เมื่อ ‘เขื่อน’ ถูกวิจารณ์ ว่า ‘ขนดก’ ไม่ ‘ละมุน’ ชวนคุยต่อเรื่องการที่คน ไม่อยากมีขน-อยากมีขน ผ่านประวัติศาสตร์ ทุนนิยม ศาสนา และ วิวัฒนาการ

- Advertisement -

“หลาย ๆ ครั้งที่เขื่อนอัพรูปก็ยังมีคอมเมนต์ในรูปแบบแอบแฝงว่า เป็นห่วงอย่างให้โกนขนขาเพื่อความสวย”

นี่คือคำพูดของ ‘เขื่อน’ – ภัทรดนัย เสตสุวรรณ ที่พูดถึงคอมเมนต์ ‘แนะนำ’ ในอินสตาแกรมของเขื่อนในเชิงว่าควรที่จะโกนขนขา อย่างเช่น “อยากแว๊กซ์ขนหน้าแข้งให้มากเลย” หรือ “อยากให้น้องเขื่อนเลเซอร์ขนออก จะได้ดูละมุนกว่านี้” เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2564 ในทวิตเตอร์ส่วนตัวของเขา เรื่องที่เห็นได้ชัดมากที่สุดในกรณีนี้ คือ เรื่องของมาตรฐานความงาม (Beauty Standard) สิ่งที่พวกเราควรตระหนักคือ ไม่ว่าจะเป็นการโกนขนขา ขนคิ้ว รักแร้ หนวด ผม หรือส่วนอื่น ๆ ในร่างกาย ทั้งหมดต่างเป็นสิทธิของบุคคลนั้น ๆ ในการสร้างความงาม (Aesthetic) ของตนเอง คนในสังคมไม่ควรยัดเยียดมาตรฐานความงามที่ตนมี หรือภาพในอุดมคติเพียงแค่เพื่อให้ตนเองพอใจ แต่ควรจะสนใจถึงความรู้สึกของอีกฝ่ายด้วยว่า นั่นเป็นสิ่งที่เขาต้องการหรือไม่

ทว่านอกจากเรื่องที่กล่าวไปที่เห็นได้ชัดแล้ว ก็ยังมีอีกหลายมิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ‘ขน’ อีก เพราะเป็นสิ่งที่อยู่กับตัวและใกล้ตัวมนุษย์มาเนิ่นนาน เราเห็นขน ไม่ว่าจะเป็นขนของมนุษย์ด้วยกันเอง หรือขนของสัตว์อื่น ๆ อยู่ตลอดในวัฏจักรขีวิตของพวกเรา ฉะนั้น ผู้เขียนจะพาผู้อ่านไปดูมุมมองในมิติต่าง ๆ อาทิ ศาสนา เศรษฐกิจ ประวัติศาสตร์ ว่า ‘ขน’ นั้นเป็นมากกว่าส่วนหนึ่งของร่างกายและมาตรฐานความงาม (Beauty Standard) ตลอดจนถึงวิธีคิดเรื่องขนในปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างไร

#CapitalismAndHairRemoval ทุนนิยมกับการกำจัดขน – ไม่มีใครทราบอย่างแน่ชัดถึงที่มาที่ไปการโกนขน แต่ในอดีต การโกนขนในบางประเทศมีไว้เพื่อความปลอดภัยเท่านั้น อย่างเช่นในช่วงยุคหิน นักโบราณคดีบางคนเชื่อกันว่าการโกนนั้นใช้เพื่อป้องกันบาดแผลจากการถูกความเย็นจัดกัด (Frostbite) แต่เมื่อเวลาผ่านไปและทุนนิยมเริ่มมามีบทบาทในสังคม ช่างตัดผม ‘Jean Jacques Perret’ (ฌอง-มาร์ค แปรเรต์) ในปี พ.ศ. 2303 ก็คิดค้นมีดโกนสำหรับผู้ชายและครีมกำจัดขนโดยนายแพทย์ ‘Francois Xavier Gouraud’ (ฟรองซัวส์ ซาวิเยร์ กูรูด์) และ ‘King Camp Gillette’ (คิง แคมป์ ยิลเลตต์) ก็ได้ผลิตมีดโกนที่ปลอดภัยกว่าของแปรเรต์ในปี พ.ศ. 2423 และสร้างที่โกนขนสำหรับผู้หญิงครั้งแรกในปี พ.ศ. 2458 ในที่สุด

เพื่อที่จะทำให้มีดโกนและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ขายได้ ฝั่งผู้ผลิตจึงต้องสร้างแรงจูงใจและวัฒนธรรม เพื่อให้เกิดการซื้อไปจนถึงบริโภคผลิตภัณฑ์และสิ่งของอย่างไม่รู้จบ เพราะนั่นคือโมเดลของทุนนิยม ในยุคหลัง ๆ จึงเกิดการแคมเปญโฆษณาที่เห็นชัดว่า เป็นความพยายามในการสร้างวัฒนธรรมการกำจัดขนในร่างกายในส่วนต่าง ๆ ขึ้นมา บางโฆษณาก็อ้างความจำเป็น (Neccessity) บ้างก็ใช้คำที่สื่อความหมายไปทางลบ (Negative Connotation) บอกว่าขนที่มีในร่างกายดูเป็นสิ่งน่าละอายที่ควรกำจัดออกและเป็นสิ่งสกปรก หรือชักชวนโดยการนำพรีเซ็นเตอร์มาโฆษณา เพื่อให้ผู้ที่ผ่านไปมาเห็นว่านี่คือเรือนร่างในอุดมคติที่ควรเป็น

#HairRemovalAndReligion การโกนขนเพื่อนำไปสู่ความบริสุทธิ์ – สำหรับในหลายศาสนานั้น การโกนขนนั้นมีความเกี่ยวข้องเพื่อที่จะได้เข้าใกล้ความบริสุทธิ์มากขึ้น อย่างในกรณีโกนผมหรือโกนหนวดในทางพุทธศาสนามีหลักปฏิบัติเพื่อการขัดเกลากิเลส ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม 13 (ม.ม. 13/489/443) ‘ดร.ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์’ นักวิชาการและอาจารย์ภาควิชามนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลได้อธิบายเพิ่มว่า “สาเหตุที่ทรงปลงผมและหนวดเพราะผมและหนวดเมื่อมีแล้วก็ [จะเกิดความจำเป็นที่ต้อง] ตกแต่งให้ดูสวยงามตามฐานะตามวิสัยมนุษย์ปุถุชนทั่วไปในอินเดียสมัยนั้น เช่น อาจต้องใช้น้ำมันทาหรือตกแต่งผม หาแปรงมาหวีผม แต่งหนวดเครา” – ฉะนั้น การโกนขนในบริบทของพุทธศาสนาจึงถือว่าเป็นการละทิ้งทางโลก

ในกรณีของคริสต์ศาสนานั้นก็มีความเกี่ยวข้องกับความบริสุทธิ์เช่นกัน อย่างในหนังสือกันดารวิถี 8:7 (Numbers 8:7) ในพันธสัญญาเดิมของพระคัมภีร์ไบเบิล มีการกล่าวถึงนักบวชที่โกนขนทั้งตัวในร่างกายเพื่อบูชาพระเจ้า (จงเอาน้ำชำระมาประพรมเขา ให้เขาโกนตลอดทั้งตัว ให้ซักเสื้อผ้าและชำระตัวให้สะอาด) แต่ในกรณีอื่น ๆ การตัดขนในร่างกายก็สามารถเป็นการทำให้อับอายได้เช่นกัน อย่างเช่นในพงศาวดาร 19:4 (Chronicles 19:4) ที่กล่าวว่า “ฮานูนจึงจับเหล่าข้าราชการของดาวิดและทรงโกนพวกเขาเสีย” หรือเอเสเคียล 27:31 (Ezekiel 27:31) ที่บอกไว้ว่า “พวกเขาโกนศีรษะเพื่อเจ้า และเอาผ้ากระสอบคาดเอวไว้ เขาร้องไห้เพราะเจ้าด้วยจิตใจที่ขมขื่น และคร่ำครวญด้วยความขมขื่น”

#HairAndEvolutionaryTheory ขนกับทฤษฎีวิวัฒนาการของมนุษย์ – ในแง่ของการพัฒนาการของมนุษย์ นักวิทยาศาสตร์หลายคนได้นำเสนอทฤษฎีว่า ที่มนุษย์มีการกำจัดขนในร่างกายออกไปเพราะการกำจัดขนของมนุษย์นั้นทำให้มนุษย์ปลอดภัยมากขึ้นจากหมัด เห็บ โลนและปรสิตอื่น ๆ ที่สามารถเกาะขนจากร่างกายได้ (Herzio 12) มนุษย์จึงมีแนวโน้มเข้าหาคนที่ไม่มีขน และอีกทฤษฎีเสนอว่า มนุษย์นั้นได้รับความกดดันให้อุ้มทารกของตน เนื่องจากทารกไม่สามารถใช้เท้าเพื่อจับสิ่งต่าง ๆ เหมือนกับสัตว์ตระกูล ‘ลิง’ (สัตว์ไพรเมต) อีกต่อไป ดังนั้น การอยู่รอดของทารกจึงจำเป็นต้องอาศัยความปรารถนาของมารดาที่จะอุ้ม และการสัมผัสระหว่างมารดา-ทารกเป็นการสัมผัสที่ไร้ขนที่น่าพึงปรารถนา (Pleasurable Hairless Skin-to-Skin Contact) มนุษย์จึงตัดสินใจค้นหาคู่ผสมพันธุ์ที่ไร้ขน เพื่อที่จะเลียนแบบการสัมผัสทางผิวที่เกิดขึ้นระหว่างมารดา-ทารกอีกครั้ง (Herzio 13)

อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีต่าง ๆ เหล่านี้ก็ยังมีช่องโหว่เชิงตรรกะ และสร้างคำถามมากกว่าคำตอบ ไม่ว่าจะเป็นคำถามว่า การสัมผัสกันแบบมีขนไม่พึงปรารถนาอย่างไร ถ้ามนุษย์มีแรงขับเคลื่อนทางสัญชาตญาณให้เข้าหาบุคคลที่ไร้ขนจริง ทำไมบางพื้นที่ในโลกถึงยังถึงสนใจเรื่องการโกนขนน้อยกว่าที่อื่น ทำไมคนยังชอบลูบหัวกันหากขนเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ หรือแม้กระทั่งการที่ทุนนิยมยังหากินกับการปลูกผม ผลิตน้ำยาปลูกผม หรือขนหลาย ๆ ส่วน ทฤษฎีเหล่านี้จึงต้องมีการพิสูจน์ ตั้งคำถาม หักล้าง สร้างใหม่ และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

เพราะในปัจจุบัน แนวคิดกระแสเรื่องขนนั้นมีความหลากหลาย การอธิบายเรื่อง ‘ขน’ เพียงศาสตร์เดียวไม่เพียงพอ อย่างในช่วงหลังก็มีกระแสการต่อต้านการโกนขนในเรือนร่างของผู้หญิง เพราะว่าพวกเธอเชื่อว่าการยึดโยงคุณลักษณะสิ่ง ๆ หนึ่ง (อาทิ ผมยาว ไม่มีขนรักแร้ ขาเนียน) กับความเป็นหญิง (Femininity) นั้นเป็นปัญหาเนื่องจากความเป็นหญิงไม่ได้มีสารัตถะ หรือกระแส Spornosexual (เป็นคำที่รวมกันระหว่าง sports, porno และ sexual เข้าด้วยกัน) ขึ้นมาที่ทำให้ผู้ชายหลายคนหันมาดูแลตนเอง และเห็นว่าขนในร่างกายนั้นจำเป็นที่จะต้องโกนออก เพื่อให้เห็นเรือนร่างได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งเมื่อมองกลับมาในบริบทไทย กระแสนี้ก็เป็นกระแสหนึ่งในประเทศไทยที่กำลังได้รับความนิยมเช่นกัน การแปรเปลี่ยนอยู่ตลอดของกระแสเรื่อง ‘ขน’ ยิ่งทำให้เห็นว่ามาตรฐานความงามนั้น มันเปลี่ยนตลอดเวลาและไม่ได้ขึ้นอยู่กับบุคคลใดคนหนึ่ง ฉะนั้นการแนะนำให้บุคคลหนึ่งโกนขนขา เพียงเพื่อที่จะทำให้ถูกใจตนนั้นจึงเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำ

แม้ว่าเรื่อง ‘ขน’ อาจเป็นดูเรื่องเล็ก แต่เพราะมนุษย์นั้นมีความซับซ้อน เรื่อง ’ขน’ จึงเป็นมากกว่านั้น ‘ขน’ จึงเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกและสิ่งรอบตัว—สังคม ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ศาสนาและศาสตร์การเรียนรู้แขนงอื่น ๆ อีกมาก ฉะนั้นเวลาพวกเราจะพูดถึงเรื่อง ‘ขน’ หรือการโกนขน อย่างในเคสนี้ พวกเราควรทราบว่า สิ่งที่เราพูดมันไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่คนที่ถูกวิจารณ์อย่างเขื่อน แต่มันส่งผลกระทบไปถึงตัวสังคมด้วย เพราะทุก ๆ เรื่องมีความยึดโยงในหลายมิติ รวมไปถึงเรื่องเล็ก ๆ อย่างเรื่อง ‘ขน’ เช่นกัน

“เราอย่าลืมนะคะว่าความสวยงามเป็นเรื่อง Subjective (ปัจเจก) และกลับมาที่ my body my choice นะคะ (ร่างกายฉัน ฉันเลือกเอง) เราควรเคารพการตัดสินใจ กับการเลือกเกี่ยวกับร่างกายของทุก ๆ คนนะคะ 🍑❤️🌈🦋 ” – เขื่อน ภัทรดนัย เสตสุวรรณ

#HairRemoval #Intersectionality
#BeautyStandard #Capitalism
#EvolutionaryTheory #Religion

Content by Hutsakorn Nartboonyokrit
Graphic by Napaschon Boontham
อ่านคอนเทนต์เรื่องเพศอื่น ๆ: https://bit.ly/3hhRUz

อ้างอิง
Bustle: https://bit.ly/3xtyEGF
CR Fashion Book: https://bit.ly/35yko3z
La Vista Church of Christ: https://bit.ly/3vF49fO
The Straits Times: https://bit.ly/2UboM61
The Swaddle: https://bit.ly/2SM5tQl
ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์: https://bit.ly/3zAGeRR
Herzig, Rebecca M. Plucked: A History of Hair Removal. New York University Press, 2016.
ภาพ: koendanai
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

- Advertisement -
หรรษกร นาถบุญโญกฤต
หรรษกร นาถบุญโญกฤต
นักศึกษาเอกภาษาและวรรณคดีอังกฤษที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สนใจในวรรณกรรม ช่วงเวลาว่างชอบทำรีมิกซ์เพลงกับตั้งคำถามแนวอัตถิภาวนิยม (existentialism) ให้ตัวเองแพนิค นอกจากนี้ยังหลงใหลในการฟังเพลงและการเล่นเกม RPG คนเดียวในห้องเงียบ ๆ