“พวกเขาคิดว่าฉันวาดรูปแบบเหนือความจริง แต่ไม่ใช่เลย ฉันไม่เคยวาดความฝันหรือฝันร้ายเลย ฉันวาดความจริงของฉัน” Frida Kahlo – ศิลปันผู้นำเสนอตัวตนบน ‘อัตลักษณ์อันทับซ้อน’ ของ ไบเซ็กชวล – คนพิการ และปัญหาในเม็กซิโก

- Advertisement -

“พวกเขาคิดว่าฉันวาดรูปแบบเหนือความจริง (Surrealist) แต่ไม่ใช่เลย ฉันไม่เคยวาดความฝันหรือฝันร้ายเลย ฉันวาดความจริงของฉัน”

SPECTRUM OF HUMAN: Frida Kahlo – ศิลปินผู้นำเสนอตัวตนบน ‘อัตลักษณ์อันทับซ้อน’ ของ ไบเซ็กชวล – คนพิการ และปัญหาในเม็กซิโก

‘ฟรีดา คาห์โล’ (Frida Kahlo) คือศิลปินชาวเม็กซิกันผู้มีอัตลักษณ์ทับซ้อนของไบเซ็กชวลและผู้พิการ แม้เธอเองจะไม่เคยบอกว่าตัวเองเป็นเฟมินิสต์ แต่แนวคิดของเธอที่แสดงออกผ่านผลงานก็เป็นบันดาลใจให้กับแนวคิดเฟมินิสต์ในยุคใหม่ ๆ อยู่หลายเรื่อง จากความคิดอันเป็นอิสระ การยอมรับในปัจเจก ที่เล่าผ่านจากเรื่องจริงของเธอและความเจ็บปวดในฐานะผู้หญิง และคนพิการที่พบเจอมาในชีวิต รวมไปถึงการต่อต้านบรรทัดฐานของสังคมเม็กซิโกในยุคนั้น อย่างการใส่ชุดสูทผู้ชายในการถ่ายรูปครอบครัว หรือการคบหาทั้งผู้ชาย และผู้หญิงในช่วงชีวิตหนึ่งของเธอ

คาห์โลเคยคบหากับคนดังหญิงมากมาย หลังจากการแต่งงานครั้งที่สองกับจิตกรผู้ฝักใฝ่การเมือง ‘ดิเอโก ริเวรา’ (Diego Rivera) ที่นอกใจคาห์โลหลายครั้ง เธอเลยออกไปคบหากับคนอื่นบ้างเสียเลย ซึ่งคนที่คบในตอนนั้นมีทั้งผู้ชาย และผู้หญิงโดยผู้หญิงที่เธอคบหาด้วยมีทั้งศิลปิน ‘Georgia O’Keeffe’ หรือ นักแสดงและนักกิจกรรมชื่อดัง ‘Josephine Baker’ อยู่ด้วย

นอกเหนือไปจากความเป็น LGBT+ ที่ไม่ได้รับการยอมรับในสมัยนั้น ความพิการของคาห์โลก็เริ่มมาจากโรคโปลิโอที่เธอเป็นเมื่ออายุ 6 ขวบ ทำให้ขาข้างขวาของเธอสั้นลง ทำให้เธอมักจะสวมกระโปรงยาวเพื่อปกปิดมันไว้ เมื่ออายุ 18 ปี เธอประสบอุบัติเหตุบนรถประจำทาง ทำให้แท่งเหล็กแทงบริเวณกระดูกเชิงกราน และไหปลาร้าหัก ได้รับผลกระทบหนักที่มดลูก และกระดูกขาขวา

นั้นทำให้เธอเป็นคนมีชื่อเสียงอีกคนหนึ่งที่มีอัตลักษณ์ทับซ้อนของคนพิการที่เป็นไบเซ็กชวล อีกทั้งเธอยังสนใจในเรื่องการเมืองหลังจากเข้าร่วมกับกลุ่ม ‘Mexican Communist Party’ จนพบกับริเวราสามีของเธอ ทำให้เรายังเห็นถึงแนวคิดทางการเมืองที่ถ่ายทอดผ่านผลงานของเธออีกด้วย

“ฉันวาดรูปเพราะฉันมักจะอยู่คนเดียว แล้วตัวฉันเป็นสิ่งที่ฉันรู้จักดีที่สุด” – ช่วงที่เธอนอนรักษาตัวจากอุบัติเหตุ ก็เป็นช่วงเวลาที่เธอเริ่มวาดรูปของตัวเอง โดยมีพ่อแม่น้ำกระดาษพู่กันมาให้ พร้อมกับติดกระจกไว้ที่ปลายเตียงของเธอ

วันนี้เราจึงชวนมารู้จักรูปที่เธอวาดแต่ละรูป ที่เหมือนกับเป็นการสะท้อนเหตุการณ์ และความคิดของเธอในแต่ละช่วงชีวิต ทั้งความเป็นผู้หญิงอิสระที่ไม่สนใจบรรทัดฐานทางเพศ ความเป็นไบเซ็กช่วล ความทรมานจากความพิการ และแนวคิดทางการเมืองของเธอด้วย

- Advertisement -

The Bus, 1929

ในปี 1929 เธอได้แต่งงานกับจิตกรผู้ฝักใฝ่การเมือง ‘ดิเอโก ริเวรา’ (Diego Rivera) ทำให้เธอเริ่มมีความสนใจการเมือง และได้สร้างสรรค์ผลงานที่สะท้อนการเมืองออกมา อย่างในรูปภาพ ‘The Bus’ นี้ได้แสดงถึงความเหลื่อมล้ำของชนชั้นในสังคมเม็กซิโก ที่ช่วงนั้นเป็นช่วงผัดเปลี่ยนของสงคราม ‘Cristero’ ไปสู่ช่วง ‘Great Depression’ ที่เศรษฐกิจตกต่ำ และประชาชนถูกขูดรีดภาษีโดยรัฐ ถ่ายทอดมาในรูปของชายหญิงในชุดสูทชนชั้นสูงที่เป็นสัญลักษณ์ของนายทุนในสังคมทุนนิยมนี้ แม่บ้านถือตะกร้าจ่ายตลาด ชายชนชั้นแรงงาน จนไปถึงผู้หญิงชาวอินเดียเท้าเปล่าที่แสดงถึงชนชั้นที่ถูกขูดรีด

Henry Ford Hospital (1932)

รูปนี้คาห์โลได้วาดขึ้นถึงตอนที่เธอได้แท้งลูกของเธอ และถูกหามไปโรงพยาบาล ‘Henry Ford’ ในรูปเป็นตัวเธอ ที่ถูกเชื่อมโยงด้วยอวัยวะภายในต่าง ๆ ทั้งมดลูก หรือกระดูกเชิงกรานที่เสียหายเนื่องจากอุบัติเหตุ ที่ทำให้เธอไม่สามารถมีลูกได้ แสดงถึงประสบการณ์ที่เจ็บปวดของผู้หญิง ซึ่งนอกจากการมีประจำเดือน การคลอดลูก และการแท้งลูก ผู้หญิงในเม็กซิโกยังต้องหวาดกลัวกับการฆ่าผู้หญิง (Femicide) ที่เกิดขึ้นในประเทศที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยนั้น โดยในปี 2020 ยังคงมีผู้หญิงถึง 939 คนถูกฆ่าตายที่เม็กซิโก ซึ่งส่วนมากถูกฆ่าจากคนในครอบครัวของเธอ

Two Nudes in a Forest (1939)

รูปนี้เป็นรูปที่แสดงถึงความเป็นไบเซ็กซ่วลของเธอ ในรูปทางซ้ายเราจะเห็นมีลิงสีดำมองผู้หญิง 2 คนกำลังพลอดรักกันอยู่ ซึ่งเจ้าลิงตัวนี้ก็เปรียบเสมือนบาปหรือปีศาจที่เฝ้ามองเธออยู่ เพราะความรักของเพศเดียวกันถือว่าเป็นสิ่งที่ขัดต่อประเพณีในสมัยนั้น โดยรูปนี้เธอวาดให้กับ ‘Dolores del Rio’ นักแสดงหญิงชาวเม็กซิกัน และยังแสดงให้เห็นว่าตัวคาห์โลไม่เคยซ่อนความเป็นไบเซ็กซวลของเธอ และเปิดเผยมันออกมาอย่างกล้าหาญ

Self-Portrait with Thorn Necklace and Hummingbird (1940)

รูปนี้เป็นอีกรูปที่โด่งดังของคาห์โล แสดงถึงความเจ็บปวดทรมานของเธอที่ต้องพบเจอทางกายภาพเหมือนกับเถาวัลล์หนามที่รัดตัวเธอไว้ อีกทั้งยังสะท้อนถึงตัวตนของเธอที่ไม่สนใจบรรทัดฐานความงาม (Beauty Standard) ของผู้หญิงในสังคมที่ได้ใส่ไปในงานศิลปะของเธอ อย่างการไม่โกนไรหนวด และไว้คิ้วที่หนาเตอะ ที่เป็นสิ่งที่แสดงความเป็นชาย (Masculine) ที่ผู้หญิงมักจะโกนออกไป

The Broken Column (1944)

รูปนี้เป็นรูปที่แสดงถึงความปวดร้าวของร่างกายเธอผ่านความพิการ และอุบัติเหตุในชีวิต ที่เธอต้องใช้คอร์เซ็ตสีขาวเป็นการดามร่างของเธอ แต่ถึงกระนั้นใบหน้าของเธอก็ยังคงนิ่งไม่สั่นไหวแม้ร่างกายจะถูกตอกไปทั่วร่างด้วยตะปู เหมือนเป็นการบอกว่าอุปสรรคทางร่างกายไม่สามารถหยุดยั้งชีวิตเธอจากการทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ได้

Self portrait with cropped hair (N/A)

คาห์โลได้วาดรูปนี้หลังจากที่เธอได้เลิกรากับดิเอโก ริเวรา โดยเป็นรูปของคาห์โลในชุดสูทเหมือนของที่ริเวราเคยใส่ และตัดผมของเธอให้เหมือนกับทรงผมของเขา พร้อมกับบอกว่า “เห็นไหม ถ้าฉันเคยรักคุณ นั่นก็เป็นแค่เพราะผมของคุณนั่นแหละ ตอนนี้ที่หัวคุณล้านหมดแล้ว ฉันก็หมดรักคุณแล้ว” ซึ่งรูปนี้แตกต่างจากรูปที่ผ่าน ๆ มาเพราะเธอมักจะวาดรูปตัวเองในชุดกระโปรง เพราะมันเป็นชุดที่สามีของเธอชอบ แต่การที่เธอหันมาวาดตัวเองในชุดสูท เป็นการบอกลาภาพจำเดิม ๆ ของเพศหญิง ที่แสดงถึงความอิสระ และไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้ชายอีกต่อไป

#Human #FridaKahlo
#DisabledLGBTArtist
#DisabilityandDiversity
#Intersectionality

Content by Alexis to your Mimi
Graphic by Napaschon Boontham
อ่านข่าวเรื่องเพศอื่นๆ : https://bit.ly/38MAJn4

อ้างอิง
Thetread: https://bit.ly/2UoT45A
Liveabout: https://bit.ly/3xm8ztp
Womennart: https://bit.ly/3qOswGK
Khanacademy: https://bit.ly/3AulI5D
Biography: https://bit.ly/2VbVTHv
Fridakahlo: https://bit.ly/3hBpIsE
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

- Advertisement -
กันตพงศ์ เชี่ยวพิมลพร
กันตพงศ์ เชี่ยวพิมลพร
นักหาทำอันดับหนึ่งที่คิดว่าจะยังคงหาทำต่อไปและตามหาตัวเองไปเรื่อยๆ เชื่อว่าเสียงของทุกคนมีความหมาย(วะวะว๊าว) เวลาว่างชอบทำตัวให้ไม่ว่าง(แฮ่)