5 จดหมายลับของคู่ LGBT+ ในอดีต ที่แอบส่ง ความรัก เศร้า เหงาให้กัน

- Advertisement -


ร่วมตีแผ่อุปสรรคความยากลำบากของคู่รัก LGBT+ ที่ถูกต่อต้านและกีดกันอย่างหนักในยุคที่เต็มไปด้วยแนวคิด “ความรังเกียจคนรักเพศเดียวกัน” (Homophobia) ผ่านจดหมายรัก จำนวน 5 ฉบับ ที่สะท้อนให้เห็นถึงแนวความคิด โครงสร้าง และบริบททางสังคมในสมัยนั้น ๆ

ก่อนที่ ‘ความรักของเพศเดียวกัน’ นั้นจะเริ่มเป็นที่สนใจ และเป็นที่เริ่มเป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายมากขึ้นในสังคม มันถูกมองว่าเป็น “ความรักต้องห้าม” มาก่อน เนื่องจากผิดแปลกไปจากความเชื่อพื้นฐานของผู้คนเรื่อง “การแบ่งเพศเป็นสองขั้วที่ตรงข้ามกัน” (Gender Binary) และขัดต่อหลักคำสอนทางศาสนา โดยเฉพาะศาสนาคริสต์และอิสลาม

ดังนั้น ผู้คนที่มีความรักเพศเดียวกันในสมัยนั้น จึงต้องแสดงออกและมีปฏิสัมพันธ์แบบลับ ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการต่อต้านต่าง ๆ จากสังคม โดยหนึ่งในวิธีการที่เป็นที่นิยมนั้นก็คือ การส่ง ‘จดหมายรัก’ ที่บางครั้งผู้ที่ส่งหากัน ก็ถึงขั้นต้องใช้นามแฝงในการเขียน เพื่อรักษาความลับนี้เอาไว้

ระหว่าง Gordon Bowsher (กอร์ดอน โบว์เชอร์) และ Gilbert Bradley (ฌีลแบร์ แบรดลี่):

“12 กุมภาพันธ์ 1940
ถึงที่รักของผม,

ไม่มีอะไรที่ผมพึงปรารถนาเกินไปกว่าการได้มีคุณอยู่เคียงข้างผมตลอดไป ผมสามารถจินตนาการเห็นปฏิกิริยาของคุณพ่อและคุณแม่ของคุณได้ว่าจะเป็นอย่างไร …ผู้คนบนโลกไม่เข้าใจว่าความรักของพวกเราเป็นอย่างไรหรอก พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคือความรัก”

ในปี 1939 : Gilbert (ฌีลแบร์) ชายหนุ่มชาวอังกฤษถูกเกณฑ์ให้ไปเป็นทหารประจำการอยู่ที่ Park Hall Camp ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้ Gordon (กอร์ดอน) แฟนหนุ่มร่วมชาติคิดถึงและเป็นห่วงอย่างมาก เขาตั้งหน้าตั้งตาเขียนจดหมายส่งให้ฌีลแบร์ และเฝ้ารอจดหมายที่จะกลับมาอย่างใจจดใจจ่อ

ในบริบทของ 1940s ซึ่งเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 การเป็นเกย์ในประเทศอังกฤษนั้นไม่เพียงแต่เป็นที่น่ารังเกียจและผิดกฎหมาย แต่มันอาจจะทำให้คุณถูกยิงทิ้งได้เลย ถ้าหากถูกจับได้ว่ามีความสัมพันธ์เป็นเกย์ในค่ายทหาร ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ทั้งสองคนจะต้องแลกเปลี่ยนจดหมายกันอย่างลับ ๆ และใช้แม้แต่ตัวอักษรย่อแทนชื่อของผู้เขียน

ช่วงหนึ่งของจดหมาย จะเห็นว่า กอร์ดอน ได้กล่าวว่า “ผู้คนบนโลกไม่เข้าใจว่าความรักของพวกเราเป็นอย่างไรหรอก” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความคับแค้นใจของเขาต่อโลกที่ไม่เข้าใจและปิดกั้นความรักเพศเดียวกันของพวกเขา

ระหว่าง Vita Sackville-West (วิต้า เซ็ควีค-เวสต์) และ Virginia Woolf (เวอร์จิเนีย วูฟ):

“มกราคม 1921
มิลาน

ฉันรู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียงสิ่งที่ต้องการแค่ Virginia ฉันเขียนจดหมายนี้ให้คุณในคืนแห่งฝันร้ายที่ทำให้ฉันนอนไม่หลับเป็นชั่วโมง ๆ และมันก็ได้ผ่านพ้นไปแล้ว ฉันก็แค่คิดถึงคุณราวกับมนุษย์ที่สิ้นหวัง

คุณกับจดหมายโง่ ๆ ของคุณคงไม่สามารถสื่อความหมายได้ตรงไปตรงมาเท่านี้ บางทีคุณอาจจะไม่ได้รู้สึกมันด้วยซ้ำ แต่ฉันก็ยังคิดว่าคุณคงจะรู้สึกอยู่บ้างแหละ แต่คุณเลือกที่จะปกปิดมันด้วยคำพูดสวยหรู

สำหรับฉันแล้ว มันรุนแรงยิ่งนัก ฉันรู้สึกคิดถึงคุณมากกว่าที่ฉันเชื่อว่าจะคิดถึงคน ๆ หนึ่งได้ และฉันก็ได้เตรียมตัวมาเป็นอย่างดีเพื่อคิดถึงคุณ ดังนั้นจดหมายนี้เป็นเพียงเสียงแห่งความเจ็บปวด มันเป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อจริง ๆ ที่คุณมีความสำคัญกับฉันมากขนาดนี้ ฉันคิดว่าคุณคงจะได้ยินคำพูดเหล่านี้จนชินแล้วแหละ

ไอ้บ้าเอ๊ย เธอมันถูกตามใจมาตลอด ฉันไม่ควรจะทำให้คุณรักฉันด้วยการเปิดเผยตัวตนของตัวเองแบบนี้ด้วยซ้ำ แต่ที่รัก ฉันทำตัวฉลาดและเย็นชากับคุณไม่ได้จริง ๆ ฉันรักคุณมากกว่านั้นเยอะ คุณคงไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าฉันสามารถเย็นชากับคนที่ฉันไม่รักได้มากขนาดไหน ฉันทำให้มันออกมาดั่งศิลปะที่งดงาม แต่คุณก็ได้ทำลายมัน ถึงกระนั้นฉันก็ไม่ได้รู้สึกแย่กับมันเลย…

V. “

ความรักของคนคู่นี้ เริ่มก่อตัวขึ้นในช่วงต้น 1920s ซึ่งขณะนั้นทั้งคู่ก็มีสามีอยู่แล้ว โดยในปี 1926 Vita (วิต้า) ต้องจำใจติดตามสามีออกไปทำงานที่เปอร์เซีย ทั้งคู่ต้องแยกจากกัน และติดต่อสื่อสารกันผ่านการเขียนจดหมายเท่านั้น

โดยจดหมายฉบับนี้เขียนขึ้นขณะวิต้ากำลังเดินทางอยู่บนรถไฟ โดยมีใจความหลัก ๆ กล่าวพรรณาถึงความรัก ความคิดถึง และความห่วงหาที่วิต้ามีให้กับ Virginia (เวอร์จิเนีย) ซึ่งดูเหมือนจะรุนแรงเอามาก ๆ ความสัมพันธ์ของทั้งสองดำเนินต่อมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งเวอร์จิเนียตัดสินใจฆ่าตัวตายในปี 1941 ด้วยอาการเครียดและซึมเศร้าเรื้อรัง หลังจากถูกนำเข้าไปบำบัดอาการทางจิต

ถึงแม้ในช่วง 1920s ความสัมพันธ์แบบหญิงรักหญิงจะไม่เป็นที่ยอมรับเท่าไหร่นักในสังคมอังกฤษ แต่ก็ไม่มีกฎหมายห้ามอย่างชายรักชาย เนื่องจากขณะนั้นความสัมพันธ์แบบหญิงรักหญิงยังไม่ได้มีให้เห็นมากนัก ฝ่ายที่ออกกฎหมายจึงเกรงว่าถ้าออกกฎหมายนี้แล้ว จะเป็นดาบสองคมที่อาจจะกระตุ้นให้ผู้หญิงบางคนอยากเกิดลองความรักเพศเดียวกันขึ้น

ระหว่าง Eleanor Roosevelt (เอเลนอร์ รูสเวลต์) และ Lorena Hickok (โลเรน่า ฮิคคอค):

“ถึง ฮิค ผู้เป็นที่รัก,

ฉันคงนอนไม่หลับถ้าไม่ได้พูดอะไรกับเธอสักคำก่อน ฉันมีความรู้สึกราวกับส่วนหนึ่งของชีวิตฉันกำลังจะจากฉันไปคืนนี้ คุณได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตฉัน และชีวิตฉันคงว่างเปล่าถ้าไม่มีคุณอยู่เคียงข้าง”

Roosevelt (รูสเวลต์) ผู้เป็นสตรีหมายเลขหนึ่งของ Harry S. Truman (แฮร์รี เอส. ทรูแมน) ที่ครองตำแหน่งนานที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา ได้พบรักกับนักข่าวสาวชื่อ Lorena Hickok (โลเรน่า ฮิคคอค) ในปี 1932 ซึ่งในภายหลัง รูสเวลต์จะเรียกเขาสั้น ๆ ว่า “Hick” (ฮิค)

ตั้งแต่วันที่สามีเขาเข้ารับตำแหน่งก็เกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้น เมื่อสื่อมวลชนสังเกตเห็นรูสเวลต์สวมแหวนที่ฮิคมอบให้ ในวันที่แฮร์รี เอส. ทรูแมนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีในวันที่ 5 มีนาคม 1933 และในเย็นวันเดียวกันได้เขียนจดหมายฉบับนี้ถึงฮิค ซึ่งหลาย ๆ คนมองว่าการแต่งงานแฮร์รี เอส. ทรูแมนของรูสเวลต์นั้น ไม่ได้เป็นไปเพราะความรัก แต่เพื่อผลประโยชน์การเมือง

เช่นเดียวกับหลายเคสที่เกิดขึ้นในยุคที่นั้น ยุคที่ความรักเพศเดียวยังไม่ได้เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลาย ทำให้หลายคนต้องยอมมีคู่รักหรือแต่งงานกับเพศตรงข้าม เพื่อให้สอดคล้องกับจารีตธรรมเนียมปฏิบัติ โดยหาได้รักกันไม่ ซึ่งหลาย ๆ ครั้งก็นำไปสู่สิ่งที่เป็นเหมือนการนอกใจของผู้ที่รักเพศเดียวกันในท้ายที่สุด

- Advertisement -

ระหว่าง Allen Ginsberg (เอเลน กินส์เบร์ก) และ Peter Orlovsky (ปีเตอร์ ออเลิฟกี้):

“บิว (ผู้นำของกลุ่ม Beat Generation) คิดว่า ชาวอเมริกันรุ่นใหม่จะตื่นรู้และค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ เช่น กฎหมาย & ทัศนคติ เขามีหวัง หวังว่าอเมริกาจะได้รับการช่วยเหลือกอบกู้และพบจิตวิญญาณ… คุณต้องรักทุกชีวิต ไม่ใช่แค่ส่วนหนึ่ง เพื่อที่จะให้มันคงอยู่ตลอดไป นี่คือสิ่งที่ผมคิด เราทำมันได้แล้ว เพราะผมเริ่มเห็นชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ว่ามันไม่ได้อยู่แค่ระหว่างเราเท่านั้น แต่มันได้แผ่กว้างออกไปหาทุกสิ่ง ๆ อย่างไรก็ตาม ผมถวิลหาการสัมผัสแสงแดดร่วมกันของเราทั้งคู่ ผมคิดถึงคุณมาก ส่องแสงกลับมาทีที่รัก & อย่าลืมคิดถึงผมบ้างนะ” – เอเลน กินส์เบร์ก

Allen (เอเลน) เป็นผู้นำอีกคนของกลุ่ม ‘Beat Generation’ หรือกลุ่มนักเขียนอเมริกันที่มารวมตัวกันในช่วงปลายยุค 50 ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญแต่แวดวงวรรณกรรมอเมริกันอย่างมาก ในขณะที่ (Orlovsky) ออเลิฟกี้ คู่รักของเขา นั้นเป็นกวีและสมาชิกคนหนึ่งของกลุ่มเช่นกัน โดยทั้งคู่มีสิ่งที่เหมือนกันก็คือ เป็นผู้อพยพจากรัสเซียที่มาพบรักกันที่อเมริกา และต่างก็มีพ่อที่ขี้เมาโมโหร้าย

จดหมายฉบับนี้ไม่ได้กล่าวโดยตรงถึงความยากลำบากของการเป็นคู่รักเพศเดียวกันในยุคนั้น แต่เป็นการกล่าวถึงความหวังของพวกเขาที่จะได้เห็นสังคมอเมริกันของคนรุ่นใหม่มีทัศนคติที่ตื่นรู้ และมีกฎหมายที่เปิดกว้างทันสมัยมากขึ้น ซึ่งในส่วนนี้ผู้เขียนตีความได้ว่า น่าจะกล่าวความหวังว่าสังคมในอนาคตจะเข้าใจและเปิดรับความรักเพศเดียวกันของพวกเขาและคนอย่างพวกเขามากขึ้น

ระหว่าง Mashida Toyonoshin (มาชิดะ โทโยโนชิน) ถึง Moriwaki Gonkuro (โมริวากิ กอนคุโร่):

ณ มนฑล Bizen ปี 1667

“ตั้งแต่ต้น ผมพูดมาเสมอว่า “ร่างกายนี้ไม่ใช่ของผม” เพราะผมอาจจะต้องตายก็เป็นได้ ถ้าเรื่องราวความสัมพันธ์ของเราถูกเปิดเผย แต่ในเมื่อตอนนี้ความสัมพันธ์ของเรามาถึงขั้นนี้แล้ว ถึงผมต้องตาย ผมก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจอะไร คืนนี้ผมคงต้องจบศึกที่วัดตรงภูเขาเสีย มันเป็นเรื่องเศร้าที่ทั้ง ๆ ที่เรามีความสัมพันธ์ร่วมกันนับเป็นปี ๆ แต่คุณกลับลังเลที่จะตายกับผม…” – มาชิดะ โทโยโนชิน

[*หมายเหตุ จดหมายฉบับนี้มาจากบทกวีของนักประพันธ์ชื่อ Saikaku (ไซกาคุ) ซึ่งสร้างมาจากเรื่องกึ่ง-ความจริง (semi-fictionalized) กล่าวคือ จดหมายฉบับนี้เป็นของจริง แต่บริบทแวดล้อมหรือเรื่องราวนั้นอาจจะมีบางส่วนที่ถูกใส่สีเข้าไปเพื่อความบันเทิงอยู่บ้าง]

Toyonoshin (โทโยโนชิน) เป็นเด็กหนุ่มวัยรุ่น ส่วน Gonkuro (กอนคุโร่) เป็นชายวัย 28 ปี ทั้งสองมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง

อย่างไรก็ดี ในศตวรรษที่ 17 ความรักเพศเดียวกันในประเทศญี่ปุ่นนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่ไม่ดีหรือแปลกอะไร แต่กลับเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่เฟื่องฟูในหมู่ซามูไร (Samurai) และ คาบูกิ (Kabuki) ต่างจากประเทศทางตะวันตกในสมัยนั้น

ในการเขียนจดหมาย ทั้งคู่ต้องส่งหากันแบบลับ ๆ โดยการยัดจดหมายใส่ปากปลากระพงไป เพราะถึงบริบทสังคมในตอนนั้นจะค่อนข้างยอมรับความสัมพันธ์แบบชายรักชาย แต่การมีความสัมพันธ์แบบนี้กับบุคคลในสังกัดของนาย (lord) คนอื่นนั้นเป็นสิ่งต้องห้าม

เมื่อโทโยโนชินเข้าก้าววัยหนุ่ม เขาได้ถูกชายในสังกัดเดียวกันชื่อ Hanzawa Ihei (ฮานซาว่า อิเฮ) หว่านเสน่ห์ใส่ แต่โทโยโนชินก็เมินเฉย เขาจึงถูกอิเฮท้าสู้หมายเอาชีวิต โทโยโนชินจึงตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากคู่รักเขา กอนคุโร่ แต่กลับถูกปฏิเสธ เขาจึงเสียใจมาก อย่างที่เขียนในท่อนหนึ่งของจดหมายว่า “ทั้ง ๆ ที่เรามีความสัมพันธ์ร่วมกันนับเป็นปี ๆ แต่คุณกับลังเลที่จะตายกับผม” ถึงกระนั้น กอนคุโร่ก็ได้ตัดสินใจในนาทีสุดท้ายที่จะเข้ามาช่วยโทโยโนชิน

ทั้งสองรู้ดีว่าเขาทำผิดมหันต์ต่อเจ้านายของตัวเอง จึงพร้อมฆ่าตัวตายด้วยการคว้านท้อง (Seppuku) แต่เจ้านายกลับยกโทษให้ เพราะเห็นความกล้าหาญของพวกเขา ยิ่งไปกว่านั้น ความกล้าหาญและความรักของเขาทั้งสองก็ได้รับการยอมรับยกย่องจากคนในสังคม

#PrideMonth2021 🏳‍🌈✨
#LoveLetter #LGBTLove
#LGBTLetters #GenderDiversity
#Lesbian #Gay #Transrights

Content by กฤษฎา ธเนศธนพงศ์ (Krisada Thanaethanapong)
Graphic by Donnaya Tanpattamadilok (A-YA-YOi)
อ่านข่าวเรื่องเพศอื่นๆ : https://bit.ly/38MAJn4

อ้างอิง
บทนำ: https://bit.ly/3yoLTcR
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

- Advertisement -
ดนยา ตันปัทมดิลก
ดนยา ตันปัทมดิลก
ปกติวาดภาพประกอบเป็นหลักค่ะแต่ทำพวก Graphic ด้วยนอกจากนี้ก็กำลังสนใจพวกโมชั่นดีไซน์ มีทำ MV ประกอบเพลงบ้าง วันหยุดชอบไปเที่ยววาดภาพเก็บบรรยากาศของสถานที่ๆไป