แม่ในคุก – ลูกในครรภ์ กับเงินอุดหนุนเด็กเล็กที่ต้องถ้วนหน้า

- Advertisement -

ในปัจจุบันนี้ ประเทศไทยมีผู้ต้องขังเพศกำเนิดหญิงถึง 36,408 คน และผลสำรวจล่าสุดจากทางสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย พบว่า สัดส่วนของผู้ต้องขังเพศกำเนิดหญิงที่เป็น “แม่” นั้นมีสูงถึง 78 เปอร์เซ็นต์ และเนื่องในวันแม่ปีนี้ เราจึงชวนมาถกประเด็นว่า ทำไมพวกเธอถึงต้องยอมเป็นแม่ที่กระทำความผิด นั่นเป็นเพราะพวกเธอผิดพลาด หรือเพราะปัญหาโครงสร้างของประเทศนี้ มันบีบบังคับให้พวกเธอจำเป็นต้องทำ

SPECTROSCOPE: แม่ในคุก – ลูกในครรภ์ กับเงินอุดหนุนเด็กเล็กที่ต้องถ้วนหน้า

โดยจากสถิติของกรมราชทัณฑ์ พบว่า ร้อยละ 80 ของผู้ต้องขังเพศกำเนิดหญิงที่เป็น “แม่” นั้นมีฐานะที่ยากจน หาเช้ากินค่ำ ทำให้พวกเธอต้องกระทำความผิด เช่น ขโมยของ หรือค้ายาเสพติด (โดยที่ไม่ได้เสพเอง) เพื่อหาเงินมาเลี้ยงดูบุตร สอดคล้องกับรายงานของสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทยที่ว่า 2 ใน 3 ของผู้ต้องขังเพศกำเนิดหญิงเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการหาเลี้ยงครอบครัว

#ค่าแรงที่ไม่สมเหตุสมผล – ถ้าเรามาย้อนดูที่อัตราจ้างรายวันของประเทศไทย ค่าแรงขั้นต่ำของไทยในปี พ.ศ. 2564 นั้นคือประมาณ 313-336 บาทต่อวัน ซึ่งอาจจะพอใช้ (แบบไม่มีเหลือเก็บ) แค่กับบุคคลคนเดียวที่หาเช้ากินค่ำ แต่ถ้าเทียบกับราคาที่แม่จะต้องจ่ายเพื่อแบกรับปากท้องของลูก ๆ ด้วยนั้น ถือว่าไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต โดยจากรายงานสถานการณ์ประชากรไทย พ.ศ. 2558 พบว่า ค่าเลี้ยงดูของบุตรแต่ละคนจนกว่าจะอายุครบ 20 ปี เฉลี่ยเป็นเดือนละ 4,000 บาท ซึ่งนับเป็นจำนวนรายจ่ายที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับรายได้

ทาง ‘theAsianparent’ แพลตฟอร์มที่ให้ข้อมูลสำหรับครอบครัวในวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ประเมินค่าเลี้ยงดูของเด็กทารกแรกเกิดจนถึงอายุ 2 ปี ครอบคลุมไปด้วยค่าเสื้อผ้า ผ้าอ้อม อุปกรณ์อาบน้ำ อาหารสำหรับเด็ก นมผง อยู่ที่ประมาณ 8,000-15,000 บาทต่อเดือน (ไม่รวมค่าวัคซีน ค่ารักษาพยาบาล และค่าของเล่นเสริมสร้างพัฒนาการ) ซึ่งถือว่าเป็นไปได้ยากมากสำหรับแม่ที่มีฐานะยากจนที่จะฝ่าฟันให้ลูก ๆ ได้เข้าถึงสิ่งเหล่านี้ เพราะเดิมทีค่าแรงขั้นต่ำก็หมดไปแล้วสำหรับค่าอาหารหรือค่าเดินทางในแต่ละวัน ยังไม่ต้องไปพูดถึงค่าใช้จ่ายเพื่อให้ลูกเข้าถึงสวัสดิการสุขภาพหรือการศึกษาที่ดี

#ขโมยเพราะไร้ทางเลือก – สำหรับคนหาเช้ากินค่ำที่ไม่มีแม้แต่เงินจะซื้ออาหารบำรุงให้ตัวเอง หรือแม่ที่ไม่สามารถอยู่ให้นมลูกได้เพราะต้องไปทำงานในเมือง พอหันไปหาอีกตัวเลือกหนึ่งซึ่งก็คือ “นมผง” ที่มีราคาประมาณ 250-1,300 บาทนั้น มันก็มีราคาแพงเกินไป เนื่องจากถูกควบคุมด้วย พ.ร.บ.นมผง โดยห้ามมีส่วนลด ของแถม ตัวอย่างสินค้า หรือขายพ่วง เพราะต้องการสนับสนุนให้เด็กได้รับประทานนมแม่เป็นหลัก ทำให้มีผู้ปกครองจำนวนไม่น้อย ต้องจำใจขโมยนมผงเพื่อไปเลี้ยงเด็ก เราจึงสังเกตได้ว่า สินค้านมผงในห้างร้านมีเครื่องป้องกันการขโมยติดอยู่ทุกกล่อง นั่นก็เพราะว่ามีคดีความผู้ปกครองยากจนขโมยนมผงเกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ นโยบายนี้จึงถือเป็นสิ่งที่ผลักภาระให้ประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย

ตลอดจนการตั้งครรภ์ไม่เคยเป็นเรื่องง่ายสำหรับคนเป็นแม่ และยิ่งถ้าตั้งครรภ์ในคุกไทยด้วยก็ยิ่งลำบากเข้าไปใหญ่ ผลสำรวจจากทางสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย ก็พบอีกว่า ในปี พ.ศ.​ 2561 มีเด็กจำนวนถึง 300 คนถูกเลี้ยงดูมาในคุก โดยทางโรงพยาบาลราชทัณฑ์ได้ระบุไว้ว่า เด็กที่เกิดมาในคุก ผู้เป็นแม่สามารถเลี้ยงดูในเรือนจำได้จนถึงอายุ 3 ปี ทางเรือนจำจะรับผิดชอบดูแลทางด้านสุขภาพเท่านั้น ส่วนนมผงและของใช้สำหรับเด็กจะต้องรอผู้ใจบุญบริจาค ซึ่งถ้าเทียบกับจำนวนผู้ต้องขังแล้วถือว่าไม่เพียงพอ เพราะแค่สวัสดิการขั้นพื้นฐานของผู้ต้องขังเพศกำเนิดหญิงอย่างผ้าอนามัยก็ยังคงขาดแคลนอยู่เลย นับประสาอะไรกับผ้าอ้อมและนมผงของลูกผู้ต้องขัง

#สวัสดิการของรัฐที่ไม่เพียงพอ – สำหรับเงินอุดหนุนเด็กเล็กนั้นมีอยู่แล้ว แต่ยังไม่ถ้วนหน้า โดยในปี พ.ศ. 2558 รัฐบาลดำเนินโครงการให้เงินสงเคราะห์บุตรเดือนละ 600 บาทต่อบุตร 1 คน ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 6 ปี เฉพาะครอบครัวที่มีฐานะยากจน หรือมีรายได้ไม่ถึง 100,000 บาทต่อปี นั่นทำให้มีเด็กแค่ 1.3 ล้านคนเท่านั้นที่เข้าถึงสิทธิ ในขณะที่เด็กอายุ 0-6 ปีมีมากถึง 4 ล้านคน โดยทางคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็กแบบถ้วนหน้า สำรวจพบว่า มีเด็กยากจนกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ที่ตกหล่น ไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากระบบคัดกรองที่เฉพาะเจาะจงแบบนี้ ซึ่งถือเป็นการกีดกันสิทธิมากกว่าการให้แบบถ้วนหน้า

ถ้านำนโยบายที่มีไปเทียบกับต่างประเทศ ไทยเรานั้นถือว่ายังต้องพัฒนาอีกมาก โดยปัจจุบันมี 32 ประเทศทั่วโลกที่อุดหนุนเงินเด็กเล็กแบบถ้วนหน้า เริ่มจากสิงคโปร์ ประเทศเพื่อนบ้านของเรามีนโยบายเพื่อสนับสนุนให้ครอบครัวมีลูก เนื่องจากปัญหาประชากรลดลง โดยจะจ่ายเงินแรกเกิดครั้งเดียว 3,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 72,544 บาท) เพื่อช่วยเหลือการเลี้ยงดูลูกในช่วงโควิด และเงินขวัญถุงอีกสูงสุด 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 241,815 บาท) หรืออย่างประเทศฝรั่งเศสที่แม้จะไม่พบปัญหาเหมือนสิงคโปร์ แต่สวัสดิการเลี้ยงดูเด็กกลับมากขึ้น เช่น มอบเงินอุดหนุนการดูแลเด็ก ให้ทั้งเด็กที่คลอดเอง และเด็กที่อุปการะมา โดยจะได้รับเงินช่วยเหลือถึง 1,900 ยูโรต่อเดือน (ประมาณ 73,646 บาท)

#เพราะทุกคนสมควรที่จะมีครอบครัวที่ดี – นอกจากสวัสดิการเด็กเล็ก และสิทธิของแม่ในคุกที่รัฐไทยจะต้องพัฒนาแล้ว ยังต้องครอบคลุมไปถึงครอบครัว LGBT+ ให้พวกเขาสามารถแต่งงาน มีลูกตามกฎหมาย และรับเงินอุดหนุนได้ด้วย เพราะต้นทุนชีวิตของคนเรานั้นไม่เท่ากัน แต่เป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องมอบสวัสดิการต่าง ๆ ที่เป็นการ “เตรียมความพร้อม” ให้กับทุกครอบครัว เพื่อที่พวกเขาจะสามารถมีลูกและครอบครัวที่ดีได้ ถ้าพวกเขาต้องการจะมี ไม่ว่าจะฐานะทางการเงินแบบไหน หรือเป็นเพศอะไร เพราะมันคือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชน “ทุกคน” ควรที่จะได้รับ

ร่วมลงชื่อเรียกร้องนโยบายอุดหนุนเงินเด็กเล็กให้เป็นสวัสดิการถ้วนหน้า ได้ที่: https://bit.ly/3eKbuVA และติดตามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่: https://theread.co

#MothersinJail #ParentinPrison
#ChildSupportGrant
#LeaveNoChildrenBehind
#SPECTROSCOPE #WeScopeForYou

Content by Alexis to your Mimi, Oranee R.
Graphic by Napaschon Boontham
อ่านข่าวเรื่องเพศอื่นๆ : https://bit.ly/38MAJn4

อ้างอิง
กรมราชทัณฑ์: https://bit.ly/3kFGU3e
TDRI: https://bit.ly/3wWNepx
TIJ: https://bit.ly/3hV1ECk
UNFPA: https://bit.ly/2V6BoMr
TheAsianParent: https://bit.ly/3kQDBq8 , https://bit.ly/36UKUVj
Hosdoc: https://bit.ly/3rrtpWc
Matichon: https://bit.ly/3rsBvhf
Workpoint Today: https://bit.ly/3kPI0tp
PPTVHD36: https://bit.ly/2Ut0tRP
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

- Advertisement -
กันตพงศ์ เชี่ยวพิมลพร
กันตพงศ์ เชี่ยวพิมลพร
นักหาทำอันดับหนึ่งที่คิดว่าจะยังคงหาทำต่อไปและตามหาตัวเองไปเรื่อยๆ เชื่อว่าเสียงของทุกคนมีความหมาย(วะวะว๊าว) เวลาว่างชอบทำตัวให้ไม่ว่าง(แฮ่)
นภัสชล บุญธรรม
นภัสชล บุญธรรม
Illustrator & Graphic Designer