ผู้หญิงคุกคามทางเพศผู้ชายไม่ใช่เรื่องที่ตลก จากกรณี #ก้อยนัตตี้ดรีม กับ ‘ปิตาธิปไตย’ ที่กดทับเหยื่อเพศชายให้โดนมองเป็นเรื่องขำๆ

- Advertisement -

เกิดกระแสดราม่าบนโลกโซเชียลหลังจากที่ ก้อย อรัชพร นัตตี้ นันทนัท และ ดรีม อภิชญา ทำคลิป “Truth or Dare” บนช่องยูทูปของพวกเธอโดยมี วี วิโอเลต มาเป็นแขกรับเชิญ โดยวีได้รับคำถามว่า “ถ้าต้องเลือก One Night Stand กับคนในวงการจะเลือกใคร?” และแม้ว่าจะมีท่าทีลังเล และพยายามบ่ายเบี่ยงคำถาม แต่หลังจากโดนคะยั้นคะยอให้ตอบ สุดท้ายเจ้าตัวต้องตอบชื่อนักแสดงชายคนหนึ่งที่เคยร่วมงานกัน

โดยมีการวิพากษ์วิจารณ์เนื้อหาของคำถามดังกล่าวผ่าน #ก้อยนัตตี้ดรีม จนขึ้นเทรนด์อันดับหนึ่งบนทวิตเตอร์ประเทศไทย ว่าส่อถึงการคุกคามทางเพศ รวมทั้งยังมีการเปรียบเทียบว่าถ้าพิธีกรทั้งสามและแขกรับเชิญเป็นผู้ชายที่พูดถึงการเลือก One Night Stand กับดาราหญิง การคุกคามทางคำพูดครั้งนี้คงโดนกระแสสังคมที่หนักกว่าอีกหลายเท่า วันนี้เราจึงอยากชวนพูดคุยถึงประเด็นการคุกคามทางเพศโดยผู้หญิง ที่แม้อาจจะดูเหมือนว่ามีความรุนแรงน้อยกว่าเวลาเพศชายทำ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องตลกและเรื่องที่ยอมรับได้ไปมากกว่ากัน

#SexualHarassment (การคุกคามทางเพศ) – ขึ้นชื่อว่าการคุกคามทางเพศ ก็นับว่าเป็นการกระทำที่ไม่สามารถหาความชอบธรรมให้กับผู้คุกคามได้ ไม่ว่าผู้คุกคามนั้นจะเป็นเพศอะไรก็ตาม โดยการคุกคามทางเพศไม่จำเป็นต้องรุนแรงถึงขั้นข่มขืน เพราะไม่ว่าจะเป็นการคุกคามทางคำพูด แซว แทะโลม (Catcalling) หรือการคุกคามทางสายตา ที่อาจจะดูเป็นเรื่องเบา ๆ ไม่ได้ส่งผลร้ายแรงนัก แต่หากเกิดขึ้นโดยละเมิดความยินยอมจากอีกฝ่ายหรือทำให้อีกฝ่ายรู้สึกอัดอัด ไม่สบายใจ และไม่ปลอดภัย ก็นับว่าเป็นการคุกคามทั้งนั้น

แล้วเหตุใด เวลาที่เราเห็นข่าวผู้หญิงถูกคุกคามทางเพศถึงเป็นเรื่องใหญ่และดูรุนแรง แต่เวลาที่ผู้ชายถูกคุกคามทางเพศนั้น กลับถูกมองว่าเป็นเรื่องไม่รุนแรง หรือมองว่าเป็นเรื่องขำ ๆ ? เราต้องย้อนกลับไปดูถึงต้นตอของสิ่งที่ทำให้สังคมมองว่าการที่ผู้ชายโดนคุกคามทางเพศไม่ใช่เรื่องรุนแรง ซึ่งก็คือ “ระบอบปิตาธิปไตย” ที่ได้กำหนดบทบาทและความคาดหวังของเพศชายว่าเป็นเพศที่ “เข้มแข็ง” ตามคำนิยามของคำว่า “ความเป็นชาย” (Masculinity) และเพศหญิงเป็นเพศที่ “อ่อนแอ” ตามคำนิยามของคำว่า “ความเป็นหญิง” (Femininity)

#InternalizedPatriarchy (การฝังรากลึกของระบอบปิตาธิปไตย) – เมื่อสังคมได้ซึมซับบทบาท และค่านิยม “ความเป็นชาย” และ “ความเป็นหญิง” เข้าไปแล้ว ทำให้ผู้ชายถูกมองว่าเป็นเพศที่ไม่สามารถถูกคุกคามทางเพศได้เพราะเป็นเพศที่ เข้มแข็ง แข็งแรง กำยำ ห้ามอ่อนแอ จนกลายเป็นความเป็นชายที่เป็นพิษ (Toxic Masculinity) ทำให้แทบจะไม่มี #MaleVictims หรือเหยื่อผู้ชายคนไหนกล้าออกมาเรียกร้อง หรือขอความช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อถูกคุกคามทางเพศ เพราะจะถูกสังคมมองว่า “เป็นผู้ชายอ่อนแอ” หรือที่เราได้ยินกันบ่อย ๆ ว่า “เป็นถึงผู้ชายทำไมถึงปล่อยให้เขาลวนลาม” หรือหนักไปกว่านั้นคือ “เป็นผู้ชายโดนผู้หญิงลวนลามก็น่าจะชอบอยู่แล้ว” หรือ “เป็นผู้ชายโดนพูดแซวนิดหน่อยก็เปราะบางแล้วหรอ”

ในขณะเดียวกัน Internalized Patriarchy ก็ทำให้เพศหญิงสามารถใช้โอกาสนี้ในการคุกคามผู้ชายได้เช่นเดียวกัน เนื่องจากเป็นเพศที่ถูกสังคมมองว่าเป็นเพศอ่อนแอ ไม่มีอันตรายเหมือนเพศชาย ดังนั้นการที่ผู้หญิงพูดจาแทะโลมหรือลวนลามผู้ชาย จึงถูกมองว่าเป็นเรื่องขำ ๆ ตลก ๆ อย่างที่เราจะเห็นได้ในคอมเมนต์บนโลกอินเตอร์เน็ตเช่น “คนนี้ผัวฉัน” “อยากอมของหลวง” หรือ “พ่อของลูก” หรือแม้กระทั่งในละครหลังข่าวที่มักทำให้ฉากที่ผู้ชายโดนผู้หญิงลวนลามเป็นฉาก “น่ารัก” หรือ “ตลก ๆ”

เช่นเดียวกันกับประเด็นการคุกคามทางเพศในกลุ่ม LGBTQIA+ ที่หลาย ๆ คนก็มองว่าการพูดจาคุกคามผู้ชายเป็นเรื่องตลก ๆ เนื่องจากเหตุผลหนึ่งคือภาพจำจากสื่อที่ทำให้ “กะเทย” เป็นตัวตลก และเป็นเรื่องธรรมดาที่จะพูดจาสองแง่สองง่าม จนทำให้มีกลุ่มที่มีไว้เพื่อจุดประสงค์ในการลงรูปและพูดจาคุกคามผู้ชาย รวมไปถึงการคุกคามเหยื่อผู้ชายที่ยังเป็นผู้เยาว์ยังไม่บรรลุนิติภาวะ และในทางกลับกันก็ยังมีอีกหลายส่วนในคอมมูนิตี้ที่มองว่าที่เป็น “กะเทย” ก็ต้องชอบเวลาถูกผู้ชายลวนลาม หรือคุกคามทางเพศ ทำให้ปัญหาเหยื่อการคุกคามที่เป็น LGBTQIA+ ก็ไม่ได้รับการให้ความสำคัญเท่าที่ควรเช่นกัน

ส่งผลให้ในปัจจุบัน แม้ว่ายังคงมีอัตราส่วนของผู้หญิงที่โดนคุกคามทางเพศอยู่ในระดับที่สูง และข่าวการคุกคามทางเพศที่เราแทบจะเห็นได้ทุก ๆ วันในสังคมปิตาธิไตย แต่ก็มีการรายงานว่าผู้ชายกำลังพบเจอกับการคุกคามทางเพศในที่ทำงานมากขึ้นด้วยเช่นกัน ดังนั้น นี่จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าผลผลิตของวาทะกรรมชายเป็นใหญ่ และการให้คุณค่ากับ Masculinity และ Femininity ที่ปิตาธิปไตยกำหนดขึ้นมา กำลังทำร้ายทุก ๆ คนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นเพศชาย เพศหญิง และ LGBTQIA+

กลับมาที่ดราม่า #ก้อยนัตตี้ดรีม แม้ว่าทางสามพิธีกรจะออกมาขอโทษ และชี้แจงว่าได้ขออนุญาต ผู้ที่ถูกเอ่ยชื่อทั้งหมดในช่วงดังกล่าวของรายการแล้ว พร้อมทำการลบช่วงที่เป็นปัญหาดังกล่าวออก แต่ก็เป็นอีกครั้งที่เราได้เห็นชุดความคิดจากผลผลิตของระบอบปิตาธิปไตยที่ว่า การคุกคามผู้ชายเป็นเรื่องตลก ถูกสะท้อนออกมาผ่านสื่อที่ทุก ๆ คนในสังคมรวมถึงเยาวชนสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย และเกิดการตั้งคำถามว่า หากความคิดเหล่านี้ยังคงวนเวียนอยู่ในสื่อและสังคม การคุกคามทางเพศจะหมดไปจากสังคมได้อย่างไร? ดังนั้นจึงเป็นเรื่องของพวกเราทุกคนที่ควรจะช่วยกันสร้างความตระหนักว่า “การคุกคามทางเพศ ไม่ว่าจะเกิดกับเพศไหน ๆ ก็เป็นปัญหารุนแรงที่ไม่ควรถูกปล่อยผ่าน และไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องตลก”

#ก้อยนัตตี้ดรีม
#InternalizedPatriarchy
#StopSexualHarassment
#MaleVictims

Content by Wattanapong Kongkijkarn
Graphic by Napaschon Boontham
อ่านข่าวเรื่องเพศอื่นๆ : https://bit.ly/38MAJn4

อ้างอิง
Mission To The Moon: https://bit.ly/35FdjON
The Conversation: https://bit.ly/35JVmOR
Twitter: https://bit.ly/3vMcfmE
USA Today: https://bit.ly/2TU5IZM
ภาพ: GoyNattyDream Channel
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

- Advertisement -
Wattanapong Kongkijkarn
Wattanapong Kongkijkarn
มนุษย์อักษรผู้ชอบอ่านวรรณกรรมเป็นนิจ คิดวิเคราะห์เป็นจิตใจ และหลงใหลในความหลากหลายทางเพศของมนุษย์