่อโอบรับความหลากหลายทางเพศในปัจจุบัน เพราะไม่ใช่มีแค่ผู้หญิงที่สามารถท้องได้ อีกอย่าง ผู้ตั้งครรภ์ที่ท้องได้ที่ไม่ใช่ผู้หญิงก็ไม่ได้รู้สึกสบายใจที่จะโดนเหมารวมว่าเป็นผู้หญิงอีกด้วย การใช้คำว่า ‘ผู้หญิง’ ในกฎหมายในแง่หนึ่งก็ลบเลือนอัตลักษณ์ของผู้มีความหลากหลายทางเพศไป และก็แสดงให้เห็นถึงการติดชะงักกับระบบสองเพศ (Binary)

การทำแท้งและการ “ปรับประจำเดือน” – คำนี้อาจเป็นคอนเซ็ปต์ที่ดูเก่ามากและหลาย ๆ คนอาจไม่รู้จัก แต่มันมีความหมายเดียวกับการทำแท้ง แค่เป็นการอธิบายการทำแท้งในลักษณะของการบอกว่าประจำเดือนของผู้ตั้งครรภ์นั้นกลับมาหลังจากการทำแท้งแล้ว ซึ่งผู้ร่วมพูดคุยในพอดแคสต์ได้อธิบายว่าคำนี้ถึงจะเก่า แต่ก็มีความก้าวหน้ามากกว่าทำแท้งเพราะมันไม่ได้มีนัยยะของการฆ่า การทำบาป หรือความชั่วร้ายของผู้หญิง แต่ก็มีการถกเถียงกันว่าจริง ๆ แล้วในสมัยนี้การทำแท้งมันก็อาจสร้างความเข้าใจได้ง่ายกว่าคำว่า “ปรับประจำเดือน” และอาจจะไม่ได้มีความหมายในเชิงลบขนาดนั้นแล้ว

ความเป็นแม่ที่ถูกยัดเยียดจากสังคม – ผู้ดำเนินพอดแคสต์ได้ยกตัวอย่างกรณีผู้ตั้งครรภ์ที่ตัดสินใจไปอัลตร้าซาวน์ ผู้ให้บริการทางด้านการแพทย์บางคนจะเหมารวมว่ามารับเข้าบริการเพื่อที่จะฝากครรภ์ ดังนั้นจึงเกิดการใช้คำว่า “คุณแม่” ทันที ถึงแม้ว่าคำพูดนี้จะไม่ได้ประสงค์ร้าย แต่มันก็สร้างความกระอักกระอ่วนใจให้กับผู้ตั้งครรภ์ในกรณีที่วางแผนว่าจะทำแท้ง การใช้คำว่า “คุณแม่” มันกดดันให้พวกเขาจะต้องแบกรับหน้าที่ภาระในการเลี้ยงลูกโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นผู้ให้บริการก็ควรจะให้ความสำคัญกับการใช้ภาษาด้วย เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการจะฝากครรภ์

เมื่อ Pro-Life ไม่แคร์ Life ของผู้ตั้งครรภ์ – ในพอดแคสต์ได้มีการตั้งข้อสังเกตและตั้งคำถามเกี่ยวกับกลุ่มสนับสนุนชีวิต หรือ ‘Pro-Life’ ที่ไม่สนับสนุนการทำแท้ง ว่าสุดท้ายแล้วคนเหล่านี้จะสนับสนุน ‘ชีวิต’ ได้อย่างไรถ้าตั้งใจละเลยการสนับสนุนสิทธิในเรือนร่างและการใช้ชีวิตของผู้ที่ต้องการยุติการตั้งครรภ์ หรือถ้าอย่างนั้น Pro-Life หลาย ๆ คนก็ควรจะเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Anti-Choice เพราะว่าไม่อยากให้ผู้ตั้งครรภ์เลือก นอกจากนี้ ผู้เขียนอยากเสริมว่าสิ่งที่น่าฉงนที่สุดคือ ในหลายครั้ง กลุ่มคน ‘Pro-Life’ ไม่ใช่คนที่จะต้องมาเลี้ยงดูแลทารกที่จะต้องคลอดออกมาเสียด้วยซ้ำ สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นการสำเร็จความใคร่ทางศีลธรรม (Moral Ejaculation) ในที่สุด

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของประเด็นที่น่าสนใจในพอตแคสต์ “ทำแท้งทอล์ค EP.11 ‘การใช้คำ’ เรื่องการทำแท้ง” หากใครสนใจที่จะฟังต่อเกี่ยวกับเรื่องประเด็นการทำแท้งว่ามันมีความสำคัญ และภาษานั้นมันมีอิทธิพลต่อเรื่องการทำแท้งอย่างไรก็สามารถไปติดตาม Podcast ของ ’กลุ่มทำทาง’ ได้ใน Twitter Space และฟังย้อนหลังได้ในลิ้งก์ต่าง ๆ ข้างล่างนี้ได้เลย

“เพราะการทำแท้งปลอดภัยเป็นสิทธิสำหรับผู้ตั้งครรภ์ทุกคน”

ฟังพอตแคสต์นี้: https://bit.ly/3dQ5dqO

สามารถติดตามกลุ่มทำทางต่อได้ที่:
YouTube: https://bit.ly/3hhKQVB
Facebook: https://bit.ly/3yuqUoy
Instagram: https://bit.ly/3hBI1Og
Twitter: https://bit.ly/3hBvmuJ หรือ @TamTangTH
Blockdit: https://bit.ly/3e66UAT

#Abortion #ProChoice
#ProVoice #SafeAbortionThailand

Content by Hutsakorn Nartboonyokrit
Graphic by Napaschon Boontham
อ่านคอนเทนต์เรื่องเพศอื่นๆ: https://bit.ly/3hhRUzp
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

- Advertisement -
หรรษกร นาถบุญโญกฤต
หรรษกร นาถบุญโญกฤต
นักศึกษาเอกภาษาและวรรณคดีอังกฤษที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สนใจในวรรณกรรม ช่วงเวลาว่างชอบทำรีมิกซ์เพลงกับตั้งคำถามแนวอัตถิภาวนิยม (existentialism) ให้ตัวเองแพนิค นอกจากนี้ยังหลงใหลในการฟังเพลงและการเล่นเกม RPG คนเดียวในห้องเงียบ ๆ