เพราะครอบครัว LGBT+ มีอยู่จริงๆ ในสังคมไทย อ่านเรื่องราวของ ‘พ่อเกย์’ และ ‘ลูกชาย’ ที่อบอุ่นไม่ต่างออกไปจากครอบครัวอื่นๆ

- Advertisement -


เรื่องราวของ ‘พ่อเกย์’ และ ‘ลูกชาย’
ที่อบอุ่นไม่ต่างไปจากครอบครัวอื่น ๆ

คู่พ่อลูกต่างสายเลือด “เอ ธนกฤต” เกย์ลูกสอง นักธุรกิจ และเจ้าของเพจ A neon กับลูกชายคนโตวัย 24 “เบียร์ ภคิน”

ในตอนแรกคุณเอผู้เป็นพ่อมีลูกชายคนเล็กหรือน้อง “คำแพง” ที่รับมาเลี้ยงตั้งแต่เกิดอยู่ก่อนแล้ว ส่วนลูกชายคนโตอย่างคุณเบียร์นั้น เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวในตอนหลัง โดยพวกเขาไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

ทั้งคู่ได้มาเจอกันเนื่องจากคุณเบียร์สมัครมาเข้าร่วมโปรเจคระยะยาวของบริษัทคุณเอ เมื่อทั้งคู่ได้รู้จักกัน จากความถูกใจเอ็นดูในอีกฝ่ายของคุณเอ และความเคารพชื่นชมของคุณเบียร์ ก็นำไปสู่ความผูกพันธ์ และสายสัมพันธ์พ่อลูกที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น

ชวนคุยกับพวกเขาสองคน ทั้งในแง่มุมของความสุข ความอบอุ่น ตลอดจนแง่มุมของปัญหาเจอจากความไม่เข้าใจของคนในสังคม ที่จะบอกและทำให้เห็นว่า ครอบครัวที่พ่อแม่เป็น LGBT+ นั้นปกติ และมีความสุขได้ไม่ต่างไปจากครอบครัวตามขนบสังคมทั่วไปเลย

‘จุดเริ่มของสายสัมพันธ์’

เอ (พ่อ):

“ผมชื่อ เอ เป็นคนจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นลูกชาวนาคนหนึ่ง ใช่ครับ เป็นเกย์ แต่สมัยก่อนตอนที่อยู่บ้านนอก สังคมที่นั่น เขาไม่มีคำว่า ‘เกย์’ จะมีก็แต่คำว่า ‘กะเทย’ ที่ค่านิยมในสมัยก่อนที่ใครเป็นกะเทยจะต้องโดนล้อ ตอนนั้นเราก็ตีความกันไปว่ากะเทยคือคนที่อยากเป็นผู้หญิง แต่เรามั่นใจว่าเราไม่ได้อยากเป็นผู้หญิง เราแค่เป็นแบบนี้ สมัยนั้นเราก็จะเป็นเด็กเงียบ ๆ ไม่กล้าพูดกล้าคุยกับใคร แต่ก็จะเล่นกับเพื่อนผู้หญิง เพราะเพื่อนผู้ชายชอบล้อว่าเราเป็นกะเทย”

“เรื่องมีลูก จริง ๆ มันเป็นความรู้สึกตั้งแต่ตอนที่เรายังไม่สามารถดูแลตัวเองได้ หรือทำธุรกิจแล้ว เราก็แค่รู้สึกในใจว่าวันหนึ่งอยากมีลูก เรารู้ว่าเราไม่สามารถมีลูกด้วยตัวเองได้ และก็ไม่รู้ว่าจะได้ลูกมาด้วยวิธีการไหน จนเวลาผ่านไป เราประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจออนไลน์ พอจะมีฐานะที่ดีขึ้น ดูแลตัวเองและครอบครัวได้ดีขึ้นระดับหนึ่ง มันก็มีช่วงหนึ่งวูบขึ้นมาว่า ถ้าเรามีลูกตอนนี้ เราน่าจะสามารถดูแลเขาได้ดี”

“ประจวบเหมาะกับที่มีผู้หญิงคนหนึ่งที่เขาท้องแล้วไม่สะดวกที่จะดูแล เป็นช่วงแรกที่เราเริ่มอุปการะบุตร ซึ่งตอนนั้นเขาท้องเราก็เอามาดูแลตั้งแต่ตอนที่ท้องอยู่เลย จนคลอดเราก็รับเป็นบุตรบุญธรรม และจดทะเบียนเป็นบุตรบุญธรรมถูกต้องตามกฎหมาย มีลูกคนแรกคือ ‘น้องคำแพง’ ซึ่งเป็นลูกคนเล็ก”

“พอเวลาผ่านไป เราทำโปรเจกต์ของนีออน บริษัทเรา ที่นำคนมาทดลองใช้สินค้า มีคนสมัครเข้ามาทั่วประเทศเยอะมาก พอคัดเลือกมา 10 กว่าคน ก็ได้เจอกับ ‘น้องเบียร์’ ลูกชายคนโต โดยตอนคัดเลือกคนในโปรเจกต์นี้ เราได้สัมภาษณ์แต่ละคนว่าเป็นยังไง ทำธุรกิจอะไร หรือทำงานอะไรอยู่ ก็ได้รู้ว่าเด็กคนนี้เขาเป็นเด็กเรือที่เกาะสมุย”

“ตอนเริ่มโปรเจกต์ ทุกคนที่เลือกมาจะได้เข้ามาอยู่ในบ้านที่เราซื้อไว้ให้คนเหล่านี้อยู่ พอจบโปรเจกต์แล้ว เบียร์ก็บอกว่าไม่มีที่ไป ขออยู่ทำงานต่อได้ไหม เราก็ให้เขาอยู่ เวลาเขาทำงานได้เงินก็จะส่งให้ยาย ให้ตาเขา เราเป็นคนชอบคนกตัญญูอยู่แล้ว ก็เลยรู้สึกเอ็นดูแต่ยังไม่ได้แสดงออกอะไร”

“จนระยะเวลาผ่านไปเราก็แกล้งให้เขาทำงานเยอะ ทั้งแบกของ ส่งของ ดูว่าจะเป็นยังไงบ้าง เขาก็ไม่เคยบ่น ให้ทำอะไรก็ทำ พอเวลาผ่านไปทำงานด้วยกัน เราก็สนิทกันมากขึ้น ด้วยแม่ของเขาเสียตั้งแต่ตอนเด็ก ส่วนพ่อแยกทางกับแม่ เราเลยเสนอว่างั้นมาอยู่ด้วยกัน มาเป็นลูกป๊าไหม อยากให้อุปการะเป็นพ่อลูกกันไหม”

“ตอนแรกเขาก็ยังต่อต้านอยู่เพราะเขาโตแล้ว เขาก็อายุ 19-20 แล้ว ช่วงอายุนี้รับเป็นบุตรได้แค่ในนาม จดทะเบียนไม่ได้ เพราะบรรลุนิติภาวะแล้ว เราก็มีการพูดคุยกัน เขาก็ยังแบ่งรับแบ่งสู้ เราก็เข้าใจ แต่ในใจเรา เรารู้สึกเอ็นดูเด็กคนนี้ เพราะเราชอบเด็กกตัญญู”

“เราจะเรียกตัวเองว่าป๊าตลอด เขาก็ไม่ได้เรียกเราว่าป๊านะ แต่เขาก็จะช่วยงานและให้เกียรติเรา เราก็ดูแลเขาในระดับหนึ่ง หลังจากเวลาผ่านไปสักพักหนึ่ง เขาก็ค่อย ๆ เปิดใจเรียกเราครั้งแรกว่าป๊า หลังจากนั้นเขาก็เป็นพี่คนโต ช่วยงาน ดูแลงานที่บ้านมาตลอด”

เบียร์ (ลูกชาย):

“ชื่อเบียร์นะครับ อายุ 24 ปี ครั้งแรกที่เจอพ่อ ก็คือที่จังหวัดมหาสารครามครับ คือตอนนั้นผมสมัครนีออนโปรเจกต์ของทางบริษัทพ่อ ทีนี้ก็ปรากฎว่าได้ ผมก็ไปอยู่ที่บ้านของโปรเจกต์ และอันนั้นคือครั้งแรกที่รู้จักกันครับก็ไปอยู่ที่นั่นเดือนสองเดือน ทีนี้พอจบโครงการแล้ว คือผมไม่ได้มีงานทำอยู่พ่อผมก็เลยถามว่ามาทำงานด้วยกันมั้ย ผมก็เลยตกลง”

“เท่าที่ผมจำได้ ความสัมพันธ์พ่อลูกของเราเริ่มขึ้นมา ก็น่าจะประมาณสองสามเดือนหลังจากนั้นครับ ตอนนั้นผมก็ทำอะไรก็ได้ เขาให้ทำงานอะไรผมก็ทำ เขาก็คงเห็นอะไรบางอย่างครับ เขาก็เลยเรียกไปคุย บอกว่าแบบอยากได้ลูกชายอีกคน เพราะว่ามีน้องคำแพงคนหนึ่งแล้ว อยากให้แบบมีลูกชายคนโตในบ้านสักคน แต่ตอนนั้นผมก็ยังไม่ได้ตกลง”

“ตอนที่ได้ยินเรื่องที่เขาอยากให้เป็นลูก อันดับแรกเลยคือแปลกใจ เพราะว่าตอนนั้นผมประมาณ 20-21 โตแล้วระดับหนึ่งแล้ว คือไม่มีใครหรอกจะเอาคนอายุขนาด นี้ไปเป็นลูก ผมก็แปลกใจ และก็อึ้ง แต่ก็ยังไม่ได้ตอบตกลงอะไรครับ ก็คิดดูก่อนอะไรงี้ คือผมอะกลัว ป๊าเขาก็เป็นคนมีชื่อเสียงแล้ว มีอะไรแล้ว กลัวจะไปทำให้เขาเสื่อมเสีย เพราะว่าผมก็ดื้อพอสมควรอะไรนิดนึง (ขำ) ”

“ตอนที่ตกลงก็หลังจากนั้นประมาณสัก 5-6 เดือนครับ เขาก็ทำทุกอย่างที่แสดงให้รู้ว่าเราเป็นลูก จากเราเป็นเด็กบ้านนอก ไม่รู้วิธีการทำโน่นทำนี่ทำธุรกิจอะไรอย่างนี้ เขาสอนผมหมดทุกอย่าง เวลาไปคุยงานอย่างนี้เขาก็เอาผมไปด้วย ซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้ พาไปตัดผมใหม่ พาไปโน่นไปนี่ไปนั่น ทำให้ผมเป็นคนมากกว่าเดิม คือเราเป็นคนขาดพ่อขาดแม่อยู่แล้ว เพราะว่าผมอยู่กับยายมาตั้งแต่เด็ก แล้วเขาทำให้เรารู้สึกเหมือนมีพ่อจริง ๆ เลยรู้สึกใจอ่อน”

“หลังจากตกลงเป็นลูก ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนนะครับ หมายถึงอะไรเปลี่ยนดีกว่า ก็ค่อย ๆ ปรับกันไปครับ เพราะว่าผมกับเขาคือต่างกันคนละขั้วเลยครับ เขาเป็นคนอีสานที่โตมาอีกแบบหนึ่ง ส่วนผมก็คนนครสวรรค์ที่โตมาอีกแบบหนึ่ง ก็คือแบบความคิดไม่เคยตรงกันสักอย่างเลย (ขำ) ไม่ค่อยตรงกันแต่ก็จูน ๆ เข้าหากันได้เรื่อย ๆ ครับ”

- Advertisement -

‘คนนอกครอบครัวที่ไม่เข้าใจ’

เบียร์ (ลูกชายคนโต):

“ถ้าถามว่าคนรอบข้างที่แย่ ที่ไม่เข้าใจมีไหม ก็มีครับมีเยอะอยู่ ถ้าในมุมผมที่ผมเจอ เวลาไปหาไปหาญาติอะไรอย่างนี้ บางคนเขาก็บอกว่า “เอ้า เขาไม่ได้จะเอามึงหรอ เขาเป็นเกย์นะไม่ได้โดนเย็ดตูดแล้วหรอ” มันก็รุนแรงอยู่นะ แต่ว่าผมไม่ได้คิดอะไรนะตอนนั้น เขาคงมองว่าพูดสนุกเฮฮาของเขา ผมก็ตอบไปว่าไม่มีอะไร เขาเป็นพ่อผม ผมบอกแค่นี้ แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ ปล่อยให้มันผ่านไปเพราะมันไม่จริง ”

เอ (พ่อ):

“ผมขอแบ่งคนออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือครอบครัว ผมค่อนข้างโชคดีที่ครอบครัวไม่มีใครต่อต้านเลย ทุกคนยินดีกับสิ่งที่ผมทำ อาจเป็นเพราะว่าทุกคนเห็นว่าผมสามารถดูแลตัวเองได้ ดูแลครอบครัวได้ เพราะฉะนั้นผมสามารถที่จะตัดสินใจดูแลลูกได้ดี”

“แต่ในอีกกลุ่มสังคม มันก็จะมีคนหัวเราะเยาะ มีความสงสัยว่าเราเป็นเกย์ เราไม่มีเมีย เราจะมีลูกได้ไง แต่เราไม่ได้ให้ความสำคัญหรือให้น้ำหนักกับคนกลุ่มนั้นเลยเท่าไหร่ เพราะเราโฟกัสกับคนที่อยู่ตรงหน้า ถามว่าเรากังวลเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่า เพราะเราไม่เคยมีลูก แล้วเราเป็นเกย์ แต่ผมไม่ได้กังวลเรื่องนั้นเลย ผมคิดแค่ว่าจะทำยังไงให้ดูแลเด็กคนนี้ให้ดีที่สุดแค่นั้นเอง”

“ถ้าเป็นสังคมในบ้านไม่มีคำพูดแย่ ๆ ต่อกันเลยครับ และรอบตัวก็ไม่มีเลย อย่างลูกคนเล็ก เราก็เลือกสถานศึกษาที่ค่อนข้างเปิดกว้างเรื่องนี้ เป็นการสกรีนให้กับลูกในระดับนึง เพราะว่าอย่างคนเล็ก ภูมิคุ้มกันทางสังคมเขายังไม่ค่อยสูง เพราะฉะนั้นเวลาได้รับข้อความบางอย่างมันอาจจะกระทบจิตใจ เราก็พยายามจะปกป้องเขาให้มากที่สุด”

‘ครอบครัว LGBT+ ไม่ได้ผิดปกติ’


เอ (พ่อ):

“ครอบครัวคือกลุ่มคนที่มาอยู่รวมกันด้วยความรัก ความผูกพันธ์ เริ่มต้นจากสายเลือดได้ แต่หลายครั้งก็ไม่ใช่ และจะมีลูกหรือไม่มีลูกก็เรียกว่าครอบครัวได้เหมือนกัน นั่นหมายความว่าครอบครัวคือกลุ่มคนที่ให้ความรัก ความเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน มีความรักเป็นพื้นฐาน ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเพศอะไรเลย เกี่ยวกับความรู้สึกล้วน ๆ ”

“สำหรับผม เกย์มันเป็นแค่รสนิยมทางเพศเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวกับความรู้สึกด้านความรัก มันไม่ได้ตัดสินว่าคน ๆ นั้นไม่สามารถดูแลใครได้ คน ๆ นี้ไม่สามารถมีครอบครัวได้ ไม่เกี่ยวเลย เพราะฉะนั้น ผมมองว่ามันเป็นคนละเรื่อง ครอบครัว ไม่ว่าคุณจะอยู่ในฐานะแบบไหน สิ่งที่คุณต้องมีคือพื้นฐานของความรักเท่านั้นเอง”

“ด้วยสถานการณ์ที่เราอยู่ด้วยกัน เรา [คุณเอ] ก็จะอยู่กับแฟน แฟนก็จะเป็นคนดูแลลูกเป็นหลัก ส่วนผมก็ทำงาน แต่กับลูกคนเล็ก เราก็จะสื่อสารกับลูกตลอดว่าหนูพิเศษนะ หนูมีพ่อตั้งสองคน คนอื่นมีพ่อคนเดียว เขาก็เข้าใจนะ เด็ก 4 ขวบก็มีตั้งคำถามบ้างแต่เราก็อธิบายให้เขาฟัง คำถามก็จะถามว่าเช่นว่า ทำไมหนูมีพ่อสองคนแค่นี้”

เบียร์ (ลูกชายคนโต):

“ครอบครัวสำหรับผมก็คือคนที่คอยดูแลกัน คอยซัพพอร์ตเราทุกเรื่อง เวลาเราเครียด เวลาเราท้อ คอยให้กำลังใจกัน แค่นี้ก็พอแล้วครับ คือไม่ต้องให้นู่นให้นี่ให้อะไร แต่เรื่องเพศไม่ได้จำกัดความเป็นครอบครัว ไม่ว่าเขาจะเป็นอะไรก็ได้ คือสุดท้ายเขาก็เป็นพ่อผม”

“ถ้ามีคนมองเราผิด ๆ ผมว่าผมไม่จำเป็นต้องไปอธิบายอะไรให้เขาเข้าใจ ผมว่าสิ่งที่ผมเป็นมันโอเคอยู่แล้ว เขาไม่รู้ก็ปล่อยเขา แต่ที่สำคัญคือเรารู้ ว่านี่คือพ่อเรา เราคือลูกของพ่อเรา แค่นี้ก็พอแล้วครับ เดี๋ยวเขาก็จะเห็นเองสักวัน แต่ก่อนบางคนอาจจะไม่เห็น แต่วันนี้เขาอาจจะเห็นแล้ว”

“สำหรับผมนะ ผมเจอด้วยตัวเองว่าจริง ๆ การเป็นพ่อเป็นแม่คนอะครับ ไม่จำเป็นต้องเป็นหญิงกับชาย สิ่งที่เราจะได้มาก็คือความรัก และนั่นแหล่ะครับ คือสิ่งที่ผมได้จากพ่อ เขาบอกรักผมทุกวัน ทำงานกลับบ้านไปเขากอดผมทุกวัน แค่นี้คือสิ่งที่ผมได้ เลยอยากจะบอกคนที่อยู่ข้างนอกว่าคือจริง ๆ แล้ว สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเรื่องนี้ก็คือความรักที่พวกเขามีให้ลูก”

“การที่เราไม่ได้มีเชื้อสายโดยตรงกับเขา ผมรู้สึกว่ามันไม่แตกต่าง แต่อันนี้มันด้วยความรู้สึกผมนะ เพราะว่าผมก็อยู่กับยายมาตั้งแต่เด็ก คือผมก็รู้สึกกับพ่อผมเหมือนที่อยู่กับยายผม ผมรู้สึกรักเหมือนกัน รักเท่ากันครับ”

‘ความสุข ความภูมิใจที่เรามีกันและกัน’

เบียร์ (ลูกชายคนโต):

“บอกตรง ๆ ว่าครอบครัวผมอาจจะแบบไม่ได้ครบตามรูปแบบที่สังคมมองเท่าไร ไม่ครบในที่นี้คือ คือพ่อผมก็ไม่ได้เป็นพ่อแท้ ๆ ทางสายเลือด น้องผมก็ไม่ใช่น้องผมจริง ๆ แต่ผมบอกตรง ๆ ได้เหมือนกัน 100% ว่ามันโคตรมีความสุขแล้ว ด้วยความรักที่มีให้กัน มันเทียบเท่าหรืออาจจะมากกว่าบางครอบครัวจริง ๆ ที่มีพ่อมีแม่ครบ มีลูกตามสายเลือดด้วยซ้ำ”

“พ่อผมเขาเป็นคนที่เก่งมาก คำว่าเก่งมันก็ยังไม่พอ ต้องบอกว่า เป็นคนไม่ยอมแพ้ดีกว่าครับ เวลามีปัญหาอะไรคือเขาแก้ได้หมด ที่ชอบมากที่สุดเขาเป็นคนใจเย็น แล้วก็เป็นคนที่ขี้ใจอ่อนประมาณนึง อย่างพนักงานที่แบบ อยู่ด้วยกันมาอย่างงี้ เขาก็แบบดูแลดีมาก ๆ เวลาเห็นใครมาก็แบบอยากช่วยเหลือ เห็นน้องงี้ น้องผมแต่ก่อน น้องทำแท้ง เขาก็ใจดีใจอ่อนเอาน้องมาเลี้ยง แล้วคือพอเห็นผมก็เอาผมมาเลี้ยงอีก คือไม่รู้จะอธิบายยังไง ถ้าเป็นคนอื่นไม่รู้จะทำอย่างนี้รึเปล่า เขาเป็นคนที่น่ารัก”

เอ (พ่อ) :

“พูดถึงความภูมิใจในตัวลูก ลูกคนเล็กก่อนแล้วกันนะครับ จริง ๆ ด้วยวัยของเขาที่ยังไม่ได้โตมาก แต่คนเป็นพ่อเวลาเห็นเขาเติบโต เห็นพัฒนาการของเขา มันคือความภูมิใจอีกแบบนึง ที่เราได้เห็นการเติบโตของหนึ่งชีวิตที่เราดูแลเขามาตั้งแต่เด็ก”

“อีกหนึ่งความภูมิใจก็คือน้องเบียร์ เบียร์เป็นคนที่ไม่ค่อยพูด เป็นคนเงียบ ๆ ผมภูมิใจในตัวเขา ผมทำงานออนไลน์ และเขาก็เป็นคนทำงานที่อยู่ข้าง ๆ มาโดยตลอด ด้วยความที่เขาไม่ได้เรียนจบสูง เพราะฉะนั้นเนี่ยเขาก็อาจจะไม่ได้มีความรู้เฉพาะอะไรมาก แต่ว่าบนความไม่รู้ เวลาที่แบบมอบหมายงานให้ เขาก็สามารถไปเรียนรู้ และพัฒนาตัวเองขึ้นมาจนเก่งได้”

“อย่างทุกวันนี้ อย่างงานทั้งในเรื่องของคลิปคอนเทนต์ รวมถึงงานไลฟ์สดเวลาที่เราออกมาขายของ ก็จะเป็นเบียร์ที่เป็นคนดูแล ฉะนั้นเราก็ภูมิใจในตัวเขา ในฐานะลูกคนนึงด้วย และก็อีกอย่างนึงก็คือเบียร์มีครอบครัวแล้ว เขาก็มีเมีย มีลูกแล้ว ก็ภูมิใจที่เขาทำหน้าที่ของพ่อ และดูแลครอบครัวเขาได้อย่างดีเหมือนกัน”

‘ฝากถึงสังคมและสมรสเท่าเทียม’

เอ (พ่อ):

“ผมมองว่าการแต่งงานมันคือสิทธิที่มนุษย์ทุกคนพึงได้รับ ไม่ว่าคน ๆ นั้นจะเป็นเพศไหนก็ตาม เพราะว่าอย่างที่ผมบอก อย่างเรื่องของครอบครัว ทุกคนสามารถรับบุตรบุญธรรมได้ หากเขาพร้อม และก็ในเรื่องของการแต่งงานก็เหมือนกัน ถ้าเขาพร้อมที่จะมีครอบครัวร่วมกัน ใช้ชีวิตร่วมกัน ผมว่ามันไม่ได้ส่งผลกระทบด้านลบให้กับใครแม้แแต่คนเดียวเลย”

“มันควรจะเกิดขึ้นได้แล้วในประเทศไทย ควรจะมีมานานแล้วด้วยครับ ในต่างประเทศมันก็เกิดมาค่อนข้างเยอะแล้ว เพราะว่าอย่างผมกับแฟนเนี่ย เราก็อยู่ร่วมกัน ใช้ชีวิต และดูแลลูกร่วมกันมาทั้งสองคน เพราะฉะนั้นในเชิงของครอบครัว มันชัดเจนแล้วว่ามันไม่ได้เกี่ยวว่าคุณเป็นเพศไหน แต่มันเกี่ยวกับว่า นี่คือสิทธิหนึ่งอย่างที่มนุษย์ทุกคนพึงได้รับ โดยไม่ถูกจำกัดด้วยรสนิยมทางเพศ ผมก็เลยอยากให้ผลักดันเรื่องสิทธิของการแต่งงานของเพศเดียวกันมาก ๆ ”

“ผมมองว่า LGBT+ ที่อยากจะเริ่มจากรับบุตรบุญธรรมเนี่ย ผมยินดีด้วย ถ้าคุณพร้อมในทุก ๆ ด้านแล้ว ก็ให้เช็กใจของคุณด้วย ต้องมั่นใจจริง ๆ ว่าคุณจะดูแลเด็กคนนั้นได้ ชีวิตหนึ่งชีวิตมันไม่ใช่ดูแลกันแค่แบบวันสองวัน เดือนสองเดือน ปีสองปี แต่ถ้าคุณเช็คเสร็จเรียบร้อยแล้ว มั่นใจแล้วว่าคุณอยากดูแลใครคนนึงในฐานะลูกและคนในครอบครัว สิ่งที่ต้องโฟกัสมันไม่ใช่คนรอบข้างเลย ให้โฟกัสที่ตัวคุณเองในฐานะความเป็นพ่อแม่ และโฟกัสลูกของคุณอยู่ตรงหน้า เมื่อไหร่ก็ตามที่เราโฟกัสเฉพาะแค่นี้ เรื่องทุกเรื่องของคนรอบข้างมันจะเป็นแค่เรื่องที่ไร้สาระมาก ๆ”

“เพราะฉะนั้นก็ถ้าพร้อมผมก็ยินดีกับทุกคนที่พร้อมจะมีบุตร ท้ายสุดแล้วก็ หลายคนอาจจะกลัวว่า ‘โอ้ เป็นเพศนี้แล้วมีลูก คนต้องล้อแน่นอน’ ‘ลูกต้องมีปมแน่นอน’ คือปมพวกนี้เนี่ย มันมักเกิดขึ้นจากคนที่เรารัก มันไม่ได้เกิดขึ้นจากคนที่อยู่รอบข้าง เพราะฉะนั้น ถ้าคุณมั่นใจในความรักของคุณมากพอ เชื่อมั่นว่าคุณเป็นพ่อที่ดีได้ เดินหน้าลุยต่อไปครับ ไม่ต้องสนใจใครทั้งนั้น”

Interview by Panita Siri
Graphic by Napaschon Boontham

อ่านข่าวเรื่องเพศอื่นๆ : https://bit.ly/38MAJn4
#Spectrum #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

- Advertisement -
ปณิตา ศิริวงศ์วานงาม
ปณิตา ศิริวงศ์วานงาม
Visual Designer, Content Creator & Occult lover https://ppapuru.com/
นภัสชล บุญธรรม
นภัสชล บุญธรรม
Illustrator & Graphic Designer