ภาพยนตร์ และซีรีส์ LGBT+ ใน Disney + Hotstar

- Advertisement -

ตอนนี้หลาย ๆ คนคงจะตื่นเต้นไม่หายที่ในที่สุดสตรีมมิ่งแฟลตฟอร์ม ‘Disney + Hotstar’ ก็สามารถรับชมได้ในประเทศไทยแล้ว นอกจากจะมีการ์ตูน และภาพยนต์ในความทรงจำวัยเด็กเก็บไว้มากมายแล้ว ยังมีอีกหลายเรื่องที่แสดงถึงความหลากหลายทางเพศในภาพยนต์ โดยบางเรื่องก็เล่าอย่างตรงไปตรงมา หรือบางเรื่องก็ได้ใส่ความเควียร์ หรือประสบการณ์ของ LGBT+ เอาไว้อย่างแยบยลลึกซึ้ง

โดยจะมีเรื่องราวที่หลากหลายเช่น ความหนักใจของเกย์ที่ต้องหลบซ่อนจากพ่อแม่ การปกปิดตัวตนของสัตว์ประหลาดใต้ทะเล หรือปกปิดพลังที่แท้จริงของเจ้าหญิงหิมะ ผสานไปกับแนวของภาพยนตร์และอนิเมชันหลากหลายแนวไม่ว่าจะเป็นแนวแอคชั่น ดราม่า ย้อนยุค คอมเมดี้ Coming of Age หรือแม้กระทั่งแฟนตาซีผจญภัยต่างโลก

วันนี้เราได้รวบรวม 10 หนังและการ์ตูน LGBT+ ไว้ สำหรับใครที่กำลังหาหนังดี ๆ ดูในเวลาพักผ่อน

- Advertisement -

Onward (2020)

Synopsis: ในโลกปัจจุบันที่เวทมนต์ได้กลายเป็นเพียงเรื่องเล่าในอดีตกาล 2 พี่น้องเอลฟ์ ‘เอียน’ (Ian) และ ‘บาร์ลีย์’ (Barley) ได้จับมือกันผจญภัยเพื่อตามหาเวทมนต์ที่จะทำให้พ่อที่เสียชีวิตไปฟื้นกลับมาได้เป็นเวลา 1 วัน

แม้ว่าในเรื่องราวหลักของภาพยนต์เรื่องนี้จะไม่มีการพูดถึงความหลากหลายทางเพศ แต่ก็แสดงถึงความหลากหลายทางชาติพันธุ์ที่สิ่งมีชีวิตในตำนานอย่างเอลฟ์ เซนทอร์ หรือพิกซีสามารถอยู่ร่วมกันได้ และทาง Disney และ Pixar ก็ยังได้ใส่ตัวละคร ‘Officer Spector’ ตำรวจไซคลอปส์ตาเดียวที่เป็นเลสเบี้ยนลงไป แสดงถึงความสัมพันธ์ของคนรักเพศเดียวกันว่าก็มีอยู่ในโลกของสิ่งมีชีวิตในตำนาน โดยการมีอยู่ของตัวละครนี้ ทำให้ภาพยนต์เรื่องนี้ถูกแบนในประเทศอนุรักษ์นิยมอย่างคูเวต โอมาน กาตาร์ และซาอุดิอาระเบียเลยทีเดียว

อ้างอิง
Deadline: https://bit.ly/3jUfHcK

Luca (2021)

Synopsis: ที่เมืองชายทะเลของอิตาลี มิตรภาพที่ดูจะเป็นไปไม่ได้ของมนุษย์กับสัตว์ประหลาดใต้ทะเลที่ปลอมตัวเป็นมนุษย์กำลังก่อตัวขึ้น

Luca เป็นภาพยนต์แอนิเมชันแนว ‘Coming of age’ ที่แสดงถึงการเติบโตของลูกา (Luca) สัตว์ประหลาดใต้ทะเลที่ปลอมตัวเป็นมนุษย์ และต้องพยายามทุกวิถีทางไม่ให้มนุษย์รู้ว่าเขาเป็นสัตว์ประหลาด เพราะเมืองทั้งเมืองกำลังตามล่าจับพวกเขาอยู่ ซึ่งก็มีแฟน ๆ ตีความไปมากมายว่าเหมือนกับชาว LGBT+ ที่ต้องหลบซ่อนตัวตนของตัวเอง เพราะกลัวการไม่ยอมรับของคนในสังคม และถ้าเราดูไปเรื่อย ๆ เราจะเริ่มสงสัยในมิตรภาพระหว่างลูกากับอัลเบอร์โต (Alberto) เด็กชายสัตว์ประหลาดอีกคน ว่าความสัมพันธ์ของพวกเขานั้นมากกว่าเพื่อนรึเปล่า รวมถึงเรื่องนี้ได้มีการใส่ภาพแทน (Representation) ของตัวละครแขนด้วน เพื่อสร้างความหลากหลายในวงการแอนิเมชันอีกด้วย

อ้างอิง
IMDB: https://imdb.to/3hsWEVf
Nytimes: https://nyti.ms/2UAwzug

Out (2020)

Synopsis: ชีวิตของ ‘เกร็ก’ (Greg) นั้นเต็มไปด้วยครอบครัว ความรัก และเจ้าหมาที่แสนซุกซนของเขา แต่เกร็กยังมีความลับบางอย่างที่เก็บซ่อนเอาไว้ แต่ด้วยความช่วยเหลือจากเวทมนต์ และสุนัขของเขา ทำให้เกร็กได้เรียนรู้ว่าไม่ต้องเก็บซ่อนความลับนั้นอีกต่อไป

หนังสั้นที่เกิดจากการจับมือกันของทาง ‘Disney’ และ ‘Pixar’ ในการสร้างแอนิเมชันโทนภาพอบอุ่นหัวใจ กับหนังเรื่องแรกของทาง Pixar ที่ตัวเอกเป็นตัวละครเกย์ โดยเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากความรู้สึกของชาว LGBT+ ที่ไม่กล้าจะเปิดตัว (Come out) กับคนในครอบครัว เพราะกลัวการถูกไม่ยอมรับ ส่วนหนึ่งของเรื่องราวนี้ก็มาจากนักเขียนบท ‘Steven Clay Hunter’ ที่ต้องการจะสร้างหนังสั้นที่ตัวเขาในวัย 17 ปีควรจะได้เห็น กับเรื่องราวที่เขา และเด็ก ๆ เควียร์หลายคนที่เผชิญกับความไม่กล้านี้อยู่

อ้างอิง
Disney.fandom: https://bit.ly/3k1e7pA
Ew: https://bit.ly/2VqCra3

The Little Prince (ss) (2021)

Synopsis: เมื่อ ‘เกเบรียล’ (Gabriel) เด็กชาวจีนวัย 7 ขวบผู้รักในสีชมพู และการเต้นบัลเล่ต์ ได้กลายเป็นเพื่อนกับ ‘ร็อบ’ (Rob) เด็กใหม่ในโรงเรียนที่เพิ่งย้ายบ้านจากประเทศจีนมาอาศัยอยู่ที่อเมริกา จนพ่อของร็อบเริ่มสงสัยในพฤติกรรมที่มีความเป็นหญิงของเขา จนเริ่มเข้ามายุ่งเกี่ยว

The Little Prince(ss) เป็นหนังสั้นที่ต้องการจะสื่อว่าไม่มีอะไรสามารถเปลี่ยนเเปลงในสิ่งที่เราชอบได้ และจงอย่ากลัวในสิ่งที่เราเป็น มุมมองของร็อบกับพ่อของร็อบที่เป็นผู้อพยพมาจากประเทศจีนที่มีต่อเกเบรียลนั้นแตกต่างกันมาก โดยร็อบต้องการจะสนับสนุนเกเบรียลในสิ่งที่เขาเป็น ในขณะที่พ่อของร็อบกลับไม่เข้าใจในสิ่งที่เกเบรียลเป็น นอกจากหนังสั้นเรื่องนี้จะท้าทายบทบาททางเพศในสังคมแล้ว ยังสะท้อนถึงวิถีชีวิตของชาวเอเชียอพยพ (Asian Immigrants) ที่อาศัยอยู่ในอเมริกาอีกด้วย

อ้างอิง
Disney.fandom: https://bit.ly/2SWlDGY
Laughingplace: https://bit.ly/3xt7xfr

รักแห่งสยาม (2007)

Synopsis: ‘โต้ง’ (มาริโอ้ เมาเร่อ) นักเรียนชาย ม. 6 หน้าตาดี มีแฟนสวยเสียจนใคร ๆ ก็ต่างอิจฉา หากแต่ความน่ารักสดใสน่ารักของ ‘โดนัท’ (อธิชา พงศ์ศิลป์พิพัฒน์) สำหรับโต้งเริ่มเปลี่ยนไป โดยโต้งเริ่มตีตัวออกห่าง พร้อมออกค้นหาคำตอบให้กับตัวเอง ทางด้าน ‘มิว’ (วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงษ์กุล) นักเรียนชายวัยเดียวกันผู้มีพรสวรรค์ทางดนตรีก็กำลังทุ่มเทให้กับวงดนตรีของตัวเอง มิว ที่ไม่เคยได้สัมผัสกับความรักมานาน เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นเรื่องยาก สำหรับโจทย์ เพลงรัก ที่มิวต้องแต่งให้กับ ‘วง August’ เพื่อนำไปนำเสนอกับค่ายเพลง แล้ววันหนึ่ง ‘สยาม’ ก็เป็นทำให้เรื่องทุกอย่างเกิดขึ้น

ภาพยนต์ที่ถ่ายทอด “ความรัก” ในหลาย ๆ แง่มุมทั้งครอบครัว เพื่อน และคนรัก ซึ่งรวมไปถึงความรักของเพศเดียวกันที่ยังไม่ได้รับการยอมรับในยุคสมัยที่ยังไม่เปิดกว้างของประเทศไทย ที่เล่าเรื่องผ่านสถานที่ที่เรียกว่า “สยาม” ในเทศกาลของวันคริสมาสต์ ที่เป็นเหมือนกับสถานที่ในความทรงจำของใครหลาย ๆ คน การันตีคุณภาพด้วยรางวัลมากมายอย่างรางวัลสุพรรณหงส์ และถือเป็นภาพยนต์แจ้งเกิดของมาริโอ้ เมาเร่อด้วย

อ้างอิง
Sahamongkolfilm: https://bit.ly/3jWxksf

Mulan (1998)

Synopsis: ด้วยความกลัวว่าพ่อที่เจ็บป่วยจะต้องถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารเพื่อต่อสู้ในสงคราม มู่หลาน (Mulan) ลูกสาวของบ้านจึงได้ปลอมตัวเป็นผู้ชายเพื่อไปออกรบแทนผู้เป็นบิดา โดยได้มังกร มูซู (Mushu) ไปเป็นเพื่อนร่วมเดินทาง และได้ตกหลุมรักกับผู้บังคับบัญชา ลีชาง (Li Shang) ที่สับสนกับหัวใจของตนเอง

มู่หลาน กับเพลงประกอบ ‘Reflection’ ถือเป็นเจ้าหญิงดิสนีย์ในดวงใจของผู้มีความหลากหลายทางเพศหลาย ๆ คน ที่มีความหมายของการหลบซ่อนตัวตนที่แท้จริงไว้ข้างใน รวมไปถึงลีชาง พระเอกของเรื่อง ในขณะที่มู่หลานได้ฝึกฝนอยู่ในกองทัพโดยปลอมเป็นผู้ชายในร่างของ ‘ผิง’ เราจะสัมผัสได้ว่าลีชางเริ่มมีใจให้กับ ‘ผิง’ ที่เป็นทหารผู้ชาย จนในตอนจบของหนังเรื่องนี้ที่ผิงได้เผยว่าตัวเองคือมู่หลาน ลีชางก็ยังหลงรักมู่หลานอยู่ เขาจึงได้รับการยกย่องว่าเป็นไอค่อนของไบเซ็กชวล และเป็นตัวละครไบเซ็กชวลคนแรก ๆ ของดิสนีย์อีกด้วย

อ้างอิง
Popbuzz: https://bit.ly/3AUxV3Y

Beauty and the beast (2017)

Synopsis: เมื่อเจ้าชายหนุ่มรูปงามถูกคำสาปให้กลายร่างเป็นอสูรไปจนกว่าจะได้รู้จักกับรักแท้ และโอกาสก็ได้มาถึงเมื่อเขาได้จับตัว ‘เบลล์’ (Belle) สาวชาวบ้านที่บุกรุกปราสาทของเขา ให้กลายเป็นคนรับใช้ จนเบลล์เริ่มได้เห็นความอ่อนไหวของเจ้าชายอสูรเบื้องหลังรูปลักษณ์ที่น่ากลัวของเขา

‘Beauty and the beast’ ในเวอร์ชันคนแสดงนี้ นอกจากเราจะได้น้ำเสียงร้องอันไพเราะของ ‘เอ็มม่า วัตสัน’ (Emma Watson) ที่ได้รับบทเจ้าหญิงเบลล์แล้ว เรายังได้พบกับตัวละครเกย์คนแรกของดิสนีย์อีกด้วย ซึ่งคน ๆ นั้นก็คือ ‘เลอฟู’ (LeFou) ลูกน้องของ ‘แกสตอง’ (Gaston) นั่นเอง โดยในเวอร์ชันคนแสดงนี้เราจะได้เห็นหลาย ๆ โมเมนต์ที่ชวนสงสัยว่า “หรือที่จริงการที่เลอฟูมาเป็นลูกน้องของแกสตอง เป็นเพราะเขาหลงรักแกสตองกันนะ?” โดยผู้กำกับ ‘บิล คอนดอน’ (Bill Condon) ก็ได้ยืนยันว่าเขาต้องการให้เลอฟูเป็นตัวละครที่ชวนสับสนว่าเขาอยากเป็นแกสตอง หรืออยากจะจูบแกสตองกันแน่

อ้างอิง
Hollywoodreporter: https://bit.ly/3hPpeir

Glee (2009-2015)

Synopsis: กลุ่มนักเรียนระดับชายขอบของโรงเรียนที่ต้องการจะทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ได้มาเข้าร่วมชมรม ‘Glee’ ที่ก่อตั้งโดยอาจารย์ผู้มีความปรารถนาเเรงกล้าในการสร้างวงดนตรี

ซีรีส์แนวคอมเมดี้ดราม่า และมิวสิคัลที่สร้างขึ้นมาโดย ‘Ryan Murphy’ ผู้กำกับเกย์ชื่อดังที่ได้สร้างสรรค์ซีรีส์ดี ๆ ต่อชุมชน LGBT+ มากมาย โดยเรื่อง Glee ก็ถือเป็นซีรีส์แจ้งเกิดของเขาด้วย กับเรื่องราวการรวมกลุ่มเหล่าเด็กนักเรียนผู้พบเจอกับอุปสรรคต่าง ๆ ในโรงเรียน ซึ่งในตอนนี้มีทั้งหมด 6 ซีซั่นด้วยกัน เป็นซีรีส์ที่นำเสนอทั้งประเด็น LGBT+ คนผิวดำ คนพิการ และกลุ่มชายขอบอื่น ๆ มากมายที่อยู่ในโรงเรียน ‘William McKinley’ จนนักเรียนแต่ละคนเติบโตไปเดินทางทำตามความฝันของแต่ละคน ตอนนี้ใน Disney+ ก็ได้มี ‘Glee: The 3D Concert Movie’ ที่เป็นสารคดีคอนเสิร์ตของเหล่านักแสดงในซีรีส์เรื่องนี้อีกด้วย

อ้างอิง
IMDB: https://imdb.to/3dW12K3

Gravity Falls (2012–2016)
.
Synopsis: พี่น้องฝาแฝด ‘ดิปเปอร์’ (Dipper) และ ‘มาเบล’ (Mabel) ได้เดินทางมายังเมือง ‘Gravity Falls’ เพื่ออาศัยอยู่กับลุงของเขา ‘สแตน’ (Stan) ที่เปิด “กระต๊อบพิศวง” ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวลึกลับมากมาย
.
ตลอดทั้ง 5 ซีซั่นของการ์ตูนเรื่องนี้ มีตัวละคร 2 คนที่ทำให้แฟน ๆ ต่างสงสัยในความสัมพันธ์ของพวกเขา ซึ่งก็คือนายอำเภอ ‘บลับส์’ (Blubs) และ รองนายอำเภอ ‘เดอร์แลนด์’ (Durland) เพราะพวกเขาดูตัวติดกันตลอดเวลา จนมาถึงตอนสุดท้ายของภาคสุดท้ายเลยที่เหล่าผู้สร้างก็ได้เฉลยว่าตัวละคร 2 คนนี้เป็นคู่รักกัน การ์ตูนเรื่องนี้ยังได้ถูกนำไปทำเป็นเวอร์ชั่นภาพยนต์ที่มีชื่อว่า ‘Gravity Falls Weirdmageddon’ อีกด้วย
.
อ้างอิง
IMDB: https://imdb.to/36q0CYw
Pinknews: https://bit.ly/3hO2uiZ

Frozen (2013)

Synopsis: เมื่อเมืองทั้งเมืองถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งจากเวทมนต์ของราชินี ‘เอลซ่า’ (Elsa) น้องสาวของเธอ ‘อันนา’ (Anna) ต้องร่วมมือกับ ‘คริสตอฟฟ์’ (Kristoff) ผจญภัยตามหาเอลซ่าเพื่อแก้คำสาป และช่วยเมืองของพวกเธอจากภัยอันหนาวเหน็บ

แม้จะไม่มีการพูดถึงอย่างตรงไปตรงมาในภาพยนต์ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวละครเอลซ่า และเพลง ‘Let It Go’ นั้นได้กลายเป็นเควียร์ไอค่อนของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศไปเสียแล้ว ด้วยเนื้อเรื่องของเธอที่ต้องหลบซ่อนพลังวิเศษเอาไว้อย่าให้ใครรู้ตามที่พ่อแม่เธอบอก เหมือนเป็นการซ่อนตัวตนที่แท้จริงเอาไว้เพราะไม่ได้รับการยอมรับจากคนในครอบครัว และเริ่มหันมายอมรับ และรักตัวเองมากขึ้นในเพลง ‘Show Yourself’ ของ Frozen ภาค 2

ทั้งนี้ยังมีแฟนหนังหลาย ๆ คนตั้งข้อสงสัยว่าตัวเอลซ่านั้นเป็น ‘Aroace’ (คำเรียกของคนที่เป็นทั้ง ‘Aromantic’ ผู้ที่ไม่มีแรงดึงดูดทั้งทางใจ และ ‘Asexual’ ผู้ที่ไม่มีแรงดึงดูดทางเพศ) หรือเปล่า เพราะในฉากที่เอลซ่าและอันนาได้มาเจอกันครั้งแรกนั้น ในขณะที่อันนามีความปรารถนาอันแรงกล้าว่าจะต้องเจอกับรักแท้ ตัวเอลซ่ากลับไม่สนใจที่จะมีความรักเลย จนเห็นได้ชัดในภาค 2 ที่เธอค้นพบกับ “เสียงลึกลับ” ที่ทำให้รู้ว่ายังมีคนที่เป็นแบบเธออยู่ สะท้อนว่าตัวตนของคนที่เป็น Aromantic และ Asexual นั้นไม่ค่อยถูกถ่ายทอดให้เห็นในสังคมสักเท่าไหร่

อ้างอิง
Secretladyspider: https://bit.ly/3jWzJ6f

Content by Alexis to your Mimi
Graphic by Oranun Junsorn
อ่านข่าวเรื่องเพศอื่นๆ : https://bit.ly/38MAJn4

#LGBTQFILMS #LGBTQAnimations
#DisneyplusHotstar #Disney #Pixar
#SPECTRUM #พิ้นที่ความคิดของทุกสีสัน

- Advertisement -
กันตพงศ์ เชี่ยวพิมลพร
กันตพงศ์ เชี่ยวพิมลพร
นักหาทำอันดับหนึ่งที่คิดว่าจะยังคงหาทำต่อไปและตามหาตัวเองไปเรื่อยๆ เชื่อว่าเสียงของทุกคนมีความหมาย(วะวะว๊าว) เวลาว่างชอบทำตัวให้ไม่ว่าง(แฮ่)
อรนันต จันศร
อรนันต จันศร
นักศึกษากราฟิกที่ยังอยู่ในระหว่างการค้นหาตัวเองและทดลองทำในหลายๆอย่าง