ทำความเข้าใจ 10 ประเด็นว่าด้วย ‘คนพิการ’ ‘เพศ’ และ ‘ความสัมพันธ์’

- Advertisement -

“คนมองว่า การมีอะไรกับคนพิการจะต้องจืดชืด ต้องเป็นฝ่ายควบคุมคนพิการ ต้องดูแล ฯลฯ ซึ่งไม่แปลกเพราะสังคมเราหล่อหลอม (shape) ให้อัตลักษณ์ของคนพิการดูเป็นคนอ่อนแอ น่าสงสาร มาตั้งแต่ไหนแต่ไร”

ประเทศไทยมีคนพิการอยู่กว่า 2,076,313 คน ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนไม่น้อยเลยเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรในประเทศไทย แต่นโยบาย สวัสดิการและ พื้นที่ต่าง ๆ ที่เป็นของคนพิการ นั้นยังคงไม่มีการพูดถึงที่มากพอ (ข้อมูลของ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2563)

ด้วยเหตุผลดังกล่าว คนพิการในประเทศไทยยังถูกผลักออกให้เป็นบุคคลชายขอบ ที่ถูกมองด้วยความ ‘สงสาร’ มากกว่า ‘ความเข้าใจ’ ในฐานะมนุษย์ปกติคนหนึ่ง ทำให้ประเด็นที่เกี่ยวกับ ‘อารมณ์’ ‘ความรู้สึก’ หรือแม้กระทั่งเรื่อง ‘เพศ’ ที่นอกเหนือไปจากเรื่องกายภาพของคนพิการยิ่งถูกมาข้ามไปยิ่งกว่าเดิม

ในวันนี้เราจึงอยากมาชวนคุยแง่มุมชีวิตของคนพิการที่มากกว่าแค่สุขภาพและการใช้ชีวิต กับ 10 ประเด็นว่าด้วย ‘ความรัก’ และ ‘เซ็กซ์’ ที่จะถูกเล่าผ่านมุมมองของคุณ นลัทพร ไกรฤกษ์ (หนู) ผู้พิการทางการเคลื่อนไหว นักข่าวและนักเขียนจากเพจ ThisAble.me เพจที่ทำข่าวและเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับกลุ่มคนพิการในหลายแง่มุม

- Advertisement -

ความสัมพันธ์คนพิการไม่ได้ต่างจากปกติ

“เวลาคนถามว่าคนพิการมีความสัมพันธ์แบบปกติได้ไหมหรือหากตัดสินไปแล้วว่า คนพิการมีความสัมพันธ์แบบปกติไม่ได้ ก็อยากจะชวนย้อนกลับไปถามหานิยามของคำว่า ความสัมพันธ์แบบปกติว่าคืออะไร หากนิยามว่าคนไม่พิการเท่านั้นจึงจะมีความสัมพันธ์แบบ ‘ปกติ’ได้ ความสัมพันธ์ของคนพิการก็คงถูกเรียกว่า ผิดปกติ แต่แท้จริงแล้ว เราคิดว่าความสัมพันธ์ก็คือความสัมพันธ์และมีหลายรูปแบบในตัวเองอยู่แล้ว ความปกติของคนหนึ่งไม่สามารถเป็นความปกติของอีกคนได้ และความพิการก็เป็นเพียงหนึ่งในความหลากหลายเหล่านั้น”

คนพิการไม่ได้คบแค่กับคนพิการเท่านั้น

“เราไม่เคยคบกับคนพิการเหมือนกัน แต่ก็เคยได้ยินมาบ้างว่า สังคมคาดหวังให้คนพิการที่มีความพิการใกล้เคียงกันเป็นแฟนกัน ความคิดเหล่านี้เกิดขึ้นกับคนพิการเหมือนกันนะ เพราะเวลาที่คุณเป็นคนพิการในพื้นที่ที่ไม่ได้มีความเข้าใจความพิการมากนัก เราก็อยากมีคนใกล้ตัวหรือคู่ชีวิตที่เข้าใจในปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัด ฉะนั้นคนพิการหลายคนก็เลือกคบคนที่มีความพิการใกล้เคียงกันเพราะอาจจะมีความเข้าอกเข้าใจกันมากกว่า

“โดยส่วนตัวเราเป็นคนที่ไม่ค่อยเข้าหาคนอื่นก่อน ถึงแม้ว่าอาจจะรู้สึกชอบหรือประทับใจ คิดว่าเป็นเพราะ เมื่อก่อนนี้ตัวเราเองยังคงติดกรอบกับแนวคิดแบบชายเป็นใหญ่ ที่ประเมินคุณค่าของผู้หญิงและบอกว่าผู้หญิงที่ดีควรจะเป็นยังไง และการแสดงออกว่าชอบจึงไม่ควรทำ

“ถึงแม้ตอนนี้ความคิด ความเชื่อเปลี่ยนไปจากเดิมมากแต่ก็ทำให้คนที่ผ่านเข้ามาชีวิตในชีวิตเราไม่ได้มีจำนวนมากมายอะไร ย้อนมองดูก็อาจจะเสียดายอยู่บ้าง 555 สิ่งสำคัญที่เราหาจากการเดทก็คือ การยอมรับในตัวตน โดยเฉพาะข้อจำกัดจากความพิการที่เรามี ครั้งหนึ่งเราเคยมีความสัมพันธ์กับคน ๆ หนึ่งที่ดูเหมือนยอมรับในความพิการของเรา แต่เมื่อมีการทะเลาะกัน ผิดใจกัน ความพิการกลับกลายเป็นข้ออ้างที่ถูกหยิบยกมาสร้างเงื่อนไขอะไรบางอย่าง ความสัมพันธ์แบบนี้ไม่ Healthy เอาซะเลย

“แต่ในที่สุด เราคิดว่าคนพิการสามารถมีความสัมพันธ์กับใครก็ได้ ไม่ได้จำเป็นต้องเป็นคนพิการ และไม่ได้มีคนแบบไหนที่เหมาะกว่าหรือดีกว่า เพราะความสัมพันธ์คือการแลกเปลี่ยน การเป็นคนพิการไม่ได้ทำให้ความเป็นมนุษย์หายไปสักหน่อย เค้าเป็นปัจเจก มีความรู้สึก มีความต้องการ อยากเป็นคนรักและคนถูกรักของใครบางคน ถ้ามีพื้นที่ที่ทำให้คนได้เห็นความเป็นตัวตนของคนพิการแต่ละคน ได้แลกเปลี่ยน เรียนรู้กัน เราคิดว่าอารมณ์ Awkward ไม่รู้จะทำตัวยังไง ก็คงไม่เกิดขึ้นเพราะความพิการ”

ไม่มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับคนพิการ

“อย่างที่เห็นว่าโครงสร้างของสภาพแวดล้อมบ้านเราไม่ได้เอื้อให้คนพิการหรือคนที่มีอุปสรรคในชีวิตในด้านต่าง ๆ ได้มีพื้นที่ที่มากเพียงพอ สิ่งเหล่านี้มันกระทบกับการมีความสัมพันธ์ในชีวิตจริงไปด้วย เมื่อคนพิการไม่สามารถออกจากบ้านได้หรือไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมได้ การพัฒนาความสัมพันธ์กับคนอื่นก็ไม่เกิดขึ้น นั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมคนพิการจึงเริ่มต้นความสัมพันธ์ยากจังเลย และไม่ค่อยได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้นิสัยใจคอ”

“เราคิดว่าเหตุผลนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ครอบครัวหรือคนรอบข้างมองเวลาคนพิการมีแฟนว่า เค้ามาหลอกรึเปล่า ไม่มีคนรักคนพิการจริงหรอก ฯลฯ เพราะพวกเขาจินตนาการไม่ออกว่า คนพิการจะเจอหรือมั่นใจได้ยังไงว่าคนที่เข้ามานั้นจริงใจ”

“ตัวเราเองเป็นคนพิการที่นั่งวีลแชร์ ที่ที่เราสามารถไปได้ก็คือที่ที่วีลแชร์ไปได้ จากเงื่อนไขนี้ก็ทำให้เกิดข้อจำกัดเพียบเลย เราพลาดหลายโอกาส หลายที่ที่อยากไปที่อาจจะทำให้เราได้เจอคนที่มีความสนใจตรงกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราก็รู้สึกเสียดายมาตลอด เราคิดว่าอิสรภาพในการใช้ชีวิตเนี่ยเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานเลยด้วยซ้ำ ที่คนต้องสามารถทำตามเจตจำนงค์และความต้องการของตัวเองได้ แต่คนพิการกลับทำไม่ได้”

คนพิการไม่ได้มีปัญหาทางอารมณ์เสมอไป

“อันนี้ [ความเชื่อที่ว่าคนพิการมักมีปัญหาทางอารมณ์ร่วมด้วย] เพิ่งเคยได้ยินเลย และคิดว่าอาจจะมีบางส่วนที่เป็นจริง เรามองว่า การเป็นคนพิการนั้นทำให้คนตกอยู่ในฐานะของผู้ถูกกดขี่ ไม่ว่าจะถูกกดขี่โดยสังคม โดยโครงสร้าง หรือจากอัตลักษณ์ที่มีความแตกต่าง การก้าวเข้ามาของบางอย่างในชีวิต โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์นั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก คนพิการหลายคนไม่เคยได้รับความรักและไม่เคยมีความสัมพันธ์กับใคร เมื่อเขาได้รับความรักนั้นมาเขาก็หวงมาก และอาจเผลอใช้อารมณ์ที่รุนแรงบนความหวาดระแวงไปอย่างไม่รู้ตัว หลายกรณีที่เจอพบว่า คนพิการมักระแวงว่าคนรักจะทิ้งหรือมีคนอื่น เนื่องจากพวกเขามองว่าตัวเองสู้คนไม่พิการไม่ได้”

“สังคมเองมีส่วนอย่างมากกับการหล่อหลอมความเชื่อเรื่องความสัมพันธ์ของคนพิการ หลายครั้งการตอกย้ำซ้ำ ๆ ว่า การคบกับคนพิการเป็นเพียงเรื่องหลอกลวง หรือคบเพราะสงสาร ฯลฯ ก็ทำให้คนพิการเชื่อแบบนั้นเช่นกันและจบลงด้วยการะแวง ไม่ไว้ใจแบบที่บอกไป ทั้งที่จริงๆ แล้ว เราน่าจะทำความเข้าใจให้ตรงกันว่า ไม่ว่าจะพิการหรือไม่พิการ เราก็ไม่มีวันรู้หรอกว่าความสัมพันธ์ที่มีจะอยู่ได้ยาวนานแค่ไหน ความรักจะจบสวยงามหรือไม่ หรือการนอกใจจะไม่เกิดขึ้นจริงหรือเปล่าถ้าไม่พิการ”

สังคมทำให้คนพิการรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง

“มีบ้างนะ สังคมไม่ค่อยเข้าใจว่า คนพิการสามารถมีความสัมพันธ์ในแบบคนรักได้เช่นเดียวกัน ไม่ได้มีเฉพาะ พ่อ แม่ ครอบครัว คนดูแลเท่านั้นที่เราจะไปไหนด้วยหรือนั่งกินข้าวด้วย คิดว่าส่วนหนึ่งมาจากการไม่เชื่อมั่นในศักยภาพ เพราะขนาดเวลาไปไหนมาไหนคนเดียวก็ยังถูกมองว่าเป็นเรื่องแปลก เป็นเรื่องเก่ง หรือดูพิเศษจังเลย ทั้ง ๆ ที่คนไม่พิการทั่วไปก็ไปไหนมาไหนคนเดียวกันได้อยู่แล้ว ความคาดหวังถึงขั้นที่คนพิการจะมีแฟน แต่งงาน หรือมีคู่ชีวิตจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย ฝันไปเต้อะ”

“กรณีของเราก็เคยโดนทักว่าแฟนเป็นพ่อบ้าง เป็นพี่บ้าง แต่คนไม่รู้จักกันมาก่อนก็ไม่เคยมีใครทักว่าเป็นแฟน เวลาเอามาคุยเล่นแล้วก็ขำ ๆ เหมือนที่เราชอบบอกว่าพ่อแก่กว่าแม่มากจนถูกเรียกว่าพ่อ-ลูก แต่ในขณะที่เหตุการณ์ขึ้นจริง ๆ เราสูญเสียความมั่นใจในตัวเอง ลดทอนตัวเอง เราถามตัวเองย้ำ ๆ ว่าทำไมเราถึงไม่มีออร่ามากพอที่ทำให้คนอื่นรู้สึกว่าเราเป็นแฟนนะ เราคิดว่า เรื่องเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจในตัวเอง ทำให้เราตั้งคำถามไม่จบไม่สิ้นว่า แล้วเราต้องเป็นแบบไหนคนอื่นถึงจะมองว่าเป็นแฟนหรือเป็นคนรัก”

“อีกอย่างที่เจอก็คือการมองแบบ Overact พอเขารู้ว่าเป็นแฟน เขาก็มีท่าทีที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เช่น การชื่นชมแฟนเราเกินเหตุว่า เป็นคนใจดี เป็นคนน่ารัก เป็นคนดูแลคนเก่ง เป็นคนใจบุญ เป็นคนที่อุทิศตัวเองเพื่อดูแลคนพิการ แต่ในขณะเดียวกันก็มองว่าเราเป็นคนที่ต้องรอความช่วยเหลือและดูแลตลอดเวลา ในช่วงแรก ๆ ที่เจอความคิดเห็นแบบนี้ เรารู้สึกเฟลและเสียใจมากที่ถูกสังคมกดให้อยู่บนพื้นที่ที่มีสถานะทางอำนาจที่ไม่เท่ากัน สิ่งเหล่านี้มันลดทอนคุณค่าในตัวเอง ลดทอนความเชื่อมั่นของคนคนหนึ่ง และไม่ควรเกิดขึ้นไม่ว่าคุณจะรู้จักเขาดีหรือไม่รู้จักเขาเลย”

คนพิการก็มีเซ็กซ์ได้เป็นปกติ

“ความคิดที่ว่า คนพิการไม่มีเพศ ไม่สนใจเรื่องเพศ ไม่มีความรู้สึกทางเพศและคงไม่มีเพศสัมพันธ์เกิดขึ้นมานานแล้ว สิ่งเหล่านี้เกิดมาจากการที่คนมองข้ามความเป็นเพศ ตัวตนและความเป็นมนุษย์ของคนพิการ เหลือเพียงแค่ข้อบกพร่องจากความพิการเท่านั้นที่เด่นชัดที่สุด หากมองว่าคนพิการก็เป็นมนุษย์ และเซ็กส์ก็คือเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ และมนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะพิการหรือไม่พิการก็เกิดอารมณ์ทางเพศได้เช่นเดียวกัน”

“ตอบง่าย ๆ ว่าคนพิการก็มีเซ็กส์! ถ้าอยากมีเขาก็มี แต่แน่นอนว่า ความพิการบางอย่างเป็นเงื่อนไขหรือข้อจำกัดในการมีเซ็กส์อยู่บ้าง เช่น ความพิการบางอย่างทำให้อวัยวะเพศไม่แข็งตัว หรือหากไม่มีความรู้สึกช่วงเอวลงไปอาจทำให้ไม่รู้ว่า มีอาการเจ็บปวดอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า ฯลฯ”

“อีกเรื่องที่อยากให้เข้าใจก็คือถึงแม้คนอาจจะมองว่าเรื่องเซ็กซ์และความพิการเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงในสังคม และอยากจะช่วยเผยแพร่เรื่องนี้ แต่การเผยแพร่นั้นต้องอยู่บนพื้นฐานของการเคารพสิทธิส่วนบุคคล และการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลด้วย ในหลาย ๆ ครั้งเราพบว่าคนมักไม่ระมัดระวังและไม่ละเอียดอ่อนในการถาม เช่น ถามว่ามีเพศสัมพันธ์แบบไหน ท่าไหน ที่ไหน ฯลฯ กับคนพิการที่ไม่ได้รู้จักดี คำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่คนไม่พิการไม่เอามาถามกับคนแปลกหน้าหรอก แต่กลับกล้าถามคนพิการ จึงควรดูบริบทและความเหมาะสม รวมถึงความสัมพันธ์ของคนถามและผู้ถูกถามด้วย”

คนพิการไม่ได้เป็นหมันและมีลูกได้

“พูดเรื่องนี้แล้วคิดถึงการละเมิดสิทธิในเนื้อตัวร่างกายผู้หญิงพิการ ที่ผ่านมามีผู้หญิงพิการจำนวนมากที่ถูกทำหมันโดยตัวเองไม่ได้ยินยอมหรือไม่ได้รับรู้เสียด้วยซ้ำ การทำหมันคนพิการเกิดขึ้นจากหลายเหตุผล เหตุผลแรก ก็คือมองว่า ทำหมัน (ด้วยวิธีการตัดมดลูก) แล้วไม่มีเมนส์ จะได้ดูแลความสะอาดง่าย ๆ ”

“สอง เหตุผลที่ได้ยินบ่อย ๆ ก็คือการทำหมันช่วยป้องกันการข่มขืน ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ! เพราะการทำหมันเท่ากับเปิดโอกาสให้เกิดการข่มขืนโดยที่ไม่มีใครรับรู้ หลาย ๆ กรณีเรารับรู้ได้ว่าเกิดการข่มขืนจากการที่คนพิการตั้งท้อง”

“ สาม ก็คือทำหมันเพื่อไม่ให้ท้อง เพราะมองว่าคนพิการไม่มีความสามารถพอที่จะดูแลลูกได้ และอาจจะมีลูกพิการเช่นเดียวกับตัวเอง และนี่เป็นการละเมิดสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย ไม่เคารพสิทธิในการตัดสินใจ และเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งความพิการ”

“เราคิดว่าการเลือกทำหมันหรือไม่ทำหมัน การมีลูกหรือไม่มีลูก เป็นสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของเราที่อาจจะมีหลายปัจจัยมาเกี่ยวข้อง เช่น สถานะทางการเงิน สถานะความสัมพันธ์ แต่ไม่ว่าจากปัจจัยใดก็แล้วแต่ เราคิดว่าสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือคนพิการจะต้องเป็นคนตัดสินใจด้วยตัวเอง ด้วยข้อมูลรอบด้าน ความคิดที่ว่าการมีลูกกับคนพิการไม่ใช่เรื่องที่ดี อาจเกิดขึ้นเพราะมองเห็นความลำบาก เช่น ค่าใช้จ่ายในการดูแลคนพิการนั้นสูง มีต้นทุนที่ต้องใช้จ่ายในชีวิตมากกว่าคนอื่น นั่นเท่ากับว่าหากมีลูกกับคนพิการคุณก็จะต้องยิ่งเสียค่าใช้จ่ายมากขึ้นไปอีก”

“โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ไม่ได้เอื้อให้คนพิการใช้ชีวิตได้อย่างสะดวก แค่วีลแชร์เรายังไปไหนไม่ค่อยได้เลย คิดไม่ออกเหมือนกันว่าถ้ามีลูกแล้วหิ้วลูกไปไหนมาไหนด้วย จะใช้ชีวิตยังไง ไม่ได้มีสวัสดิการอะไรนอกจากการสงเคราะห์ ก็คงไม่แปลกที่คนจะมองว่า ความพิการคือความลำบาก ความพิการคือภาระ การเป็นคนพิการหรือมีลูกพิการจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีอย่างแน่นอนในประเทศที่แม้แต่สวัสดิการขั้นพื้นฐานก็ยังไม่ครอบคลุมถึงทุกคน”

คนพิการกับการซื้อบริการทางเพศ

“เคยแต่ได้ยินเขาเล่ากันว่าคนพิการก็ซื้อบริการทางเพศเหมือนกับคนอื่น ๆ แต่สิ่งที่ต่างกันคือพวกเขาหลายคนไม่สามารถหาพนักงานบริการได้เหมือนกับคนอื่น ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ถูกแนะนำกันต่อๆ มาว่ารับลูกค้าคนพิการด้วย ในขณะที่หลายคนซื้อบริการโดยไม่ได้หวังจะมี sex แต่อยากมีความสัมพันธ์ทางร่างกาย เช่น กอด หรือได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน”

“แต่ทั้งนี้เราคิดว่าความสุข ความต้องการทางเพศเป็นเรื่องธรรมชาติ คนพิการก็คน ในบางที่เช่นใต้หวัน มีโครงการที่ชื่อ Angel Hand โครงการอาสาสมัครที่ช่วยสำเร็จความใคร่ด้วยมือให้กับคนพิการรุนแรงที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ในขณะที่ในหลายประเทศความต้องการทางเพศถูกนับว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะพิการหรือไม่พิการก็สามารถมีความสุขทางเพศและเข้าถึงการซื้อบริการทางเพศได้อย่างถูกกฏหมาย ขณะที่ในไทยแม้การค้าบริการจะถูกบอกว่าไม่ผิดกฏหมาย แต่ก็ยังคงมีการเอาผิดสถานบริการ หรือมีการจับกุมพนักงานบริการอย่างไม่ชอบด้วยกฏหมายด้วย”

เซ็กซ์ของคนพิการ

“เราคิดว่าการมี sex กับคนพิการก็มีทุกรูปแบบเท่าที่จะจินตนาการได้เหมือนกับ sex ของคนไม่พิการ คือเราไม่เห็นความต่างตรงนั้น นอกเสียจากคนมองว่า การมีเซ็กกับคนพิการจะต้องจืดชืด ต้องเป็นฝ่ายควบคุมคนพิการ ต้องดูแล ฯลฯ ซึ่งไม่แปลกเพราะสังคมเรา shape ให้อัตลักษณ์ของคนพิการดูเป็นคนอ่อนแอ น่าสงสาร มาตั้งแต่ไหนแต่ไร”

“ในเมื่อชีวิตจริงมันไม่ได้เป็นไปตามมายาคติที่สร้างไว้ทั้งหมด เราคิดว่าคนพิการจำนวนมากก็มีความสัมพันธ์ที่มีความสุข และแต่ละความสัมพันธ์ก็มีเรื่องที่ต้องเรียนรู้กัน เช่น ความพิการทำให้จุดสัมผัสที่ไวต่อความรู้สึกเปลี่ยนไป, จะบิ้วอารมณ์ยังไงถ้าหากไม่มีความรู้สึกทางกาย, จะทำให้อวัยวะเพศแข็งตัวยังไงเมื่อบาดเจ็บไขสันหลัง หรือแม้แต่ผู้หญิงบางคนที่ไม่มีความรู้สึกช่วงใต้อกลงไป จะมี sex ยังไงให้มีความสุขหรือจะรู้ได้อย่างไรว่ากำลังเจ็บ เสียว ชอบ ไม่ชอบ ฯลฯ ฉะนั้นสิ่งที่เราอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องยุ่งยากก็อาจเป็นแค่ความหลากหลายของร่างกายก็เท่านั้นแหละ”

“อย่างไรก็ดี sex ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คู่รักหลายคู่เลิกรากันไป โดยเฉพาะหากความพิการเกิดขึ้นภายหลังจากที่คบหากันแล้ว เพราะพอเกิดความพิการ หากไม่มีการแนะนำเรื่องการปรับตัวกับสภาพร่างกายหรือความต้องการทางเพศที่เปลี่ยนไป ก็อาจทำให้คนไม่รู้ว่าจะสามารถมี sex อย่างไร ไม่ก็มองว่าคนพิการเป็นคนป่วยที่ไม่สามารถมีความต้องการทางเพศได้อีก”

คนพิการกับความรุนแรงทางเพศ

“ข้อมูลจากงานวิจัยหลายชิ้นบอกว่าผู้หญิงพิการมีแนวโน้มจะถูกกระทำความรุนแรงทางเพศมากกว่าคนทั่วไป 1.5 – 10 เท่า ผ่านอำนาจของอัตลักษณ์ที่ทับซ้อนของผู้หญิงและความพิการที่ถูกลดทอนให้มีอำนาจน้อยลง ถึงแม้ว่าในปัจจุบันเรื่องสิทธิทางเพศเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางและทุกคนในสังคมรวมทั้งคนพิการควรได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียม”

“แต่จนถึงปัจจุบันงานวิจัยก็ยังพบว่าคนมองว่าคนพิการไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเพศ และเจอกับทัศนคติที่ต่างจากคนทั่วไป เช่น แทนที่มองว่าไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร กลับมองว่าไม่ควรมีเพศสัมพันธ์เพราะจะเป็นปัญหา”

“เมื่อความพิการถูกทำให้ห่างออกจากเรื่องเพศ ก็ทำให้คนทั่วไปมองว่าความสามารถทางเพศและความสัมพันธ์ทางเพศจะเกิดขึ้นกับคนที่มีร่างกายไม่พิการเท่านั้น คนพิการจึงถูกหลงลืมและอาจก่อให้เกิดความเพิกเฉยต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้”

“อย่างไรก็ดี ด้วยอำนาจที่น้อยกว่าและความไร้ตัวตนเรื่องเพศของคนพิการ ทำให้คนพิการโดยเฉพาะผู้หญิงพิการตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางเพศและในหลายครั้งก็เกิดขึ้นจากอำนาจที่มีไม่เท่ากันของคนในครอบครัว ดังเช่นในหนังสือที่ชื่อว่า บาดแผลของดอกไม้ ที่เขียนโดย อรสม สุทธิสาคร เรื่องราวของผู้หญิงพิการทาง 15 คนทำให้เห็นถึงอำนาจในตัวเองที่มีน้อยกว่าคนไม่พิการหรือสมาชิกในครอบครัว”

“บางคนต้องทนอยู่กับความรุนแรงทางเพศที่กระทำโดยสามีเพราะไม่สามารถออกไปจากความรุนแรงนี้ได้เนื่องจากสามีเป็นคนที่คอยดูแลคนเดียวในชีวิต, ผู้หญิงพิการหลายคนถูกมองว่าเป็นได้เพียงแค่วัตถุที่ตอบสนองความต้องการทางเพศและจะกระทำรุนแรงแค่ไหนก็ได้ หรือในหลายๆ กรณีพบว่าผู้หญิงพิการถูกกระทำความรุนแรงเพราะมองว่าเป็นกลุ่มที่ไม่สามารถบอกหรือสื่อสารสิ่งที่ตัวเองโดนกระทำให้คนอื่นเข้าใจได้ เป็นต้น”

#DisabilityandDiversity

Content by Pani S
Graphic by Napaschon Boontham
อ่านข่าวเรื่องเพศอื่นๆ : https://bit.ly/38MAJn4
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

- Advertisement -
นภัสชล บุญธรรม
นภัสชล บุญธรรม
Illustrator & Graphic Designer