9 นักเคลื่อนไหวพิการที่มีเพศหลากหลาย ผู้สู้กับการถูกกดทับด้วย ‘อัตลักษณ์ทับซ้อน’

- Advertisement -

เมื่อพูดถึงการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมทางเพศของกลุ่ม LGBTQ+ นั้น เราคงจะได้เห็น Activists (นักเคลื่อนไหว) ชื่อดังหลายต่อหลายคนทั่วโลก แต่เรากลับไม่ค่อยได้เห็นการนำเสนอนักกิจกรรมเคลื่อนไหวผู้เรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมเพื่อกลุ่มคนที่มีสภาวะทับซ้อน (Intersectionality) ที่เป็นทั้ง ‘LGBTIQ+’ และ ‘ผู้พิการ’ สักเท่าไหร่

พวกเขาเป็นตัวแทน (Representation) ที่ทำให้สังคมได้เห็นและเข้าใจตัวตนของผู้พิการที่มีความหลากหลายทางเพศ ทั้งยังทำให้ผู้คนได้เห็นถึงการต่อสู้กับความยากลำบากในการใช้ชีวิตอย่างคนที่มี ‘สภาวะทับซ้อน’ การต้องเจอกับความโดดเดี่ยวจากอุปสรรคทางร่างกายและทางสังคม และการที่ต้องเจอกับอคติ การเลือกปฏิบัติที่มีจากการมีอัตลักษณ์แห่งความเป็น “ชายขอบ” ถึงสองอัตลักษณ์

นี่คือ ‘9 Disabled LGBT Activists’ หรือ ‘9 นักเคลื่อนไหวพิการที่มีเพศหลากหลาย ผู้สู้กับการถูกกดทับด้วย ‘อัตลักษณ์ทับซ้อน’ ตั้งแต่ในยุคต้นศตวรรษที่ 20 จนถึงปัจจุบัน ผู้มีความสำคัญในสร้างความเข้าใจต่อกลุ่มคนพิการที่มีความหลากหลายทางเพศในสังคม สร้างแรงกระเพื่อมในสังคมให้หันมายอมรับและให้ความสำคัญแก่กลุ่มคนเหล่านี้ พร้อมเรียกร้องเพื่อสิทธิความเท่าเทียม และเป็นแรงบันดาลใจให้คอมมูนิตี้ผู้มีสภาวะทับซ้อนแห่งนี้ สามารถ ‘PRIDE’ ในอัตลักษณ์ความทับซ้อนอันเป็นเอกลักษณ์ของตนเองได้

‘Marsha P. Johnson’ (มาร์ชา พี. จอห์นสัน) เป็นฟันเฟืองหนึ่งที่สำคัญในกระบวนการเรียกร้องสิทธิให้กับกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQAI+) ในอเมริกา เธอเป็นทั้งสตรีข้ามเพศชาวแอฟริกันอเมริกัน แดร็กควีน ผู้ขายบริการทางเพศ นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิ LGBTQ+ ทั้งยังเป็นผู้พิการทางร่างกายและผู้ป่วยทางจิต

ความกล้าหาญของเธอที่สร้างตำนานมาจนถึงปัจจุบันคือ การปาแก้วช็อตใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ Stone Wall Inn (สโตน วอล อินน์) และตะโกนว่า “ฉันก็มีสิทธิมนุษยชนของฉัน!” ทำให้เกิดการจลาจล Stonewall ที่นับว่าเป็นการต่อสู้ของกลุ่ม LGBTQ+ กับสังคมและกฎหมายที่กดทับพวกเขาเหล่านี้อยู่ และเป็นที่มาของ Pride Month ในทุก ๆ เดือนมิถุนายนของทุกปี เพื่อเฉลิมฉลองให้กับอีกก้าวแห่งชัยชนะของ LGBTQ+

ยิ่งไปกว่านั้นเธอยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งองค์กรที่ให้พื้นที่ปลอดภัยเพื่อกลุ่มคนข้ามเพศ และเยาวชน LGBTQ+ ที่ไร้บ้าน เป็นที่แรก ๆ ของโลกนามว่า “STAR” (Street Transvestite Action Revolutionaries) อีกทั้งยังได้อุทิศตนเองเพื่อเรียกร้องสิทธิแทนกลุ่มผู้ขายบริการทางเพศ นักโทษ และผู้ป่วยติดเชื้อ HIV แม้ว่าตัวเธอเองจะมีความพิการทางร่างกาย และมีความป่วยทางจิตอีกหลายอาการ

โดยตัวอักษรย่อ P. ในชื่อของเธอ ย่อมาจากวลีที่มีอิทธิพลในกลุ่ม LGBTQ+ ที่ว่า “Pay it no mind” (ไม่ต้องไปสนใจ) ที่ใช้เพื่อพูดเวลาที่ผู้คนวิจารณ์แย่ ๆ เกี่ยวกับรูปลักษณ์ภายนอก และการตัดสินใจเลือกใช้ชีวิตของเธอ

#Human #MarshaPJohnson
#DisabilityandDiversity

อ้างอิง
Duke University: https://bit.ly/3w5eZvq
Joy Michael Ellison: https://bit.ly/3Aa4smg
Marie Daire: https://bit.ly/3qyptCq
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

- Advertisement -

‘Nyle DiMarco’ (ไนล์ ดิมาร์โค) เป็นนักแสดงชาวอเมริกัน นายแบบ LGBT+ และ นักเคลื่อนไหวที่เป็นผู้พิการหูหนวก ผู้ชนะรายการ America’s Next Top Model และรายการ Dancing with the Stars ก่อนที่จะเริ่มต้นอาชีพนักแสดงของเขาในภาพยนตร์อินดี้โปรดักชั่นภาษามืออเมริกันเรื่อง “In the Can”

จากการประสบความสำเร็จในวงการบันเทิงและความโด่งดังของเขา ทำให้เขาเป็นตัวแทนของผู้พิการ ในการพิสูจน์ให้กับสังคมให้เห็นว่าผู้พิการนั้นไม่ได้เป็นผู้โชคร้าย หรือเป็นบุคคลที่ไม่มีความสามารถ หากแต่เป็นคนที่สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้เช่นกัน เขาได้ใช้แพลทฟอร์มบนโลกโซเชียลของเขาที่มีผู้ติดตามกว่า 3 ล้านคนในการให้ความรู้และข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับคนพิการ อีกทั้งยังได้ทำคลิปวิดีโอเพื่อการศึกษาเกี่ยวกับการเรียน ‘ภาษามือ’ บนยูทูปอีกด้วย

นอกจากนี้เขายังประกาศตัวว่าเขาเป็นผู้ที่มีความลื่นไหลทางเพศ (Gender Fluid) เป็นนักกิจกรรมที่รณรงค์เพื่อสิทธิความเท่าเทียมทางเพศ เรียกร้องให้สังคมเลิกการตีตราคอมมูนิตี้ LGBT+ และยังเป็นกระบอกเสียงให้เกิดความตระหนักต่อปัญหาของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศที่เป็นผู้พิการอีกด้วย

ในปี 2016 เขายังได้จัดตั้งมูลนิธิ “The Nyle DiMarco” เพื่อให้การสนับสนุนกับเยาวชนผู้พิการทางการได้ยิน และครอบครัว นอกจากนั้นในปี 2017 เขาได้รับการยกย่องจากนิตยสารผู้พิการหูหนวก “Deaf Life” ให้เป็น “บุคคลแห่งปี” อีกด้วย

ติดตามอินสตาแกรมของ ไนล์ ดิมาร์โค ได้ที่: https://bit.ly/3A3Uxyx

#Human #Nyle DiMarco
#DisabilityandDiversity

อ้างอิง
Duke University: https://bit.ly/3w5eZvq
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

‘Challa Man’ (เชลล่า แมน) เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายยิวและจีน ที่มีอาชีพเป็นทั้งยูทูปเบอร์ นักแสดง นายแบบ ศิลปิน และ นักเคลื่อนไหวเพื่อ LGBT+ เขาเริ่มทำช่องยูทูปของเขาขึ้นในเดือนมีนาคม 2017 เพื่อใช้แบ่งปัญประสบการณ์เกี่ยวกับอัตลักษณ์ ชีวิตรัก ความทุกข์ใจจากการมีเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิดของเขา (Gender Dysphoria) และความพิการทางการได้ยิน โดยมีผู้ติดตามกว่า 2 แสนคน และมีการรับชมมากกว่า 20 ล้านครั้ง

ในปี 2018 เขาได้พูดใน TedX Talk ในหัวข้อ “Becoming Him” กับการตัดสินใจรับการผ่าตัดแปลงเพศในขณะที่เขามีฐานะเป็น “ผู้พิการ” นอกจากนี้เขายังเซ็นสัญญาเป็นนายแบบภายใต้ค่าย IMG และถ่ายแบบให้กับแบรนด์ที่มีชื่อเสียงเช่น Calvin Klein และ American Eagle อีกทั้งยังก้าวสู่ชื่อเสียงระดับสากลด้วยการเปิดตัวเป็นนักแสดงในบท “Jericho” (เจริโค) ฮีโร่หูหนวกในซีรีส์ “Titans” แห่งค่าย DC Universe

พรสวรรค์และความสามารถหลายด้านที่ Chella Man ทำให้เขาประสบความสำเร็จในวงการบันเทิงอย่างก้าวกระโดด และเขาได้ใช้แพลทฟอร์มที่เขามีอยู่ในการรณรงค์เพื่อสร้างความเข้าใจต่อบุคคลที่มีอัตลักษณ์ทับซ้อนจาก เชื้อชาติ ความพิการ และความหลากหลายทางเพศ และเป็นตัวแทน (Representation) ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอื่น ๆ ที่มีความทับซ้อนของอัตลักษณ์เหมือนกับเขา ให้ได้เห็นว่าพวกเขาก็สามารถมีตัวตนในสังคมได้เช่นเดียวกับทุก ๆ คนในโลกใบนี้

สามารถติดตาม Chella Man ได้ที่
Youtube: https://bit.ly/3dEGqGr
Instagram: https://bit.ly/3x3xyS7

#Human #ChellaMan
#DisabilityandDiversity

อ้างอิง
Duke University: https://bit.ly/3w5eZvq
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

‘Bobbie Lea Bennett’ (บ๊อบบี้ เลอา เบนเน็ตต์) เป็นผู้พิการโรคเกี่ยวกับกระดูก OI (Osteogenesis Imperfecta) ส่งผลให้เธอมีกระดูกเปราะในหลาย ๆ ส่วนในร่างกายจนต้องใช้ชีวิตด้วยการอยู่บนรถวีลแชร์ แต่นั้นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับการแสดงออกถึงตัวตนของเธอ เธอเป็นผู้หญิงข้ามเพศที่เข้ารับการดูแลเพื่อเปลี่ยนเพศสภาพของตนเอง ภายใต้การคุ้มครองด้านค่าใช้จ่ายจาก Medicare ซึ่งเป็นโครงการประกันสุขภาพแห่งอเมริกา และยังเป็น ‘ผู้หญิงข้ามเพศคนแรก’ ของอเมริกาที่เข้ารับการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพของตนเอง ซึ่งนั่นสร้างแรงบันดาลใจให้กับกลุ่มคนข้ามเพศ และผู้พิการที่ต้องการเข้ารับการผ่าตัดดังกล่าวด้วย

อย่างไรก็ตาม หลังจากเข้ารับการการผ่าตัดเพื่อยืนยันเพศสภาพของเธอในปี 1978 แล้ว เธอถูก Medicare ปฏิเสธการคุ้มครองด้านค่าใช้จ่ายการผ่าตัดโดยไม่มีเหตุผล แม้ว่าในตอนแรกเธอได้รับการแจ้งว่าจะได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายแล้วก็ตาม เธอจึงขับรถด้วยตัวเธอเองจาก ซาน ดิเอโก บ้านเกิดของเธอ ไปยังทำเนียบประธาณาธิบดี (White House) ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อยื่นข้อเรียกร้องให้ได้รับเงินจำนวน 4,600 ดอลล่าร์ สำหรับการผ่าตัดแปลงเพศของเธอ และเธอจะไม่กลับจนกว่าเธอจะได้คืนส่วนนี้คืน

ในที่สุด เธอก็ได้เงินจำนวนดังกล่าวคืน แต่ชัยชนะของเธอไม่ได้จบแค่การที่เธอได้รับการคุ้มครองจากทางการอเมริกาเท่านั้น ทว่าการเรียกร้องของเธอในครั้งนี้ ขับเคลื่อนให้เกิดความตระหนักของคนในสังคม ณ เวลานั้น ให้เห็นถึงการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลข้ามเพศของทางการอเมริกา และเธอยังได้เรียกร้องให้ทาง Medicare พิจารณาให้การผ่าตัดยืนยันเพศสภาพเป็นความจำเป็นทางการแพทย์ จนทำให้ในปัจจุบันกลุ่มคนข้ามเพศในอเมริกาสามารถได้รับการคุ้มครองสนับสนุนเงินเพื่อเข้ารับการผ่าตัดดังกล่าวได้อย่างเต็มจำนวน

นอกจากนี้ เธอยังเป็นผู้ก่อตั้งองค์กรเพื่อผู้พิการ “St. Tammany Organization for the Handicapped” และยังเป็นพิธีกรในรายการทอล์คโชว์ของเธอที่ชื่อว่า “Barbie’s Talk Show” เพื่อสร้างความตระหนักรู้ต่อปัญหาของผู้พิการให้กับคนในสังคมอีกด้วย

#Human #BobbieLeaBennett
#DisabilityandDiversity

อ้างอิง
Duke University: https://bit.ly/3w5eZvq
Healthline: https://bit.ly/3jpFKIv
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

‘Barbara Jordan’ (บาร์บาร่า จอรแดน) เป็นผู้หญิงชาวแอฟริกันอเมริกันคนแรก ที่ได้เป็นสภาชิกวุฒิสภาในรัฐเท็กซัส และสภาคองเกรสในปี 1973 เธอต่อสู้อย่างเข้มข้นให้กับการเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดสิทธิในการเลือกตั้งให้มีการครอบคลุมประชาชนชาวละติน กฎหมายค่าแรงขั้นต่ำ และสิทธิพลเมือง อีกทั้งยังเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้ขึ้นกล่าวปราศรัยบนงานประชุมประจำปีของพรรคเดโมแครตในปี 1976 (Democratic National Convention) และยังได้สนับสนุนการร่างกฎหมายกว่า 70 ครั้ง ที่ให้การช่วยเหลือชนกลุ่มน้อยและกลุ่มผู้ด้อยโอกาสมากมายในประเทศอเมริกา

หนึ่งในการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่โด่งดังที่สุดของเธอคือการกล่าวสุนทรพจน์ออกอากาศทางทีวี เพื่อเป็นการเปิดการพิจารณาคดีความฟ้องร้อง ‘Richard Nixon’ (ริชาร์ด นิกสัน) ที่เธอกล่าวว่า “ถ้าไม่มีใครออกมาทักท้วงความอยุติธรรมต่าง ๆ นั่นก็แปลว่าผู้คนส่วนใหญ่ก็เห็นชอบให้ความอยุติธรรมเหล่านั้นเกิดขึ้นได้ในสังคม”

อย่างไรก็ตาม การที่เธอได้เป็นผู้เบิกทางสำหรับผู้หญิงให้มีบทบาทในวงการการเมืองในยุค 1970 ทำให้เธอไม่สามารถพูดความจริงที่เธอเป็น ‘เลสเบี้ยน’ สู่สาธารณชนได้ เนื่องด้วยสภาพในสังคมที่ยังไม่เปิดกว้างเท่าในปัจจุบัน แต่เธอก็ไม่ได้ปกปิดเป็นความลับเช่นกัน เนื่องจากเป็นที่รู้กันดีในหมู่เพื่อนร่วมงานของเธอว่าเธอมีคู่รักเป็นผู้หญิงมายาวนานกว่า 30 ปี

นอกจากนี้ เธอยังเป็นผู้พิการทางสมอง จากการเป็นโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง ที่ทำให้ในเวลาต่อมาเธอต้องใช้รถวีลแชร์ในการใช้ชีวิตและใช้เข้าร่วมการประชุมประจำปีของพรรคดีโมแครตในปี 1992 จนต่อมาในปี 1994 หลังจากเปิดเผยความพิการของตน เธอได้รับเหรียญอิสรภาพประธานาธิบดี จากประธานาธิบดี ‘บิล คลินตัน’ ซึ่งเป็นเครื่องอิสริยาภรณ์สูงสุดของสหรัฐฯ สำหรับผู้ที่อุทิศตนให้การสร้างความมั่นคง วัฒนธรรมของอเมริกา และความสันติสุขของโลก

#Human #BarbaraJordan
#DisabilityandDiversity

อ้างอิง
Duke University: https://bit.ly/3w5eZvq
History: https://bit.ly/3jlWBvT
Qnotes:https://bit.ly/3w2hhvC
Scope: https://bit.ly/3A31boy
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

‘Audre Lorde’ (ออเดร ลอร์ด) ให้คำนิยามว่าตัวเองเป็น นักรบกวี ที่เป็นทั้ง แม่ เฟมินิสต์ เลสเบี้ยน และคนผิวดำ เธอใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตในการใช้พลังจากการเขียนซึ่งเป็นพรสวรรค์ของเธอในการต่อสู้กับ การเหยียดเชื้อชาติ (Racism) การเหยียดเพศ (Sexism) การเหยียดชนชั้น (Classism) และ ความเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน (Homophobia)

เธอมีส่วนสำคัญในประวัติศาสตร์การศึกษาทฤษฎีสตรีนิยม (Feminist Theory) ทฤษฎีวิพากษ์เชื้อชาติ (Critical Race Studies) และ ทฤษฎีเพษวิพาษ (Queer Theory) ด้วยการมีอัตลักษณ์ชายขอบที่ทับซ้อนของเธอ ทั้งจากการเป็นคนผิวดำที่มีความหลากหลายทางเพศ อีกทั้งยังมีความพิการจากการเสียเต้านมหนึ่งข้างจากการผ่าตัดเต้านมรักษามะเร็ง งานของเธอจึงสะท้อนความเป็นตัวเธอเองที่ต้องต่อสู้กับการกดทับในสังคม ทั้งทางเชื้อชาติ เพศ และความพิการ

จากหลาย ๆ การศึกษาวิจัยปัญหาทางสังคม และองค์ความรู้ของเธอที่ก่อให้เกิดการต่อยอด เพื่อศึกษาความหลากหลายของผู้คนในสังคม รวมไปถึงการใช้หลักการของเธอเพื่อวิเคราะห์และแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมในเวลาต่อมา ทำให้ ลอร์ด ได้รับการยกย่องให้เป็นนักเขียนทรงคุณค่าแห่งรัฐนิวยอร์ก และได้รับการจดจำจากหลาย ๆ รางวัล เช่นการได้รับเกียรติให้อยู่บนกำแพงแห่งเกียรติยศ LGBT+ แห่งชาติอเมริกา

#Human #Audre Lorde
#DisabilityandDiversity

อ้างอิง
Duke University: https://bit.ly/3w5eZvq
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

‘Jessica Kellgren-Fozard’ (เจสสิก้า เคลเกรน-โฟซาร์ด) เป็นยูทูปเบอร์ นางแบบ และนักเคลื่อนไหวจากเมืองบริงตัน สหราชอาณาจักร เธอมีความพิการทางการได้ยิน มีความบกพร่องในการมองเห็น และป่วยด้วยโรค MCTD (Mixed Connective Tissue Disease) ซึ่งเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองที่มีความทับซ้อนของเนื้อเยื่อ และมีความผิดปกติทางสมอง

ถึงแม้ว่าจะมีความพิการทางร่างกายและทางสมองที่ทับซ้อนกันอยู่หลายอาการ แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับเธอ ในการส่งต่อความรู้ ความเข้าใจ ให้กับคนบนโลกนี้ด้วยคอนเทนต์การใช้ชีวิตประจำวันของเธอและภรรยา พร้อมไลฟ์สไตล์แนวเรโทรที่เป็นเอกลักษณ์ของเธอ เพื่อสร้างความเข้าใจของผู้คนในสังคมต่อผู้ที่มีความพิการซ้ำซ้อน และเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ ว่าสามารถใช้ชีวิตและมีความสุขได้อย่างคนปกติทั่วไป

ด้วยผู้ติดตามกว่า 800,000 คนบนยูทูปของเจสสิก้า เธอได้เบิกทางให้กับผู้ที่เป็นทั้งผู้พิการ และ LGBTQ+ ให้ได้รับการมองเห็นและได้ยินจากคนในสังคม โดยในปี 2017 เธอได้ใช้ชื่อเสียงและอิทธิพลของเธอในการพูดถึงปัญหาและสิทธิของผู้พิการในงานประชุมประจำปีของ พรรคแรงงานแห่งสหราชอาณาจักร (Labour Party Conference) โดยอธิบายให้เห็นถึงแผลทางจิตใจที่ผู้พิการได้รับจากการที่คนในสังคมตั้งคำถามกับอาการพิการของพวกเขาซ้ำ ๆ เพื่อสร้างความตระหนักให้คนในสังคมปฏิบัติกับผู้พิการที่มีความหลากหลายทางเพศอย่างเข้าอกเข้าใจมากขึ้น

สามารถติดตามเธอได้ที่ Youtube: https://bit.ly/3A93si0
Instagram: https://bit.ly/2U8JTWC

#Human #JessicaKellgrenFozard
#DisabilityandDiversity

อ้างอิง
Duke University: https://bit.ly/3w5eZvq
The Guardian: https://bit.ly/3dpZS9B
University of Bath: https://bit.ly/3drwcsB
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

‘Dandy Doodlez’ (แดนดี้ ดูเดิลส์) ป่วยจากการเป็นโรคกล้ามเนื้อสมองอักเสบ และมีความพิการทางร่างกายหลายส่วน ทำให้ชีวิตเธอพลิกผันจากการเป็นคนธรรมดา ๆ ที่ชอบทำกิจกรรมต่าง ๆ มาเป็นคนที่ไม่สามารถทำอะไรที่เธอเคยชอบทำได้ และความพิการนั้นก็ทำให้เธอต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว นั่นคือสิ่งที่ทำให้เธอได้มองเห็นปัญหาของผู้พิการที่มีความหลากหลายทางเพศว่าไม่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของทั้งคอมมูนิตี้ LGBTQ+ และ คอมมูนิตี้ผู้พิการได้เลย

หลังจากที่เธอต้องอยู่กับความพิการ เธอได้พบว่าคอมมูนิตี้ผู้พิการยังขาดความเข้าใจในความหลากหลายทางเพศอยู่มาก และมีผู้พิการจำนวนน้อยมากที่เปิดเผยว่าเป็น LGBTQ+ เธอได้หันเข้าหาคอมมูนิตี้ LGBTQ+ เมื่อรู้สึกโดดเดี่ยวจากคอมมูนิตี้ของผู้พิการ แต่ก็พบว่าตนเองไม่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ได้อย่างเต็มตัวเช่นกัน เนื่องจากยังขาดการอำนวยความสะดวกให้ผู้พิการเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อความเท่าเทียมได้ นั่นจึงเป็นสิ่งที่ทำให้เธอต้องการสร้างความเข้าใจและความตระหนักต่อปัญหาที่กลุ่มคนที่มี่ ‘สภาวะทับซ้อน’ แบบเธอต้องพบเจอผ่านการวาดรูปเพื่อสร้างความตระหนักต่อปัญหาเหล่านี้ บนอินสตาแกรมของเธอที่มีผู้ติดตามมากกว่าหมื่นคน

มากไปกว่านั้น เธอยังได้เล็งเห็นว่า สังคมยังคงมีความเข้าใจผิด ๆ ที่ว่า “คนพิการไม่มีความต้องการทางเพศ” ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วผู้พิการนั้นมีความต้องการทางเพศเหมือนกับผู้คนในสังคม แต่ขาดการให้ความรู้ สนับสนุน และไม่มีการเอื้อให้ผู้พิการเข้าถึงสินค้า หรือบริการทางเพศอย่างพอเพียง เธอจึงร่วมมือกับบริษัทเซ็กส์ทอย ‘Lovehoney’ เพื่อวาดรูปประกอบให้หนังสือ ‘The Jandi Book of Love, Lust & Disability” ที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับ ความรัก และเซ็กส์ ของผู้พิการกว่า 50 คนรวมถึงตัวแดนดี้เอง เพื่อสร้างความเข้าใจของสังคมที่มีต่อผู้พิการที่ถูกต้อง และให้ปัญหาในคอมมูนิตี้ผู้พิการได้รับความสนใจและแก้ไขในที่สุด

ติดตามอินสตาแกรมของ แดนดี้ ดูเดิลส์ ได้ที่: https://bit.ly/3h5c3uS

#Human #Dandy Doodlez
#DisabilityandDiversity

อ้างอิง
Pink News: https://bit.ly/3y9Je69
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

‘Lydia Brown’ (ลิเดีย บราวน์) เป็นนักกิจกรรม นักเขียน และนักพูดออทิสติก ที่เป็นนอน-ไบนารี’ โดยเธอมุ่งใช้ความรู้และความสามารถของเธอในการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้ยุติความรุนแรงต่อกลุ่มผู้พิการที่มีอัตลักษณ์ชายขอบหลาย ๆ อย่างที่ทับซ้อนกัน ไม่ว่าจะเป็น เพศสภาพ เพศวิถี ความเชื้อ ภาษา เชื้อชาติ และระดับชั้นทางสังคม

โดยชีวิตการเป็นนักกิจกรรมเธอเริ่มมาตั้งแต่เธอยังเป็นนักศึกษาปริญญาตรี ด้วยการเป็นสมาชิกองค์กรนักศึกษาที่ให้การสนับสนุนนักศึกษาผู้พิการในมหาวิทยาลัย จอร์จทาวน์ (Geogetown University) นอกจากนี้เธอยังได้ร่างคู่มือเพื่อแนะนำทรัพยากรต่าง ๆ สำหรับนักศึกษาพิการ และแจกจ่ายออกไปทั่วเมืองที่เธอกำลังศึกษาอยู่ ทั้งยังได้ออกแบบเพื่อยื่นคำร้องให้สร้างศูนย์วัฒนธรรมของผู้พิการในมหาวิทยาลัยอีกด้วย

ปัจจุบัน ลิเดียเป็นทั้ง สมาชิกเนติบัณฑิตยสภาคณะกรรมาธิการสิทธิความพิการ ประธานเนติบัณฑิตยสภาสิทธิพลเมือง คณะกรรมการเพื่อสิทธิผู้พิการ และอื่น ๆ อีกมากมาย ที่เดินหน้าเรียกร้องความเป็นธรรมและร่างกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้พิการที่ต้องพบกับความอยุติธรรมของระบบ และกฎหมายที่เลือกปฏิบัติต่อพวกเขา รวมถึงยังใช้อัตลักษณ์ชายขอบอันหลากหลายของเธอทำหน้าเป็นวิทยากรให้ความรู้และความเข้าใจต่อผู้พิการที่มีสภาวะทับซ้อน

#Human #LydiaBrown
#DisabilityandDiversity

อ้างอิง
Autistic Hoya: https://bit.ly/2U7AS00
Disability Intersectionality Summit: https://bit.ly/3jqlV3Y
Marie Daire: https://bit.ly/3qGl5BG
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

🦾🧑‍🦽🦿🦻🧏🧑‍🦼🧑‍🦯 🏳‍🌈✨
#DisabilityandDiversity
#LGBTDisabledPeople #Intersectionality
#DisabledQueerActivists
#ShareWithPride #Disabilities
#Spectroscope #WeScopeForYou

Content by Wattanapong Kongkijkarn
Graphic by Oranun Junsorn
อ่านคอนเทนต์เรื่องเพศอื่น ๆ: https://bit.ly/3hhRUzp

อ้างอิง
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

- Advertisement -
Wattanapong Kongkijkarn
Wattanapong Kongkijkarn
มนุษย์อักษรผู้ชอบอ่านวรรณกรรมเป็นนิจ คิดวิเคราะห์เป็นจิตใจ และหลงใหลในความหลากหลายทางเพศของมนุษย์
อรนันต จันศร
อรนันต จันศร
นักศึกษากราฟิกที่ยังอยู่ในระหว่างการค้นหาตัวเองและทดลองทำในหลายๆอย่าง