4 บันทึกรักที่ทุกข์ทนของคนผิวดำจากอเมริกาในยุคก่อน ‘ปลดแอกทาสผิวดำ’

- Advertisement -

ในวันที่ 19 มิถุนายน ของทุกปี ‘Juneteenth’ เป็นวันที่ทั่วสหรัฐฯ ร่วมเฉลิมฉลองวันสิ้นสุดการเป็นทาสของชาวแอฟริกัน-อเมริกันที่ดำเนินมายาวนาน 155 ปีที่ชาวแอฟริกันถูกกวาดต้อนจากพื้นที่ของตัวเองโดยเจ้าอาณานิคมตะวันตกชาวสเปนตั้งแต่ทศวรรษที่ 1560 และขบวนการแรงงานทางในทวีปอเมริกาเหนือก็ได้ยุติลงหลังสงครามกลางเมือง

แม้ว่าการประกาศเลิกทาสอย่างเป็นทางการจะถูกประกาศโดย ‘อับราฮัม ลินคอล์น’ ในวันที่ 1 มกราคม 1863 แต่ในยุคสมัยนั้นข่าวสารไม่ได้เดินทางทั่วถึงเหมือนกับทุกวันนี้ ในรัฐทางตอนใต้ที่มีระบบทาสฝังรากแน่น ต้องใช้เวลาถึง 2 ปีครึ่งกว่ากองทหารจะเดินทางถึงรัฐเท็กซัส ในวันที่ 19 มิถุนายน 1865 ทาสผิวดำชุดสุดท้ายได้รับรู้ถึงอิสรภาพ และสิ้นสุดระบบทาสอย่างแท้จริง

ก่อนที่เสรีภาพและความเท่าเทียมจะถูกบัญญัติขึ้นในรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ มีชาวแอฟริกันถูกกวาดต้อนขึ้นเรือมากกว่า 12 ล้านคน และมีเพียง 10 ล้านคนเท่านั้นที่รอดชีวิตจากการเดินทางเพื่อเป็นแรงงานทาส ในเวลานั้นนายทาสที่ซื้อชาวแอฟริกันอเมริกันมาจะมีสถานะเป็น ‘เจ้าของ’ ชีวิต ในขณะที่ทาสเป็น ‘ทรัพย์สิน’ ที่พวกเขาสามารถใช้สอย ใช้แรงงาน โดยไม่จำเป็นต้องมีผลตอบแทน ไปจนถึงชีวิตส่วนตัวที่นายทาสหลายคนจับคู่ให้กับทาส เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาหนีจากไร่เมื่อมีครอบครัว ชาวแอฟริกัน-อเมริกันถูกกดขี่ปฏิบัติเหมือนสินค้าที่ไม่มีชีวิต

แม้ว่าการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความเท่าเทียมเริ่มต้นขึ้นหลังรัฐทางใต้พ่ายแพ้ในสงครามกลางเมืองเมื่อทศวรรษที่ 1860 แต่ความไม่เท่าเทียมและการแบ่งแยกยังเป็นมรดกที่ฝังรากลึกไปอีกนับร้อยปี ชาวแอฟริกัน-อเมริกันยังถูกแบ่งแยกชีวิตจากคนขาวด้วยกฎหมาย

คนดำไม่สามารถเรียนโรงเรียนของคนขาว ไม่สามารถเข้าร้านอาหาร ห้องน้ำสาธารณะของคนขาว ไม่สามารถใช้ก๊อกน้ำ ที่นั่งบนรถบัส หรือกระทั่งประตูของคนขาวได้ แม้แต่ในเรื่องความรัก ก็มีกฎหมายที่ลงโทษการมีเพศสัมพันธ์และสมรสของคนต่างสีผิว

ด้วยความไม่เป็นธรรมและความรุนแรง คนแอฟริกันถูกกดขี่ ไม่มีสิทธิเลือกเส้นทางชีวิต ไม่มีสิทธิเลือกความสัมพันธ์ ไม่มีสิทธิในความรักของตัวเอง คนหลากหลายทางเพศที่เป็นคนดำที่อยู่จุดปลายของชายขอบ ถูกผลักให้อยู่ท่ามกลางความหวาดกลัว ทำให้พวกเขาถูกกดให้ลุกขึ้นมาเรียกร้องความเท่าเทียมในขบวนการสิทธิพลเมือง (Civil Rights Movement)

ในวันนี้เราจึงชวนมาพบกับ 4 เรื่องราวความรักท่ามกลางการต่อสู้เพื่อสิทธิและชีวิตของคนแอฟริกัน-อเมริกัน เพื่อเฉลิมฉลองการอิสรภาพปลดปล่อยทาสในวัน Juneteenth เมื่อความรักของทาสผิวดำที่ถูกกดขี่และคลุมถุงชน คู่รักที่เคลื่อนไหวเพื่อความเท่าเทียมทางกฎหมาย คู่สมรสที่ถูกลงโทษเพราะต่างสีผิว และเกย์ผิวดำที่ต้องอยู่อย่างหวาดกลัว

ความรักที่ทาสไม่มีสิทธิเลือก

ย้อนกลับไปในช่วงก่อนทศวรรษ 1860 ของสหรัฐอเมริกา ก่อนที่สงครามกลางเมือง (Civil War) และการปลดปล่อยทาสในรัฐทางใต้จะเกิดขึ้น ทาสผิวดำนับว่าเป็น ‘ทรัพย์สิน’ ของนายทาส ที่ไม่มีสิทธิเลือกเส้นทางชีวิต การทำงานของตัวเอง และไม่ได้รับผลตอบแทน หลายครั้งที่แม้แต่ความรักพวกเขาก็ไม่มีสิทธิเลือกเช่นกัน… ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ นายทาสจะเป็นคนเลือกคู่ให้พวกเขาเอง

นายทาสจำนวนมากในสหรัฐฯ จับคู่ให้ทาสของตัวเองเพราะเชื่อว่าการมีครอบครัวจะป้องกันไม่ให้ทาสหนีไป และเรื่องราวนี้เกิดขึ้นกับ ‘Ellen Carter’ (เอเลน คาร์เตอร์) ซึ่งถูกนายทาสของเธอในรัฐเคนทักกี้จับคู่ให้กับ ‘Charley Carter’ (ชาร์ลี คาร์เตอร์) โดยปราศจากความรัก พวกเขาไม่เคยมีทั้งความรู้สึกใด ๆ ต่อกัน และไม่มีความยินยอมพร้อมใจ โดยเฉพาะเมื่อเอเลน ผูกใจรักกับ ‘Walker Wade’ (วอล์คเกอร์ วาด) ทาสอีกคนที่ถูกจับคู่ให้แต่งงานกับ ‘Alice Wade’ (อลิซ วาด) โดยที่คู่ของเขากำลังตั้งครรภ์

แม้ว่าจะไม่มีใครเต็มใจกับเรื่องราวเช่นนี้ แต่เมื่อเป็นสิ่งที่นายทาสตัดสินใจให้ พวกเขาก็จำยอม เอเลนและชาร์ลีมีลูกด้วยกันหลังจากนั้น 2 คน แต่ไม่ว่าอย่างไร เอเลนก็ไม่เคยลืมวอล์คเกอร์ได้เลย

“วอล์คเกอร์รอฉันมาตั้งแต่เด็ก แต่นายทาสให้ฉันอยู่กินกับชาร์ลี แต่ฉันไม่เคยรักเขาเลย ฉันรักวอล์คเกอร์ วาด รักเหมือนที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะรัก จนถึงวันนี้ฉันไม่เคยรู้สึกกับผู้ชายคนไหนอีก” เอเลนกล่าวในบันทึกข้อมูลเงินบำนาญจากสงครามกลางเมือง (Civil War)

จนกระทั่งสงครามกลางเมืองเริ่มต้นขึ้นในปี 1861 ชาร์ลีและวอล์คเกอร์ ถูกส่งเข้าไปร่วมกับกองทัพ และทันทีที่สงครามสิ้นสุด การปลดปล่อยทาส และอิสรภาพทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาเปลี่ยนไป

เอเลนและวอล์คเกอร์ ตัดสินใจที่จะมีความสัมพันธ์กันอย่างลับ ๆ ในขณะที่อลิซภรรยาของวอล์คเกอร์ ต้องการทำให้การแต่งงานของพวกเขาเป็นไปตามกฎหมาย หลังการปลดปล่อยทาสในปี 1865 พวกเขาไม่ได้เป็นทาสอีกแล้ว และสามารถเลือกเส้นทางความสัมพันธ์ของตัวเอง แม้จะเกิดการชิงรักหักสวาทของความสัมพันธ์ที่ถูกนายทาสจับคู่อยู่อีกพักใหญ่

เรื่องราวในตอนท้ายจบลงโดยทีเอเลนและวอล์คเกอร์ ได้แต่งงานกันอย่างถูกต้องตามกฎหมายหลังการตกหลุมรักตั้งแต่เด็ก ผ่านความสัมพันธ์ การคลุมถุงชนจากนายทาส เมื่อวันที่อิสรภาพมาถึงพวกเขาก็เลือกที่จะไขว้คว้าความรักของตัวเอง

อ้างอิง
History: https://bit.ly/2Si4hUc
Tera W. Hunter: https://bit.ly/3hQ3l4p

กฎหมายที่ลงโทษความรักต่างสีผิว

กลางดึกคืนหนึ่งกลางฤดูร้อน เดือนกรกฎาคมปี 1959 เจ้าหน้าที่ทางการของรัฐเวอร์จิเนียบุกเข้าไปในห้องนอนของ ‘Richard’ (ริชาร์ด) และ ‘Mildred Loving’ (มิลเดรด เลิฟวิง) คู่แต่งงานใหม่ธรรมดาคู่หนึ่ง พวกเขาถูกจับกุมทันทีจากการกระทำผิดฐานจากความรัก เพราะริชาร์ดเป็นชายผิวขาว และ มิลเดรดเป็นหญิงผิวดำ

แม้ว่าในสหรัฐฯ จะยกเลิกการครอบครองทาสอย่างเป็นทางการเกือบศตวรรษ แต่สิทธิชาวแอฟริกัน-อเมริกันก็ยังเจ็บปวดไปด้วยเงื่อนไขและการกีดกัน ชีวิตของคนขาวและคนเชื้อชาติอื่น ๆ ถูกแบ่งแยกกันโดนสิ้นเชิง เช่นเดียวกับการแต่งงาน ตามข้อกฎหมาย “Anti-Miscegenation Laws” มรดกจากกฎหมายทาสในอดีตที่ระบุว่าคนขาวห้ามมีเพศสัมพันธ์และสมรสกับชาติพันธุ์อื่น

“เสรีภาพในการสมรสได้รับการยอมรับมานานแล้วว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคล ที่จำเป็นต่อการแสวงหาความสุขของอิสรชน”

ชีวิตรักของ ริชาร์ด และ มิลเดรด เลิฟวิง เกิดขึ้นอย่างเรียบง่ายในย่านชนบททางตะวันออกของรัฐเวอร์จิเนีย หนึ่งใน 24 รัฐที่ยังคงเข้มงวดเรื่องกฎหมายการแต่งงานของคนต่างสีผิว ครั้งแรกที่เจอกัน มิลเดรดอายุ 11 ในขณะที่ริชาร์ด อายุ 16 ปี ครอบครัวของพวกเขาเป็นเพื่อนกัน และความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ค่อย ๆ พัฒนาเป็นความรักเมื่อพวกเขาโตขึ้น

พวกเขาคบหากันอยู่หลายปี และแต่งงานกันเมื่อมิลเดรด อายุ 18 ปี และสังเกตว่าตัวเองตั้งครรภ์ ริชาร์ดตัดสินใจว่าจะจดทะเบียนสมรสกันที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งอนุญาตให้คนต่างสีผิวแต่งงานกันได้ พวกเขาคิดว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ถึงแม้ว่าในรัฐเวอร์จิเนียการแต่งงานของพวกเขาจะยังผิดกฎหมาย จนกระทั่งนายอำเภอนำเจ้าหน้าที่บุกเข้าไปจับกุมถึงในห้องนอน ในบ้านของพวกเขาเอง

ริชาร์ดถูกจับกุมในคือนั้นและถูกปล่อยตัวหลังจ่ายค่าปรับไปกว่า 1,000 ดอลลาร์ ในขณะที่มิลเดรดไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวและถูกขังอยู่อีก 3 คืน ศาลตั้งเงื่อนไขให้พวกเขาออกจากเวอร์จิเนีย 25 ปี หรือติดคุก การตัดสินทำให้ทั้งคู่ลี้ภัยไปที่วอชิงตัน ดี.ซี.

“พระเจ้าสร้างเชื้อชาติของคนผิวขาว ผิวดำ ผิวน้ำตาล ผิวเหลือง ผิวแดง และให้แต่ละเชื้อชาติอยู่ในแต่ละทวีปที่แยกจากกัน” ผู้พิพากษา ‘Bazile’ (บาซีล) กล่าวในการตัดสินคดีความของพวกเขา “และที่ท่านแยกคนต่างสีผิวออกจากกัน ก็เป็นความจริงว่า พระเจ้าไม่ปรารถนาให้สมสู่กันข้ามชาติพันธุ์”

เมื่อคำตัดสินให้ต้องลี้ภัย ทั้งสองสามีภรรยาจึงย้ายไปอยู่ที่วอชิงตัน ดี.ซี. พวกเขาอยู่ที่นั่นนานเกือบ 5 ปี และเริ่มคิดถึงบ้านเกิดที่อบอุ่นในชนบท และความรู้สึกก็รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อลูกของพวกเขาเกือบถูกรถชนในเมือง มิลเดรดตัดสินใจเขียนจดหมายหา Robert F. Kennedy (โรเบิร์ต เอฟ. แคเนดี้) รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมเพื่อขอความช่วยเหลือ และได้รับคำแนะนำให้ติดต่อกับสหภาพเพื่อต่อสู้ทางกฎหมาย

การเรียกร้องสิทธิของทั้งคู่ยืดเยื้ออยู่อีกถึง 4 ปีและยังคงติดขัดปัญหาการเหยียดสีผิวที่ฝังรากลึกในกฎหมายของรัฐทางใต้ จนกระทั่งในปี 1967 ความฝันของพวกเขาก็มาถึง คดีฟ้องร้องของพวกเขาถึงศาลสูงสุดในสหรัฐฯ และศาลตัดสินว่าพวกเขามีสิทธิที่จะสมรสและอยู่กินโดยไม่มีเจ้าหน้าที่บุกรุกเข้ามาจับกุมกลางดึก

พวกเขาใช้เวลาถึง 9 ปีในการต่อสู้เพื่อกว่าจะได้รับชัยชนะและสิทธิที่จะอยู่ด้วยกัน ซึ่งชัยชนะครั้งนั้นถูกอ้างอิงในการต่อสู้และทำให้กฎหมายกีดกันความรักต่างชาติพันธุ์ถูกยกเลิกไปในที่สุด

อ้างอิง
History: https://bit.ly/3ujOzFL
Biography: https://bit.ly/3ypdHxQ

คู่รักนักเคลื่อนไหวเพื่อความเท่าเทียม

ในการปฏิวัติกฎหมายความเท่าเทียม (Civil right) ช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ชนวนความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากคำปฏิเสธสั้น ๆ บนรถบัสของ ‘Rosa Parks’ (โรซา ปาร์ค) ในรัฐอลาบามา หลายคนอาจรู้จักโรซาในฐานะนักเคลื่อนไหวที่มีชื่อเสียง แต่น้อยคนจะรู้ว่าเบื้องหลังความเข้มแข็งของเธอ มีสามี ‘Raymond Parks’ (เรย์มอน ปาร์ค) สนับสนุนเคียงข้างกันมาโดยตลอด

โรซาและเรย์มอน ปาร์ค รู้จักกันผ่านเพื่อนในฤดูใบไม้ผลิปี 1931 เขาเป็นช่างตัดผมที่แก่กว่าเธอ 10 ปี และเป็นสมาชิกของสมาคมแห่งชาติเพื่อความก้าวหน้าของประชาชนผิวสี (NAACP) มาก่อน หลังจากเดทกันเพียง 2 ครั้งเรย์มอนก็ขอเธอแต่งงาน

โรซาเล่าว่า ในวัย 19 ปี เธอคิดว่าเขา ‘ดูเหมือนคนขาว’ มากเกินไป แต่บุคลิกและความคิดก้าวหน้าของเขาทำให้เธอประทับใจ สุดท้ายพวกเขาก็แต่งงานกันในปีถัดมา

ในตอนนั้นเรย์มอนสนับสนุนให้โรซาได้เรียน และได้รับประกาศนียบัตรระดับมัธยมตามที่เธอต้องการ โรซาทำงานเป็นช่างตัดเย็บเสื้อ โดยที่ทั้งคู่เป็นสมาชิกและเรียกร้องความเท่าเทียมของคนแอฟริกัน-อเมริกันมาตั้งแต่แต่งงาน และได้รับความเคารพจากคนดำในเมืองมอนทาโกเมอรี ท่ามกลางสังคมที่ยังแบ่งแยกทุกอย่างจากสีผิว ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน ห้องน้ำสาธารณะ ห้องสมุด หรือแม้แต่น้ำพุเพื่อดื่ม

ในปี 1943 โรซาได้เข้ามามีส่วนร่วมใน NAACP ของเมืองมอนทาโกเมอรีในฐานะเลขานุการ เรย์มอนห้ามเธอในตอนแรก เพราะเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยแต่สุดท้ายก็ยินยอมเพื่อต่อสู้ในสิทธิของคนผิวดำ

ความรักของทั้งคู่ดำเนินมาอีกหลายปีจนกระทั่งถึงจุดเปลี่ยนของชีวิต และจุดเปลี่ยนของทั้งสหรัฐฯ เมื่อปี 1955 โรซาในวัย 42 ปฏิเสธที่จะลุกให้คนขาวนั่งบนรถบัส ซึ่งถูกแบ่งตามกฎว่าพื้นที่ด้านหน้าเป็นของคนขาวและด้านหลังเป็นของคนดำ เธอถูกจับกุม แต่ไม่ยอมจ่ายค่าปรับ ด้วยเรื่องนั้นทำให้ตำรวจจับเธอยัดเข้าคุก

“หลังจากเข้าคุกฉันมีโอกาสโทรหาที่บ้าน ฉันโทรหาแม่แล้วบอกว่าฉันไม่ได้บาดเจ็บ แม่ยื่นโทรศัพท์ให้สามีของฉัน เขาบอกว่าเขาจะมาหาเดี๋ยวนี้ และจะพาฉันออกจากคุก”

เรย์มอนมาถึงคุกพร้อม ‘E.D. Nixon’ (อี.ดี. นิกสัน) หนึ่งในผู้นำ NAACP พวกเขาติดต่อทนายเพื่อต่อสู้ให้เธอได้ออกมาจากห้องขัง เหตุการณ์จับกุมในครั้งนั้นทำให้ชาวแอฟริกัน-อเมริกันในเมืองเคลื่อนไหว ภายใต้ขบวนการบอยคอตไม่ขึ้นรถบัส (Montgomery Bus Boycott) โดยมี Martin Luter King jr. (มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์) ซึ่งในตอนนั้นยังเป็นนักศึกษาเป็นหนึ่งในแกนนำ

การไม่ขึ้นรถบัสสำหรับคนผิวดำที่ไม่ได้ร่ำรวยเป็นเรื่องยากลำบากมาก แต่เกือบ 1 ปีที่คนดำในมอนทาโกเมอรีพร้อมใจกันไม่ขึ้นรถบัสแม้แต่คนเดียว จนเมื่อรายได้ขาดไปมหาศาล ในปีถัดมาศาลจึงได้ตัดสินให้การแบ่งแยกสีผิวบนรถบัสเป็นเรื่องไม่ชอบด้วยกฎหมาย

จากชัยชนะครั้งนั้นเป็นจุดสำคัญในการลุกขึ้นต่อสู้ของคนผิวดำทั่วประเทศและสร้างความเข้มแข็งให้กับกระบวนการเพื่อสิทธิพลเมือง (Civil Right Movement) ที่ต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมทางสีผิวต่อมา

ชีวิตของโรซาและเรย์มอนเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เมื่อโรซากลายเป็นสัญลักษณ์การต่อต้านการกดขี่ เรย์มอนสนับสนุนเธอเสมอแม้ทั้งคู่จะถูกคุกคามจากคนที่ไม่เห็นด้วยอย่างหนักจนต้องย้ายไปอยู่รัฐทางเหนือก็ตาม ขบวนการครั้งนั้นได้นำไปสู่การเรียกร้องยาวนานหลายปี ในที่สุดก็นำมาสู่การออกกฎหมายสิทธิพลเมือง (Civil right act) ที่ระบุว่า การเลือกปฏิบัติกับคนด้วยสีผิวเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ในปี 1964

อ้างอิง
History: https://bit.ly/2SjHPKl
scholastic: https://bit.ly/3wrILew
LIBRARY: https://bit.ly/3u60bM9

ชีวิตของเกย์ผิวดำในทศวรรษ 1960

“ในเวลานั้นการเป็นคนดำอาจทำให้ถูกฆ่าได้ มันไม่ใช่แค่การรุมประชาทัณฑ์ ผมอาจหายไประหว่างทางเดินจากมหาวิทยาลัยกลับบ้านได้ และการเป็นเกย์ก็อาจทำให้ถูกฆ่าได้เหมือนกัน”

‘Donald Bell’ (โดนัลด์ เบล) เล่าถึงความยากลำบากและเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตเพียงเพราะเป็นเกย์ผิวดำในช่วงทศวรรษ 1960 ช่วงเวลาที่คนดำยังถูกแบ่งแยกและกีดกันอย่างชัดเจน ตลอดจนการเป็นเกย์ก็เป็นเรื่องร้ายแรงทางศีลธรรมจนอาจทำให้ถูกไล่ออกจากสถานศึกษาได้

วันหนึ่งในชั้นเรียนปรากฏคำว่า ‘รักเพศเดียวกัน’ (Homosexual) ขึ้นมาเป็นครั้งแรก พวกเราในชั้นไม่รู้ว่ามันหมายความว่าอะไร เราอยากรู้อยากเห็น แต่มันเป็นสิ่งที่ตามหาไม่เจอในห้องสมุดว่าตกลงมันคืออะไร ‘จริง ๆ’ กันแน่ เบลรู้แค่ว่าเขาควรเก็บเรื่องนี้ไว้กับตัว

เขาอยู่ในช่วงเวลาที่สับสนในตัวเอง เบลคบหากับสาวจากโรงเรียนเดียวกัน ตอนนั้นเขาเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปี 2 และความสัมพันธ์เริ่มมีปัญหาทั้งที่พวกเขามีแผนจะแต่งงานในไม่ช้า ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่มีรอยร้าว เบลย้ายเข้าหอพักในมหาวิทยาลัยและติดต่อกับผู้ดูแล

“ผมเคาะประตูและทันทีที่มันเปิด เหมือนกับการ์ตูนดิสนีย์ เหมือนมีเสียงเพลงลอยมาในอากาศ เสียงนก และผีเสื้อ ผมถึงรู้ตัวว่าตกหลุมรักแรกพบ” เบลค้นพบรสนิยมทางเพศที่อยู่ภายในตัวเองเป็นครั้งแรก

เขาคุยกับผู้ดูแลหอพักอยู่พักหนึ่ง สิ่งเดียวที่รับรู้คือความรู้สักปั่นป่วนเกิดขึ้นในใจเขาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แต่ในเวลานั้นใจเบลไม่ได้ร้อนรุ่มไปด้วยรัก มันเต็มไปด้วยความตื่นหตระหนกและกังวล ในปี 1967 การค้นพบว่าเป็นเกย์ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายและน่ายินดี โดยเฉพาะกับแอฟริกัน-อเมริกันที่ถูกเหยียดหยามและแบ่งแยกจากสังคมเป็นทุนเดิม

เบลรวบรวมความกล้าปรึกษาเรื่องนี้กับเพื่อนร่วมห้อง และได้รับคำแนะนำให้ไปปรึกษาจิตแพทย์ที่ศูนย์ ‘Psych and Counselling Center’ นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เขายิ่งกังวลเพราะในเวลานั้น ‘การเป็นเกย์’ เป็นเรื่องใหญ่และร้ายแรงมาก มันอาจเปลี่ยนชีวิตคนไปแบบไม่คาดฝันก็ได้ คนที่ถูกพบว่าเป็นเกย์อาจถูกส่งไปที่ห้องผู้อำนวยการ และต้องเก็บของออกจากมหาวิทยาลัย

แต่เขาก็ตัดสินใจไปปรึกษา ซึ่งจิตแพทย์ก็ไม่ได้แนะนำอะไรกับเขามากมาย นอกจากบอกว่ามันเกิดความสับสนขึ้นได้ในช่วงวัยรุ่น แต่มีความเป็นไปได้ว่าที่เขาตอบแบบนั้นเพราะนั่นเป็นช่วงเวลาที่คนหนุ่มถูกส่งเข้าร่วมกองทัพในสงครามเวียดนาม เบลเล่าว่าสงครามเป็นเรื่องที่ ‘จริง’ ยิ่งกว่า และสำหรับคนดำสัดส่วนที่ถูกส่งไปร่วมสงครามนั้นไม่เป็นธรรม ความตายเป็นเรื่องจริงที่ใกล้ตัวเข้ามาเรื่อย ๆ

การเป็นเกย์ผิวดำในยุคสงครามทำให้เบลต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างกังวลและหวาดระแวง แต่เรื่องที่สร้างจุดดำในใจเขาคือการบอกกับครอบครัวว่าเขาเป็นเกย์ ระหว่างปี 1969 เขาเข้าร่วมการประท้วงเรียกร้องยุติสงครามเวียดนาม เบลรู้สึกกังวลและรู้สึกผิด เขาตัดสินใจโทรหาที่บ้านซึ่งไม่เห็นด้วยที่เขาไปร่วมประท้วง แม่ของเบลยืนอยู่ข้างเขาอย่างที่สุด แต่พ่อไม่ใช่แบบนั้น

“พ่อบอกว่า ผมไม่ใช่ลูกเขาอีกแล้ว”

เบลข้ามผ่านความเปลี่ยนแปลงทางความคิดและสังคมอเมริกันมาหลายสิบปี เขาผ่านการเหยียดหยาม ดูถูก แบ่งแยก แม้แต่ในกลุ่มเกย์ก็ไม่ได้ยอมรับเขาอย่างเต็มร้อยเพราะเขาเป็นคนดำ เบลผ่านการแต่งงาน มีลูก และเป็นคุณปู่ของหลาน 7 คน ปัจจุบัน โดนัลด์ เบล ในวัย 67 ปี อาศัยอยู่ที่บ้านพัก LGBT+ ของรัฐชิคาโก ซึ่งสร้างมาเพื่อเป็นศูนย์กลางการดูแลคอมมูนิตี้ LGBT+ และในวันนี้เขาเป็นคนที่ภาคภูมิใจในการเป็นเกย์ผิวดำคนหนึ่ง

อ้างอิง
imfromdriftwood: https://bit.ly/2Tc2WPt
imfromdriftwood: https://bit.ly/3yvMrxE

#PrideMonth2021 #Juneteenth
#BlackLivesMatter #CivilRightMovement
#HumanRight #CivilWar

Content by Prajan Iemchuen
Graphic by Napaschon Boontham
อ่านคอนเทนต์เรื่องเพศอื่น ๆ : https://bit.ly/3hhRUzp

อ้างอิง
An Injustice Magazine: https://bit.ly/3ff2zfs
Bustle: https://bit.ly/3wtt46J
CNN: https://cnn.it/3bQXCY2
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

- Advertisement -
SPECTRUM
SPECTRUM
พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน