‘Keith Haring’ ‘ศิลปะ’ ‘ความรัก’ และ ‘มนุษยชาติ’ รำลึกถึงศิลปินเกย์อเมริกันผู้นี้ที่สร้างสรรค์เส้นสายแห่งอิสรภาพ และ การปลดปล่อย

- Advertisement -

“สาธารณชนต้องการศิลปะ และเป็นความรับผิดชอบของคนที่ ‘ประกาศตัวว่าเป็นศิลปิน’ ที่ต้องตระหนักว่าสังคมต้องการงานศิลปะ และไม่สร้างแค่งานศิลปะของชนชั้นกลาง (Bourgeois Art)ให้กับคนไม่กี่คน และคนที่เพิกเฉยต่อคนอื่น ๆ ที่มีจำนวนมากกว่า”

เชื่อว่าหลาย ๆ คน คงคุ้นตาเป็นอย่างดีของสไตล์ลายเส้นของศิลปะคนนี้ที่ชื่อว่า ‘คีธ แฮริ่ง’ ศิลปินเกย์อเมริกันที่โด่งดังเป็นอย่างมากไปทั่วโลก ด้วยงานที่เป็นเอกลักษณ์และนัยยะที่สะท้อนถึงความหมายแห่งการสะท้อนความรักซึ่งกันและกันในเพื่อนมนุษย์อย่างไม่แบ่งแยก

Artistic Pride Month 2021: Keith Haring – เส้นสายแห่ง ‘ศิลปะ’ ‘ความรัก’ และ ‘มนุษยชาติ’

คีธ แฮริ่ง เกิดเมื่อปี 1958 ที่มลรัฐเพนซิลเวเนีย เขารักในงานศิลปะ ชีวิตการเรียนของจึงเลือกเดินทางสายนี้ โดยเริ่มจากการเรียนกราฟิกดีไซน์ที่ ‘The Ivy School of Professional Art’ ก่อนต่อด้วยการเรียนศิลปะเต็มตัวในวัย 19 ปีที่สถาบัน ‘School of Visual Arts’ ที่นิวยอร์ก ช่วงแรกก็เป็นการตามหาสไตล์ส่วนตัวของตัวเอง แฮริ่งลองงานมาหลายสไตล์ ทั้งงานวิดีโอ การจัดวาง งานคอลลาจ แต่ก็พบว่างานที่เขาชอบสุดคือการวาดเส้น ผ่านแนวคิด “ศิลปะเป็นของคนทุกคน” ที่แฮริ่งมองว่ามันไม่จำเป็นต้องศักดิ์สิทธ์ หรือ ห้อยไว้ในพิพิธภัณฑ์เท่านั้น แฮริ่งจึงมุ่งทำงานในสถานที่สาธารณะ หรือ ‘Public Art’

“ผมสนใจที่จะสร้างงานศิลปะที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากเท่าที่จะเป็นไปได้ สามารถร่วมพินิจพิเคราะห์ หรือมีประสบการณ์กับมันได้ เหมือนกับที่อยากให้มันมีความคิดเห็นที่แตกต่างออกไปเกี่ยวกับงาน มากเท่าที่จะเป็นไปได้เช่นกัน โดยไม่ยึดติดอยู่กับความหมายแค่ความหมายเดียว คนที่ดูงาน คือผู้สร้างความเป็นจริง ความหมาย และคอนเซ็ปต์ของงานชิ้นนั้น ๆ ผมก็เป็นแค่คนกลางที่พยายามรวบรวมความคิดต่าง ๆ เข้าด้วยกัน”

Proud Underground Street Art – แฮริ่งได้ลงไปทำงานตามสถานีลงรถไฟใต้ดินในกรุงนิวยอร์ก เริ่มจากที่เอาชอล์กสีขาวไปวาดเส้นตามแผ่นโฆษณา เส้นที่มีลักษณะโค้งมน เป็นเส้นเอาท์ไลน์ของผู้คนที่ดูเหมือนกำลังเคลื่อนไหว สนุกสนาน และมีความสุข คนเหล่านั้นไม่มีหน้าตา ไม่มีเพศ ไม่มีอายุ ไม่มีเชื้อชาติ เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของมวลมนุษยชาติ

โดยในช่วงค.ศ. 1980-1985 แฮริ่งได้วาดภาพในสไตล์ของเขาเป็นร้อย ๆ ภาพ ซึ่งคนที่ผ่านมาเจอก็เริ่มคุ้นเคยกับลายเส้นของเขา แฮริ่งเริ่มมีชื่อเสียงทั้งในสหรัฐอเมริกา และเขาก็มีนิทรรศการโชว์งานบ่อยครั้ง ซึ่งมักไปจัดตามสถานที่สาธารณะแถวย่านโซโห แมนฮัตตัน เช่น คลับ หรือ โรงหนัง เป็นต้น เขาก็เริ่มเปิด ‘Pop Shop’ เพื่อขายงานเขาในย่านนั้นด้วย ซึ่งลายเส้นของเขาถูกนำมาพิมพ์บนเสื้อ ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ รวมไปถึงโปสเตอร์ ซึ่งก็ถูกวิจารณ์จากศิลปินบางกลุ่ม ที่ยังมองว่าศิลปะควรถูกขายด้วยการประมูลเท่านั้น

“ถ้าการนำเอาศิลปะของผมไปไว้บนเสื้อ คือการทำให้ศิลปะกลายเป็นสินค้า (Commercialization) เพื่อที่เด็กที่ไม่มีเงินพอสำหรับภาพวาด $30,000 ดอลลาร์ จะได้ซื้อมันได้ ผมก็จะทำมันอย่างเต็มที่” – แฮริ่งแบ่งเงินที่ขายของในช็อปของเขา บริจาคให้มูลนิธิต่าง ๆ โดยต่อมาแฮริ่งก็มีโอกาสได้ร่วมกับศิลปินคนอื่นที่มีวิสัยทัศน์ตรงกัน เช่น ‘Andy Warhol’ และ ‘Jean-Michel Basquiat’ เป็นต้น ซึ่งงานเขานั้นก็ป็อปปูลาร์มากขึ้นเรื่อย ๆ และได้ทำงานกับคนดัง ๆ และแบรนด์สินค้าอื่น ๆ อีกมากมากมาย

ศิลปะบอกเล่าเรื่องที่คนส่วนมากพบเจอ – งานของแฮริ่งเรียบง่ายและชัดเจนในสิ่งที่เขาอยากจะบอกเกี่ยวกับประเด็นทางสังคมที่สำคัญในยุคสมัยของเขา ณ ตอนนั้น เช่น การแบ่งแยกสีผิว แบ่งแยกเชื้อชาติ การใช้ยาเสพติด การเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน ทุนนิยม การตระหนักเรื่องเอดส์ เป็นต้น และเพราะเขาเองนั้นก็เป็นเกย์ด้วย งานหลาย ๆ ชิ้นเขาจึงสะท้อนตัวตนของอัตลักษณ์ทางเพศนี้ โดยงานหนึ่งที่โดดเด่นคือ ‘Once Upon a Time’ กับการวาดฝาผนังห้องน้ำเพื่อระลึกต่อเหตุการการณ์ครบรอบ 20 ปีของ ‘Stonewall Uprising’ วันสำคัญในการเริ่มการรณงค์ ต่อสู้เรื่องสิทธิของคนรักเพศเดียวกันในสหรัฐอเมริกา

ในปี ค.ศ. 1986 แฮริ่งได้ถูกเชิญให้ไปวาดกำแพงเบอร์ลินที่สร้างขึ้นช่วงสงครามเย็น ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อปิดกั้นพรมแดนระหว่างเบอร์ลินตะวันตก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเยอรมนีตะวันออก โดยแฮริ่ง วาดเอาท์ไลน์คนหลาย ๆ คนต่อประสานกันโดยใช้สีหลักจากสีธงเยอรมัน คือ ดำ แดง และเหลือง เพื่อแสดงถึงความกลมเกลียวของมนุษย์ โดยนี่เป็นอีกหนึ่งงานศิลปะชิ้นขนาดใหญ่ที่ไม่เหลือแล้ว เพระากำแพงเบอร์ลินได้ถูกทำลายไปเพื่อทลายสัญญะแห่งการแบ่งแยกนี้เมื่อปี 1989 สามารถดูภาพได้ที่นี่: https://bit.ly/3tLH0Y5

“ผมไม่คิดในเชิงการเผยแพร่แนวคิดหรือโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda); [ศิลปะ] มันควรเป็นอะไรที่ปลดปล่อยซึ่งจิตวิญญาญ กระตุ้นจินตนาการ และสนับสนุนให้ผู้คนได้ก้าวไปข้างหน้า มันเฉลิมฉลองความเป็นมนุษยชาติแทนมากกว่าครอบงำ”

นี่คือความหมายในการทำงานศิลปะของแฮริ่ง โดยในช่วงท้ายของชีวิต แฮริ่งพบว่าตัวเองเป็นเอดส์ในปี ค.ศ.1988 และเขาก็ได้ใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายในการทำงานเพื่อการกุศล โดยเขาได้สร้าง ‘The Keith Haring Foundation” ในปี ค.ศ. 1989 เพื่อให้ความช่วยเหลือเด็ก และผู้ป่วยโรคเอดส์ เขาร่วมทำงานมากมายเพื่อขายในช็อป ซึ่งเป็นงานที่สะท้อนถึงปัญหาทางสังคมต่าง ๆ เรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศ สิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม เป็นต้น เพื่อหาเงินเข้ามูลนิธิของเขา โดยแฮริ่งเสียชีวิตไปเมื่อปี ค.ศ.1990 ในวัย 31 ปี

‘Radient Baby’ – คือหนึ่งในงานชิ้นที่โด่งดังและเป็นที่พูดถึงมากที่สุดของแฮริ่ง ที่ถูกทำขึ้นในช่วงสุดท้ายของการมีชีวิต โดยเป็นภาพของเด็กที่ไม่บอกว่าเป็นเพศใดกำลังคลานไปด้านหน้า และมีรัศมีเรืองรองออกมารอบ ๆ ตัว งานนี้เต็มไปด้วยพลังแห่งวัยเยาว์ ความบริสุทธิ์ ความไร้เดียงสา เหมือนกับก้าวแรกของชีวิตที่กำลังจะเริ่มขึ้น

“เด็ก ๆ รู้บางสิ่งบางอย่างที่ผู้คนนั้นลืมไปแล้ว” – Keith Haring



#Human #KeithHaring
#LOVE #HUMANITY
#RadientBaby #LGBT
#ArtisticPrideMonth2021 🌈✨

อ้างอิง
Art dependence Magazine: https://bit.ly/33l0V5p
SF Bay Times: https://bit.ly/3tozNgd
Canvas: https://bit.ly/2R24nz1
Inspiringquotes.us: https://bit.ly/3tr4DVu
Atlas Obscura: https://bit.ly/3f0WVwh
The Keith Haring Foundation: https://bit.ly/2QRAS37

สนทนาเรื่องเพศได้ที่กลุ่ม ‘เพศ’: https://bit.ly/2LKTzTg
อ่านคอนเทนต์เรื่องเพศอื่น ๆ: https://bit.ly/3hhRUzp
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

- Advertisement -
SPECTRUM
SPECTRUM
พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน