หากเหล่านักกฎหมายนั้น เป็นพวกคุกคามทางเพศ? จากเหตุการณ์ #นิติจุฬา กับแชทหลุดกลุ่ม ‘ลอว์เมน’ ชวนคุยต่อเรื่อง ‘อคติทางเพศในกระบวนการยุติธรรม’

- Advertisement -

TW: Verbal Harassment, Rape

“อยากไปทำงานพาร์ทไทม์ร้านชุดนิสิต จะขออาสาวัดตัว”
“เหมือนกลิ่นจะออกมานอกจอ”
“หลอกเย” – ส่วนหนึ่งของข้อความคุกคามทางเพศจากแชทหลุดกลุ่ม ‘ลอว์เมน’ หรือกลุ่มแชทนักเรียนชายที่กำลังจะเข้าศึกษาคณะนิติจุฬาฯ

เป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงบนโลกโซเชียลตั้งแต่เมื่อสองสามวันก่อนจนถึงตอนนี้ หลังจากมีการเปิดโปงแชทไลน์ของกลุ่มที่สงวนไว้ให้นักเรียนชายกว่า 60 คนที่เพิ่งสอบติดคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2564 จนเกิดเป็น #นิติจุฬา โดยเนื้อหาภายในกลุ่มมีทั้งการส่งต่อรูปนิสิตหญิงหลากหลายคณะที่แคปมาจากโปรไฟล์โลกโซเชียลและจากการแฝงตัวเข้าไลน์กลุ่มนิสิตใหม่คณะอื่น ๆ พร้อมข้อความคุกคามทางเพศอย่างคึกคะนอง

ต่อมาในเวลา 1.00 น. ของวันที่ 6 มิถุนายน คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ออกประกาศขอแสดงความเสียใจและแจ้งว่าไม่ได้นิ่งนอนใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น รวมถึงด้านคณะกรรมการนิสิตคณะนิติศาสตร์ฯ ยังได้ออกมาแสดงจุดยืนไม่ยอมรับการคุกคามทางเพศในทุกรูปแบบและเปิดแบบฟอร์มเพื่อให้ผู้ที่ได้รับความเสียหาย หรือคนทั่วไปที่มีเบาะแส ร้องเรียนเพื่อให้ทางคณะดำเนินการต่อไป (สามารถส่งข้อร้องเรียนได้ที่: https://bit.ly/34Uhe9Y)

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้เกิดการตั้งคำถามกับคณะนิติศาสตร์และบุคลากรด้านกฎหมาย ว่าหากกระบวนการคัดกรอง การเรียน และการปลูกฝังค่านิยมทางสังคมในคณะนิติศาสตร์ที่ผลิตบุคลากรทางกฎหมายนั้น ไม่สามารถปลูกฝังให้นิสิต นักศึกษาตระหนักถึงความรุนแรงของการคุกคามทางเพศ ไม่ว่าจะตั้งแต่ระดับการใช้วาจาคุกคามไปจนถึงการข่มขืนได้แล้วนั้น ระบบความยุติธรรมของไทยจะเชื่อถือได้แค่ไหน? ในอนาคตที่คนเหล่านี้ต้องมาเป็นผู้ตัดสินคดีความให้เหยื่อจากความรุนแรงทางเพศ – วันนี้เราจึงอยากชวนพูดถึงปัญหาอคติทางเพศ ปัญหาใหญ่ทางโครงสร้างที่ทำให้เหยื่อจากการคุกคามมักไม่ได้ความยุติธรรมในระบบกฎหมายไทย

#HarassmentNormalization – เหตุใดการคุกคามทางเพศถึงถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติ? จากการที่เป็นสังคมปิตาธิปไตย บ่อยครั้งมักมีการให้ข้อแก้ตัวกับการคุกคามทางเพศและให้ความชอบธรรมของพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศของผู้ชายว่า “เป็นเรื่องปกติของผู้ชาย” หรือ “ผู้ชายก็เป็นแบบนี้แหละ เห็นผู้หญิงแต่งตัวยั่วยวนก็ต้องเกิดอารมณ์ทางเพศเป็นธรรมดา” ทำให้เมื่อเกิดเหตุการณ์การคุกคามทางเพศ ผู้ที่เป็นเหยื่อโดยส่วนมากเป็นผู้หญิง จะไม่กล้าเรียกร้อง หรือ ดำเนินคดีเพราะกลัวว่าตนเองจะถูกสังคมชายเป็นใหญ่ทำร้ายซ้ำอีกรอบ อีกทั้งระบบกฎหมายไทยที่มีผู้ชายเป็นส่วนใหญ่ ทำให้พวกเธอต้องเจอกับ ‘การข่มขืนซ้ำจากกระบวนการทางกฎหมาย’

นอกจากนี้ แม้ว่าจะมีผู้คนจำนวนมากตื่นตัวต่อการคุกคามทางเพศในทุกรูปแบบ แต่ก็ยังมีกลุ่มคนอีกจำนวนมากที่ยังมองว่าการคุกคามในระดับสายตาและวาจา เช่น การที่ผู้หญิงโดนกลุ่มผู้ชายตะโกนแซว หรือการคอมเมนต์คุกคามทางเพศในโลกโซเชียล เป็นเพียงแค่เรื่องเล็ก ๆ โดยหารู้ไม่ว่าเป็นการทำให้การคุกคามทางเพศในไทยเป็นเรื่องปกติ เป็นบรรทัดฐานที่ว่าใคร ๆ ก็สามารถคุกคามคนอื่นได้ และเมื่อเกิดเหตุข่มขืนก็โทษว่าเหยื่อนั้นก็มีความผิดร่วมกันกับผู้คุกคาม (Victim Blaming) ทำให้มีการรายงานจาก สสส. ว่าในหนึ่งวันแล้วจะมีผู้หญิงถูกคุกคามทางเพศและทำร้ายร่างกายไม่น้อยกว่า 7 คน 

#SecondRape หรือ การข่มขืนซ้ำจากกระบวนการทางกฎหมาย – คือสิ่งที่เหยื่อการข่มขืนส่วนใหญ่ต้องพบเจอเมื่อต้องการยืนหยัดและเรียกร้องความยุติธรรมคืนให้ตนเอง เนื่องจากในการดำเนินคดีข่มขืนมักมากับระยะเวลาที่ยืดเยื้อและยาวนาน อีกทั้งเหยื่อเองยังต้องเจอกับคำถามที่เต็มไปด้วยอคติทางเพศจากผู้ไต่สวนเช่น คำถามที่ว่า “แต่งตัวโป๊หรือเปล่า” “ทำไมถึงไปอยู่ในที่ที่เสี่ยง” หรือคำถามที่ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์และทำร้ายจิตใจเช่น “ในการข่มขืนนั้นมีน้ำหล่อลื่นไหลออกมาหรือเปล่า” “ของคนร้ายใหญ่ยาวเท่าไหร่” 

คำถามเหล่านี้ไม่ต่างอะไรกับการกล่าวโทษเหยื่อ (victim blaming) ที่ทำให้ผู้เสียหายต้องรู้สึกแย่จากการโดนข่มขืนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากกระบวนการทางกฎหมาย เนื่องจากการขาดความเข้าใจ และอคติทางเพศของระบบกฎหมายที่ถูกครอบครองไว้ด้วยผู้ชายเป็นหลัก และในขณะเดียวกันระบอบปิตาธิปไตยก็ยังสามารถก่อให้เกิด Second Rape กับเหยื่อเพศชายและผู้มีความหลายหลายทางเพศด้วยเช่นเดียวกัน จากอคติเช่น “เป็นผู้ชายยังไงก็ไม่โดนข่มขืน” หรือ “แรงก็เยอะทำไมถึงไม่ขัดขืน หรือว่าสมยอม?” หรือ “เป็นกะเทยก็ต้องชอบสิเวลาโดนผู้ชายลวนลาม” 

#GlassCeiling “เพดานที่มองไม่เห็น” – ที่น่าสนใจคือในขณะที่จำนวนผู้หญิงที่เรียนในคณะนิติศาสตร์มักมีเปอร์เซ็นมากกว่าหรือเท่ากับครึ่งของจำนวนผู้ชาย แต่มีผู้หญิงจำนวนน้อยมากที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนักกฎหมายในระดับอาวุโส หรือในตำแหน่งอนุญาโตตุลาการ โดยส่วนใหญ่แล้ว มาจากการกีดกันผู้หญิงไม่ให้ขึ้นรับตำแหน่งสูง ๆ ได้เพียงเพราะมีอคติทางเพศที่ลดทอนและดูถูกความสามารถของผู้หญิง เปรียบเสมือนเพดานใส ๆ ที่กั้นไม่ให้พวกเธอก้าวขึ้นไป ส่งผลให้เป็นเรื่องยากสำหรับผู้หญิงที่จะได้รับการยอมรับให้รับตำแหน่งที่มีบทบาทสำคัญในวงการกฎหมาย เพราะเหตุนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่เราจะเห็นระบบความยุติธรรมที่มีความเข้าใจเพศหญิง และปราศจากอคติทางเพศต่อเหยื่อจากการคุกคามทางเพศ

ดังนั้นแล้ว หากนักเรียนชายกลุ่มนี้ที่เป็นส่วนหนึ่งของการทำให้การคุกคามทางเพศเป็นเรื่องปกติ กำลังจะก้าวเข้าไปเรียนในคณะนิติศาสตร์และจบออกมาอยู่ในระบบกฎหมายของประเทศไทยที่มีบุคลากรชายในสัดส่วนที่มากกว่าผู้หญิง กระบวนการทางกฎหมายของไทยจะเอื้อให้เหยื่อจากการคุกคามทางเพศได้รับความยุติธรรมมากแค่ไหน คงต้องเป็นหน้าที่ของทางคณะนิติศาสตร์ที่จะต้องจัดการต่อไปเพื่อให้แน่ใจว่าคณะจะผลิตบุคลากรทางกฎหมายที่มีความยุติธรรมจริง ๆ เพื่อผลักดันให้ระบบกฎหมายไทยปราศจากอคติทางเพศอย่างสิ้นเชิงในอนาคต

#SexualHarassment #นิติจุฬา
#HarassmentNormalization #SecondRape
#ClassCeiling #VictimBlaming #Sexism

Content by Wattanapong Kongkijkarn
Graphic by Papuru
อ่านข่าวเรื่องเพศอื่นๆ : https://bit.ly/38MAJn4

อ้างอิง
Line Today: https://bit.ly/3w19wqi
Post Today: https://bit.ly/3fXqGj9
Raconteur: https://bit.ly/3gdzMaj
THAC: https://bit.ly/2TLpkPY
ThaiHealth: https://bit.ly/34Tnkaz
The Gaurdian: https://bit.ly/3incXDV
คณะกรรมการนิสิตคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ: https://bit.ly/3il96r1
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

- Advertisement -
นภัสชล บุญธรรม
นภัสชล บุญธรรม
Illustrator & Graphic Designer