ทำไมหนังเลสเบี้ยนชอบทำแต่ย้อนยุค?

- Advertisement -

“อีกแล้วหรอกับหนังเลสเบี้ยนย้อนยุค ผู้หญิงผิวขาวทุกข์ระทม ใส่กระโปรงบาน เดินจับมือกันที่ชายหาด?”

นี่อาจเป็นคำถามหนึ่งในใจกลุ่มคนหลากหลายทางเพศและแฟนภาพยนตร์ LGBTQ+ หลาย ๆ คน เพราะช่วงหลายปีมานี้ ถ้ามีภาพยนตร์หญิงรักหญิงปล่อยออกมาจากฝั่งวงการฮอลลีวูด ก็ไม่พ้นจะต้องมีฉากหลังเป็นยุคศตวรรษที่ 18-19 แต่เพราะอะไรกันแน่ที่ทำให้หนังแนวนี้ได้รับความสนใจมากมายขนาดนี้ ทั้งจากผู้ผลิตและคนดู? วันนี้เราจะพาไปดูความเป็นเอกลักษณ์ของหนังพีเรียด ภาพจำของสังคมต่อเลสเบี้ยน รวมถึงเหตุผลว่าทำไมเราควรเรียกร้องอะไรที่หลากหลายกว่านี้

SPECTROSCOPE: ทำไมหนังเลสเบี้ยนชอบทำแต่ย้อนยุค?

*เนื้อหาต่อไปนี้อาจมีสปอยล์ภาพยนตร์เรื่อง Ammonite, Elisa y Marcela, The Favorite, และ Disobedience*

เมื่อรักต้องห้ามน่าค้นหากว่า – ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ‘Carol’ (2015), ‘The Favourite’ (2018), ‘Portrait of a Lady on Fire’ (2019), ‘Ammonite’ (2020) จนถึงเรื่องล่าสุดอย่าง ‘The World to Come’ ที่เพิ่งปล่อยเมื่อต้นปี 2021 ก็ล้วนอยู่ในยุคที่ความรักระหว่างคนเพศเดียวกันถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย เป็นสิ่งที่สังคมประณาม ไม่เห็นดีเห็นงามด้วย

ดังนั้น ลักษณะอย่างหนึ่งที่เด่นชัดในภาพยนตร์เลสเบี้ยนย้อนยุคก็คือ ตัวเอกที่มักแต่งงานแล้วเพราะความจำเป็น คอยส่งความปรารถนากันผ่านสายตา พยายามกดทับความรู้สึกที่มีต่อกัน และต้องแสดงความรักอย่างหลบซ่อนในที่ลับตาคน นี่ทำให้คนดูตื่นเต้น เพราะรู้สึกว่าเส้นเรื่องแบบนี้แตกต่าง น่าสนใจกว่าโรแมนซ์ในยุคปัจจุบัน หรือความสัมพันธ์ระหว่างคนรักต่างเพศที่ตามจีบกันอย่างเปิดเผย

“ฉันคิดว่ามีแฟนตาซีมากมายที่ถูกแสดงออกผ่านความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิง แฟนตาซีเกี่ยวกับความอ้อมค้อมและการปิดบัง…ความรักที่คุกรุ่นอยู่ภายในเป็นเวลานาน การห้ามปรามความรู้สึก การลอบมองด้วยหางตา ความปรารถนาที่แสดงออกตรง ๆ ไม่ได้” – ‘แคเรน ทงสน’ (Karen Tongson) นักวิชาการด้านเควียร์แห่งมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย (University of Southern California) กล่าว

หญิงรักหญิงกับภาพจำรักร้อนแรง – อีกแง่มุมหนึ่งในหนังเลสเบี้ยนพีเรียดที่แทบขาดไม่ได้คือเสน่หาที่ประทุออกมาจนกลายเป็นฉากเลิฟซีนอันร้อนแรง ซึ่งมีความเฉพาะตัวก็คือเครื่องแต่งกายแบบวิคตอเรียนหรือสมัยศตวรรษที่ 19 ตัวละครต้องควานผ่านความยุ่งเหยิงของกระโปรงบานหลายชั้น ร่วมกับการค่อย ๆ แก้เชือกคอร์เซ็ททีละรู อย่างที่ในเรื่อง ‘Ammonite’ และ ‘Elisa y Marcela’ (2019) ก็มีฉากเหล่านี้ คอสตูมสมัยก่อนจึงถูกทำให้เป็นความสุนทรียะอย่างหนึ่งและเป็นส่วนที่นำมาเป็นจุดขายได้

เลสเบี้ยนในฐานะเฟติช – ถ้าไปสำรวจสัมภาษณ์และพาดหัวข่าวเกี่ยวกับนักแสดงหญิงสเตรทระดับแถวหน้าที่ใกล้ชิดกันบนจอ (ซึ่งการที่นักแสดงสเตรทมาเล่นภาพยนตร์เลสเบี้ยนก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งในตัวเอง) ก็จะเห็นว่าสังคมยังหมกมุ่นและตื่นเต้นกับการที่ผู้หญิงสองคนมีเซ็กซ์กันมากแค่ไหน

“โอลิเวีย โคลแมน พูดถึง ‘The Favorite’: การมีเซ็กซ์กับเอมม่า สโตนมันสนุกมาก” “เคท วินสเลท: ได้ออกแบบเลิฟซีนกับเซอช่า โรนันนับเป็นความสำเร็จของอาชีพนักแสดง” “เรเชล แมคอดัมส์: ฉากเซ็กซ์ใน Disobedience กับเรเชล ไวซ์ไม่เหมือนกับฉากเซ็กซ์ที่เคยเล่นกับนักแสดงชายคนไหน” นี่เป็นแค่ตัวอย่างของพาดหัวข่าวบางส่วนเท่านั้น

ยากที่จะปฏิเสธว่าในแวดวงภาพยนตร์และสื่อส่วนใหญ่ ความสัมพันธ์ระหว่างเลสเบี้ยนนั้นยังไม่ถูกมองว่าเป็นชีวิตของคนจริง ๆ แต่เป็นเพียงแค่งานอาร์ตหรือหนังโป๊ประเภทหนึ่งเท่านั้น ซึ่งแนวคิดนี้ก็ตอกย้ำโดยสถิติจากเว็บไซต์ Pornhub เมื่อปี 2019 ที่เปิดเผยว่าคำว่าเลสเบี้ยนก็ยังเป็นคำที่ถูกค้นหาอันดับหนึ่งเมื่อปี 2019 ทั้งมายาคติและพื้นที่ข่าวก็อาจเป็นอีกเหตุที่อธิบายได้ว่าทำไมภาพยนตร์เลสเบี้ยนย้อนยุคถึงยังได้ไฟเขียวจากโปรดิวเซอร์อยู่

เพราะหนังพีเรียดเลสเบี้ยนง่ายต่อการเสพ – หากเอาหนังพีเรียดเลสเบี้ยนเรื่องดัง ๆ มาเรียงต่อกัน จะสังเกตได้ว่าตัวละครหลักมีลักษณะรูปร่างคล้ายกันหมด นั่นคือ เป็นผู้หญิงผิวขาว แสดงออกอย่างเป็นหญิง (Feminine) ตามขนบ แทบไม่มีเลสเบี้ยนที่มีความเป็นชายเลย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเทรนด์การเล่าเรื่องสังคมสมัยก่อนในสื่อ ที่จะให้พื้นที่กับคนผิวสีหรือคนนอกขนบก็ต่อเมื่อเป็นเรื่องที่เกิดปลายยุคศตวรรษที่ 20 เท่านั้น ราวกับว่าพวกเขาไม่มีตัวตนในประวัติศาสตร์ก่อนหน้านั้นเลย

ซึ่งเมื่อผู้หญิงเลสเบี้ยนในหนังพีเรียดเหล่านี้ดูไม่เป็นอันตรายต่อระเบียบสังคมเดิมที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นความสูงส่งของคนผิวขาว หรือชายเป็นใหญ่ ก็ทำให้หนังเลสเบี้ยนพีเรียดขายออกในวงกว้าง ยิ่งในช่วงยุคนั้นยังไม่มีการเกิดขึ้นของคำว่า ‘เลสเบี้ยน’ ในรูปแบบที่เป็นอัตลักษณ์ ตัวละครไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าชอบเพศเดียวกัน ก็ทำให้ความรักในเรื่องเป็นเพียงความรักความต้องการระหว่างคนสองคน ไม่มีเพศ เข้าถึงคนได้ง่าย กลายเป็นแนวโปรดของผู้สร้างและถูกผลิตมาอย่างไม่ขาดสาย

แล้วเราอยากได้หนังพีเรียดเลสเบี้ยนต่อไปจริงหรือ? – เมื่อเรื่องราวความรักของเลสเบี้ยนอยู่ในบริบทที่โครงสร้างสังคมไม่อนุญาตให้ผู้หญิงรักกันได้หรือใช้ชีวิตร่วมกัน หนังพีเรียดเลสเบี้ยนแทบทุกเรื่องจึงจบแบบไม่สมหวัง ตัวละครต้องแยกจากกัน ไปแต่งงานกับผู้ชาย กลับไปหาสามีและลูกของตัวเอง สยบยอมให้กับธรรมเนียมของสังคมอยู่ดี

ซึ่งแพทเทิร์นของเรื่องราวแบบนี้ทำหน้าที่ราวกับสิ่งปลอบประโลมคนในสังคมปัจจุบัน ว่าโชคดีแค่ไหนที่เราไม่ต้องเกิดในยุคที่ล้าหลังเช่นนั้น โชคดีแค่ไหนที่สิทธิความหลากหลายทางเพศในปัจจุบันเปิดทางให้เราแสดงความรักระหว่างคนเพศเดียวกันได้อย่างเปิดเผยแล้ว ทั้งที่ความเป็นจริง การเลือกปฏิบัติ เหยียดหยาม กีดกันผู้หญิงที่รักเพศเดียวกันในสังคมโลก ในความเป็นจริงก็ยังมีอยู่ทุกวัน และในมุมหนึ่งหนังแนวนี้อาจไปกลบความจริงส่วนนี้ เบี่ยงเบนความสนใจออกจากปัญหาปัจจุบันได้

ทำไมเลสเบี้ยนในฮอลลีวูดถึงไม่ใช่ความก้าวหน้าที่แท้จริง? – จริงอยู่ที่การเล่าเรื่องเลสเบี้ยนในอดีตนั้นสำคัญต่อการกอบกู้เรื่องราวของหญิงรักหญิงที่ถูกลบไปจากประวัติศาสตร์ และเพื่อเผยแพร่ความเข้าใจว่าคนหลากหลายทางเพศมีตัวตนมาตลอด ไม่ใช่เพิ่งโผล่มาเมื่อปี 1960s แต่ถ้าหากตลาดหนังเลสเบี้ยนถูกครอบครองไปด้วยเรื่องราวในอดีต แล้วใครจะเล่าเรื่องราวในปัจจุบันล่ะ? ปัญหาของหญิงรักหญิงในสังคมร่วมสมัยไม่ได้เฉพาะเจาะจงและแตกต่างจากชีวิตเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้วเหรอ?

หญิงรักหญิงและคนหลากหลายทางเพศก็ล้วนอยากเห็นตัวเองและเรื่องราวชีวิตที่ตัวเองรู้สึกเข้าถึงได้ในภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ ซึ่งนั่นก็รวมถึงการให้พื้นที่กับตัวละครผิวสี เลสเบี้ยนที่มีลักษณะความเป็นชาย และการเสนอเส้นเรื่องนอกเหนือจากการแอบพลอดรักริมหาด โดยอาจเริ่มจากการสร้างภาพยนตร์เลสเบี้ยนจากมุมมองของผู้หญิงเลสเบี้ยน ไม่ใช่ผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ผู้ชาย ออกจาก ‘Male gaze’ และให้โอกาสนักแสดงเควียร์ที่เข้าใจประสบการณ์ของคนเหล่านี้จริง

ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าเราจะไม่เฉลิมฉลองพื้นที่ของ LGBTQ+ ที่เพิ่มขึ้นในสื่อกระแสหลักและรูปแบบของหนังพีเรียดเลสเบี้ยน แต่ในขณะเดียวกันนั้น เราก็สามารถที่จะเรียกหาภาพแทนที่หลากหลาย และพื้นที่ที่เท่าเทียมกันสำหรับทุกคนในคอมมูนิตี้ไปพร้อมกันได้

#LesbianPeriodMovie #SexScene
#MaleGaze #Fetishism
#Spectroscope #WeScopeForYou

Content by Preeyanun Thamrongthankij
Illustration by Donnaya Tanpattamadilok (A-YA-YOi)
อ่านคอนเทนต์เรื่องเพศอื่น ๆ: https://bit.ly/3hhRUzp

อ้างอิง
Screen Queens: https://bit.ly/2Rlnswy
Buzzfeed: https://bit.ly/3f1nR0d
Vice: https://bit.ly/33Qs6oD
Stylist: https://bit.ly/3oprakC
Deadline: https://bit.ly/2S5KF5z
Indiewire: https://bit.ly/3orUiaZ, https://bit.ly/3hxNLdx
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

- Advertisement -
ปรียนันท์ ธำรงค์ธนกิจ
ปรียนันท์ ธำรงค์ธนกิจ
นักเขียนและนักอ่านที่จบเอกอังกฤษ โทปรัชญา จากอักษรศาสตร์ จุฬาฯ นอกจากทุกอย่างที่เกี่ยวกับ LGBTQ+ สนใจในประวัติศาสตร์และการเมืองอเมริกาเป็นพิเศษ เวลาว่างชอบถ่ายรูปกล้องฟิล์มและหากาแฟแปลก ๆ มาลองดริป (queer, she/her)
ดนยา ตันปัทมดิลก
ดนยา ตันปัทมดิลก
ปกติวาดภาพประกอบเป็นหลักค่ะแต่ทำพวก Graphic ด้วยนอกจากนี้ก็กำลังสนใจพวกโมชั่นดีไซน์ มีทำ MV ประกอบเพลงบ้าง วันหยุดชอบไปเที่ยววาดภาพเก็บบรรยากาศของสถานที่ๆไป