ศาลยังนิ่งเฉยต่อคำร้องของ ‘Britney Spears’ เรื่องขอให้ยกเลิก ‘กม.ผู้พิทักษ์’ ที่ตัวเธอบอกว่าเป็น “กม.ทารุณกรรม” และพ่อใช้บงการเธอมากว่า 13 ปี

- Advertisement -


“กฎหมายผู้พิทักษ์นี้มันช่างเหมือนการ ‘ทารุณกรรม’ ฉัน”

นี่คือสิ่งที่ ‘Britney Spears’ (บริทนีย์ สเปียร์) ได้กล่าวไว้ในศาลเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ที่ผ่านมาเพื่อยื่นอุทธรณ์ให้ยกเลิกคำสั่งที่ศาลสั่งให้สิทธิ์ #Conservatorship (กฎหมายผู้พิทักษ์) กับพ่อของเธอที่เข้ามามีอำนาจในการดูแล และกำหนดชีวิตของเธอ ไม่ว่าจะเป็นการมีอำนาจในการครอบครองและจัดการทรัพย์สิน ตลอดจนการควบคุมการใช้ชีวิตประจำวัน และทุก ๆ การตัดสินใจในชีวิต โดยเธอกล่าวว่าเป็นกฎหมาย ‘ทารุณกรรม’ ที่เธอต้องอยู่กับมันมาตลอด 13 ปี

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2007 ในขณะที่ชื่อเสียงของบริทนีย์กำลังพุ่งถึงขีดสุด ปัญหาชีวิตส่วนตัวของเธอก็ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะชน ไม่ว่าจะเป็นการหย่าร้างกับอดีตสามี และการเสียสิทธิ์ในการดูแลลูก ๆ ทั้งสองของเธอ เนื่องจากสถาวะทางจิตที่ไม่มั่นคง จนเกิดภาพที่เธอโกนหัวและฟาดร่มเข้าที่รถของปาปารัซซี่ ทำให้ถูกสังคมมองว่าเธอได้เข้าสู่สภาวะล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

จากสภาพจิตใจที่เข้าขั้นวิกฤตในตอนนั้นทำให้เธอถูกตัดสินให้เป็น ‘บุคคลไร้ความสามารถ’ และจำเป็นต้องอยู่ภายใต้ Conservatorship ของพ่อเธอ ‘โดยไม่ต้องผ่านการวินิจฉัยใด ๆ เลย’ ทำให้เธอสูญเสียอิสรภาพในตัวเอง (Autonomy) อย่างสิ้นเชิง การตัดสินใจในทุก ๆ อย่างของชีวิตจะต้องผ่านการอนุมัติจากพ่อของเธอ และแม้ว่าในเวลาต่อมาที่เธอผ่านการรักษาตัวจนกลับมาเป็นปกติแล้ว เธอยังคงต้องทนอยู่ภายใต้อำนาจการควบคุม และข้อกฎหมายนี้เองที่ทำให้เธอต้องเหมือนถูกจองจำในคุกอยู่ตลอดเวลา

เมื่อบริทนีย์ถูกทำให้เป็นเหมือนเด็กทารกอีกครั้ง – Infantilization หรือ กระบวนการที่ทำให้บุคคล ๆ หนึ่งที่โตแล้วกลายเป็นเหมือนเด็กอีกครั้ง คือสิ่งที่เป็นปัญหาจาก กฎหมายผู้พิทักษ์เนื่องจากเมื่อบริทนีย์ถูกกฎหมายและคนรอบข้างปฏิบัติราวกับว่าเธอยังอยู่ในวัยที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้โดยอ้างว่าเธอมีความไม่สมบูรณ์ทางจิตใจ ดังนั้น เธอจึงไม่มีอำนาจในการตัดสินใจอะไรได้เลย และไม่มีใครยอมเชื่อในสิ่งที่เธอพูดเนื่องจากกฎหมายบอกว่าเธอคือคนที่มีความบกพร่องทางจิต นั่นจึงเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดช่องโหว่ให้พ่อของเธอใช้อำนาจนี้ เพื่อครอบครองการตัดสินใจทุกอย่างในชีวิตของเธอเพื่อหาผลประโยชน์ให้กับตัวของเขาเอง

กฎหมายผู้พิทักษ์ในฐานะเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ – กฎหมายที่มีไว้เพื่อให้พ่อของเธอช่วยเหลือและดูแลเธอ กลับกลายมาเป็นเครื่องมือที่ทำให้เธอไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธสิ่งที่พ่อสั่งให้เธอทำได้เลย เธอต้องทำงานตามตารางที่พ่อจัดการให้เธออย่างหนักตั้งแต่ปี 2013 แม้ในครั้งหนึ่งที่เธอรู้สึกป่วยจนไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้ เธอก็ต้องฝืนขึ้นแสดงบนคอนเสิร์ตที่ลาสเวกัสเพราะหากเธอปฏิเสธก็จะต้องโดนพ่อของเธอ ‘ลงโทษ’ และรายได้จากการทำงานทั้งหมดก็อยู่ภายใต้การดูแลของพ่อเธอ “ฉันรู้สึกเหมือนเหมือนฉันกำลังโดนรุมทำร้าย เหมือนกับว่าฉันโดนกลั่นแกล้ง ฉันรู้สึกว่าฉันถูกทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวแต่เพียงลำพัง” เธอกล่าว

สิทธิเหนือเรื่องร่างที่โดนพรากไป – มากไปกว่านั้น การที่มีกฎหมายนี้ดูเหมือนจะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของบริทนีย์อย่างรุนแรงขึ้นไปอีก เธอถูกลิดรอนสิทธิในการมีชีวิตตามที่ตนเองต้องการ หลังจากที่เธอออกมาเผยว่าทีมของเธอสั่งห้ามไม่ให้เธอถอดห่วงคุมกำเนิดที่เธอใส่ไว้ เพราะพวกเขาไม่ยอมให้เธอมีลูก แม้ว่าเธอจะย้ำกับพวกเขาว่าเธออยากมีลูกแล้วก็ตาม เธอได้กล่าวอุทธรณ์ต่อหน้าศาลครั้งล่าสุดว่า “ฉันสมควรที่จะได้มีสิทธิเหมือนกับคนอื่น ๆ ฉันควรจะได้มีลูก มีครอบครัว”

นอกจากนี้ เธอยังถูกลิดรอนสิทธิในการเลือกรับการรักษาพยาบาล เพียงเพราะเธอขอยกเลิกคอนเสิร์ตในลาส เวกัส เธอถูกบังคับให้รับยารักษาอาการทางจิตเวช ‘ลิเทียม’ ซึ่งเป็นตัวยาที่มีความรุนแรงเป็นอย่างมากจนทำให้เธอรู้สึกมึนเมาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งตัวยานี้อาจทำให้เกิดความบกพร่องทางจิตได้หากเธอต้องกินติดต่อเกิน 5 เดือน นอกจากนี้เธอยังถูกควบคุมด้วยพยาบาลถึง 6 คนที่บ้านของเธอ พร้อมถูกสั่งห้ามไม่ให้ออกจากบ้าน และแน่นอนว่า ครอบครัวของเธอไม่แม้แต่จะเข้ามายื่นมือช่วยเหลือเธอแม้แต่ครั้งเดียว

สิ่งที่เธอต้องเจอจากการอยู่ใต้กฎหมายผู้พิทักษ์ ในครั้งนี้ ทำให้เห็นว่า สิทธิในร่างกายที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะมี ถูกลิดรอนไปจนหมดสิ้น บริทนีย์ สเปียร์ กลายเป็นแค่เพียงสิ่งมีชีวิตที่สามารถสร้างเม็ดเงินให้กับคนกลุ่มหนึ่งเพื่อเอาไปใช้หาความสุขบนอิสระภาพของพวกเขาเองได้ ที่น่าเศร้าที่สุดคือทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเธอตอนนี้ อยู่บนพื้นฐานของกฎหมายที่เอื้อให้เกิดช่องโหว่กับคนกลุ่มหนึ่งให้สามารถหาผลประโยชน์จากความเจ็บปวดของชีวิตอีกคนหนึ่งได้

จากเรื่องนี้ ทำให้แฟนคลับของบริทนีย์ทั่วโลก ออกมาเรียกร้องให้พ่อของบริทนีย์และผู้มีอำนาจทางกฎหมาย คืนอิสระภาพและสิทธิมนุษยชนให้กับ บริทนีย์ สเปียร์ ผ่าน #FreeBritney จนกลายมาเป็นการเคลื่อนไหวที่มีความจริงจังและเข้มข้นมากขึ้นจากการเผยเหตุการณ์แย่ ๆ ที่บริทนีย์ต้องเจอตลอดหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงในครั้งล่าสุดนี้ด้วย อีกทั้งยังทำให้เกิดการตั้งคำถามว่ากฎหมาย Conservatorship นี้เป็นการปล่อยให้ผู้ที่อยู่ภายใต้การดูแลของผู้พิทักษ์ ถูกลิดรอนสิทธิมนุษยชนอย่างถูกกฎหมายอยู่หรือไม่

โดยอัพเดทล่าสุดวันนี้ (25 มิถุนายน 2021) ทางศาลสูงแคลิฟอร์เนีย ได้เผยเอกสารคำตัดสินของศาล ที่จะยังคงนิ่งเฉยต่อคำร้องของบริทนีย์ในครั้งล่าสุด ทำให้เธอยังต้องอยู่ภายใต้กฎหมายที่เหมือนการ ‘ทารุณกรรม’ ดังกล่าวนี้ต่อไป

สามารถฟังคลิปเสียงคำร้องของบริทนีย์ สเปียร์เมื่อวันที่ 23 มิถุนายนแบบเต็ม ๆ ได้ที่: https://bit.ly/3h69t6q

#FreeBritney
#BritneySpears
#Conservatorship
#Infantalization

Content by Wattanapong Kongkijkarn
Graphic by Napaschon Boontham
อ่านข่าวเรื่องเพศอื่นๆ: https://bit.ly/38MAJn4

อ้างอิง
American Civil Liberties Union: https://bit.ly/3wVF1mb
BBC News: https://bbc.in/3xJBS94, https://bbc.in/3da8jpA
Harper’s BAZAAR: https://bit.ly/35MHl32
Twitter: https://bit.ly/2SWrQD3
ภาพ: AFP
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

- Advertisement -
Wattanapong Kongkijkarn
Wattanapong Kongkijkarn
มนุษย์อักษรผู้ชอบอ่านวรรณกรรมเป็นนิจ คิดวิเคราะห์เป็นจิตใจ และหลงใหลในความหลากหลายทางเพศของมนุษย์