กุ๊กกิ๊ก – กะเทยผู้ถูกกีดกันจากการมีส่วนร่วมในการรักษาชีวิตของคนรักตัวเอง

- Advertisement -

“ระยะเวลาที่เราอยู่ด้วยกันมา เราต่อสู้มาด้วยกันทุกอย่าง จะทุกข์จะสุขเราผ่านมาด้วยกันหมดแล้ว จนวินาทีสุดท้าย เราคิดในใจว่าเราอยู่ด้วยกันมา 9 ปี นานขนาดนี้ ฉันไม่มีสิทธิ์แม้แต่คุยกับหมอได้ในฐานะญาติเลยหรอ มันทำให้เรารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจมาก”

SPECTRUM OF HUMAN: กุ๊กกิ๊ก – กะเทยผู้ถูกกีดกันจากการมีส่วนร่วมในการรักษาชีวิตของคนรักตัวเอง

“เราเป็นคนที่แต่งหญิงและชอบผู้ชาย เป็นกะเทยที่ไม่ได้ผ่าแปลงเพศ ตอนนั้นเราทำงานในโรงแรมที่มีความ ‘Gay friendly’ ลูกค้าที่มาพักเป็นเกย์ซะส่วนใหญ่ แฟนเราก็เป็นหนึ่งในนั้น และเขาเป็นแฟนคนแรกของเราเลยตั้งแต่เกิดมา และน่าจะเป็นคนสุดท้ายด้วย”

“กิ๊กเป็นคนที่ค่อนข้าง Unisex อยากแต่งตัวยังไง ฉันก็จะแต่ง ไม่ได้เข้ากับ Beauty standard ของคนทั่วไป ที่จะต้องมีนม จะต้องสวย มีสะโพกเหมือน Miss Universe แต่ในสายตาของเขา เราก็เป็นเราอย่างนี้ เขาเป็นคนที่มีส่วนทำให้คิดว่าคนเราเกิดมาจะต้องรักตัวเอง ต้องเห็นคุณค่าของตัวเอง”

“ตอนนั้นเรายี่สิบกว่า ๆ แล้วแฟนเราก็ประมาณห้าสิบเอ็ดห้าสิบสอง ซึ่งความห่างระหว่างวัยมันก็ค่อนข้างมาก เขาเป็นคนที่สอนเราทุกอย่าง เขาสอนเราว่าในการใช้ชีวิตในแต่ละวัน ในแต่ละเดือน การวางแผนชีวิตในการใช้เงินเนี่ยทำยังไง พอเข้าปีที่สามเขาก็เริ่มบอกเราว่าถ้าวันนึงฉันไม่อยู่แล้ว คุณจะต้องดูแลตัวเอง คุณต้องทำงานนะ ถ้าคุณไม่เริ่มตอนนี้แล้วคุณจะเริ่มตอนไหน”

“เอาจริง ๆ สองปีแรกที่อยู่กับเขาเราก็คือไม่ทำงานเลย ออกจากงานเก่า ขอเงินเขาไปวัน ๆ พอเริ่มต้นปีที่สาม เราก็เลยหาสมัครงานดู แล้วก็ได้ทำงานที่ดี รายได้ดี ก็อยู่กันมาเรื่อย ๆ แบบนี้มากว่าเก้าปี โดยที่ช่วงสามปีหลัง เราไม่ได้มีอะไรกันเลย ไม่ใช่เราไม่รักนะ เรารักกัน รักกันมากขึ้นทุกวัน เป็นทุกอย่างให้กันได้ จนข้ามเส้นของคำว่าเซ็กซ์มาแล้ว”

“พอเข้าปีที่เก้าที่คบกันเขาก็เริ่มป่วย ด้วยนิสัยแฟนของเรา เขาเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบไปหาหมอ ป่วยก็กินยา ซึ่งเขาก็ไม่ดูอายุตัวเองเลยว่า ตัวเองแก่ขึ้นแล้วนะ จนความดันเขาตกจนต้องเรียกรถแอมบูแลนซ์มารับที่บ้าน แล้วไปที่โรงพยาบาล ใช้เวลาน่าจะประมาณครึ่งเดือน แล้วเขาก็จากไปโดยไม่ได้สั่งเสียอะไรเราเลย…ด้วยความที่เราเชื่อว่าเขาจะหาย แล้วเขาก็เชื่อว่าตัวเขาเองจะหาย”

“มันเร็วมาก ก่อนที่เขาจะไป ยังคุยกับเพื่อน ๆ อยู่เลยว่า เดี๋ยวฉันหายแล้วจะไปเที่ยวเกาะล้าน ไปภูเก็ตกัน เพื่อนเราทุกคนรักเขามาก ครอบครัวของเราก็รักเขามากเหมือนกัน เพราะเขาเป็นคนที่ค่อนข้างไนซ์ กินง่ายอยู่ง่าย ไปไหนมาไหนก็ง่าย แต่อีกสามวันถัดมาอาการเขาไม่ดีขึ้นเลย จนได้ใส่เครื่องช่วยหายใจ แล้วส่งไปที่โรงพยาบาลศูนย์ แล้วเขาก็ไปเสียชีวิตที่นั่น”

“ตอนนั้นในเรื่องของโรคภัย มันไม่สามารถเปลี่ยนได้ เราทำใจได้แล้วแหละว่ามันยื้อต่อไปไม่ได้ แต่ในส่วนของการรักษา เราแค่อยากรู้ความเป็นไป เพราะข้อมูลบางข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพของผู้ป่วยทางโรงพยาบาลจะเก็บเป็นความลับ และเวลารายงานเขาจะรายงานกับญาติโดยตรงหรือไม่ ‘สามีภรรยาถูกตามกฎหมาย’ เท่านั้น ซึ่งเราไม่สามารถเป็นได้ จึงไม่สามารถที่จะรับรู้ในข้อมูลส่วนที่เป็นเชิงลึกได้เลย”

“มันเป็นอะไรที่ยากมาก ในการรักษาระยะสุดท้าย ที่เขาจะถามความเห็นของญาติว่าจะให้คุณหมอทำจนสุดความสามารถมั้ย ซึ่งมันจะต้องปั๊มหัวใจในขณะที่ร่างกายไม่สามารถที่จะรับอะไรได้แล้ว ซึ่งถ้าเป็นเรา เราก็จะบอกคุณหมอว่า ถ้าถึงขั้นนั้นแล้ว คุณก็ปล่อยเขาไปเถอะ แต่เราไม่สามารถที่จะทำได้ กลายเป็นว่าต้องให้ญาติที่เหลือคนเดียวของเขา คือพี่ชายที่อยู่ที่อังกฤษอังกฤษเป็นคนอนุญาต ซึ่งเป็นญาติที่ไม่คุยกันมาประมาณสิบห้าปีแล้ว”

“เราเห็นเขานอนแน่นิ่ง แล้วก็มีสายระโยงระยางเต็มไปหมด มันปวดใจมากมันเป็นภาพที่ติดตาแล้วก็ฝังใจมาก คนที่อยู่ตรงหน้าเป็นคนที่เรารักที่สุด
แต่เราไม่สามารถที่จะคุยกับหมอได้ว่าคุณทำแบบนี้ให้เขาหน่อย คุณหยุดตรงนี้ได้มั้ยฉันกลัวเขาเจ็บ ถ้าเกิดว่าเขามีสติขึ้นมาแล้วเขาเจ็บ เขาจะรู้สึกยังไง
เราไม่สามารถทำอะไรได้เลย”

“ระยะเวลาเก้าปีที่เราอยู่ด้วยกันมา เราต่อสู้มาด้วยกันทุกอย่าง จะทุกข์จะสุขเราผ่านมาด้วยกันหมดแล้ว จนวินาทีสุดท้าย เราคิดในใจว่าเราอยู่ด้วยกันนานขนาดนี้ฉันไม่มีสิทธิ์แม้แต่คุยกับหมอได้ในฐานะญาติเลยหรอ มันทำให้เรารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจมาก”

“อยู่ด้วยกันมา 9 ปี สิบปี แต่ก่อนเขาตายอำนาจในการตัดสินใจเวลาหมอถามนี่กลับกลายเป็นว่าเราเป็นอากาศธาตุไปเลยนะ หมอจะถามทายาทตามกฎหมายของเควิ่น (แฟนเรา) เพื่อการตัดสินใจในการรักษา โดยที่ไม่สามารถถามเราได้สักคำเลยว่าตกลงเอาแบบนี้ ๆ นะ”

“หรือแม้กระทั่งตอนเขาตายไปแล้ว เราต้องเดินเรื่องเองทั้งหมดรอเอกสารไปมาเพื่อที่จะขอรับศพของแฟนเพื่อเอามาประกอบพิธีทางศาสนา คือ เห้ย นั่นคู่ชีวิตเราป่ะ? นี่ถ้าเป็นคนอื่นที่เป็นสามีภรรยากันตามกฎหมายก็คือ เอาศพออกไปได้นานแล้ว”

“เดือนนั้นที่แฟนเราเสียไป ก็มีการเสนอแก้เรื่องพรบ.คู่ชีวิตออกมาช่วงนั้นพอดี ฉันดีใจมาก แต่พอไปอ่านร่างแล้วเราก็ยังติดอยู่นิด ๆ ว่าทำไมเขาต้องทำพรบ.แยกออกมา ทำไมเขาไม่แก้ที่กฎหมายการสมรส โดยการปรับสรรพนามที่เขาใช้เป็น ‘ระหว่างบุคคล’ ไปเลย มันน่าจะครอบคลุมมากกว่า ทำไมยังต้องมาอธิบายในเรื่องคู่ชีวิตแยกไปอีก เราเลยอยากสนับสนุนว่าการสมรสเนี่ย ควรให้ใช้เป็นระหว่างบุคคลกับบุคคล มองให้ทุกคนเป็นคนเท่ากันหมดเลย ไม่ว่าจะเพศอะไร”

“ถ้าเกิดมีโอกาสก็อยากให้เรื่องของเราช่วยผลักดันให้มันเป็นกฎหมายที่จริงจังสักที เพราะว่าเราผ่านจุดนั้นมาจริง ๆ มันเกิดกับเราจริง ๆ ไม่ใช่แค่กรณีเจ็บป่วยนะ อาจจะเป็นในเรื่องของทรัพย์สมบัติ หรืออะไรต่าง ๆ ที่คนสองคนเขาสร้างมาด้วยกัน ถ้าเขาอยากมีชื่อร่วมกันแต่ทำไม่ได้ ก็อยากถามกลับว่า คุณคิดว่ามันแฟร์มั้ย”

“อย่างเดียวเลย คือเมื่อคุณมองคนเท่ากัน เมื่อนั้นแหละ อะไรต่าง ๆ มันจะตามมาเยอะแยะไปหมด อยากให้ทุกคนมองว่าไม่ว่าคุณจะเป็นเพศไหน ไม่ว่าคุณจะเป็นยังไง ถ้าคุณมองคนเท่ากัน หรือว่าถ้าคุณเคารพในสิทธิของอีกคนได้ สังคมมันก็น่าจะเดินทางต่อไปในทางที่สร้างสรรค์มากขึ้น เรื่องพวกนี้จะไม่มีปัญหาเลย”

“เราไม่ได้ขออะไรมากเลย ในขณะที่คนอื่นเริ่มต้นจากศูนย์แต่เราเริ่มต้นจากติดลบ
เราขอแค่นับศูนย์แบบพวกคุณเนี่ยจะได้มั้ย แค่นั้นเลย”

#MarriageEquality #สมรสเท่าเทียม

Interview by Patraraporn Lapsongsuk
Graphic by Napaschon Boontham
อ่านข่าวเรื่องเพศอื่นๆ : https://bit.ly/38MAJn4
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

- Advertisement -
SPECTRUM
SPECTRUM
พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน