ว่าด้วย Crip Theory – ‘คนพิการ’ ≠ ‘คนผิดปกติ’

- Advertisement -

“คนนั้นตาบอด/หูหนวก/ไม่มีแขนขา/พิการ น่าสงสารจัง”

นี่อาจเป็นคำพูดติดปากหรือความคิดที่โผล่มาบ่อย ๆ ของใครหลายคน แต่ความจริงแล้ว วาทกรรมเช่นนี้แฝงไปด้วยมุมมองที่ว่าความพิการคือ ‘ความด้อยกว่า’ และความไม่พิการนั้นคือ ‘บรรทัดฐาน’ สำหรับทุกคนในสังคม หากใครไม่ได้อยู่ในบรรทัดฐานนี้ก็จะมีชีวิตที่ลำบากและเป็นทุกข์ จนไปถึงขั้นถูกมองว่าน่ารังเกียจ

วันนี้เราจึงอยากพาไปทำความรู้จักกับ ‘ทฤษฎีคริพ’ (Crip Theory) ทฤษฎีที่สนับสนุนการทลายแนวคิดเรื่องความปกติหรือไม่ปกติของเรือนร่าง และตีแผ่ทุนนิยมในฐานะระบบที่ผลักให้คนพิการไปอยู่ชายขอบ อีกทั้งจะร่วมสำรวจว่าภาพแทนคนพิการใน Pop culture กีดกันคนพิการอย่างไร และเราจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างไรบ้าง

SPECTROSCOPE: ว่าด้วย Crip Theory – ‘คนพิการ’ ≠ ‘คนผิดปกติ’

ทฤษฎีคริพ: ลูกพี่ลูกน้องของทฤษฎีเควียร์ – ‘โรเบิร์ต แม็กครูเออร์’ (Robert McRuer) คือนักคิดที่ริเริ่มทฤษฎีนี้ขึ้น โดยในหนังสือชื่อ ‘Crip Theory: Cultural Signs of Queerness and Disability’ (2006) แม็กครูเออร์ได้วิพากษ์สังคมที่หล่อหลอมก่อตั้งให้ ‘ความไม่พิการ’ (able-bodied) เป็นบรรทัดฐานและเป็นลักษณะที่สูงส่งกว่า ซึ่งส่งผลให้ ‘ความพิการ’ กลายเป็นสิ่งบกพร่องและแปลกแยก เป้าหมายหลักของทฤษฎีคริพจึงเป็นการศึกษาต้นตอการสร้างสถานะความเป็นอื่นให้กับคนพิการ รื้อถอนทวิลักษณ์คู่ตรงข้ามที่กดทับคนพิการเช่นนี้ทิ้ง และเปลี่ยนแปลงให้สังคมเห็นว่าคนพิการก็มีคุณค่าไม่น้อยไปกว่าอัตลักษณ์อื่น ๆ

ทฤษฎีคริพจึงมีความคล้ายคลึงกับทฤษฎีเควียร์ ตรงที่ทั้งสองแนวคิดมุ่งเน้นการต่อสู้เพื่อทำลายบรรทัดฐานของสังคม เนื่องจากทฤษฎีเควียร์ก็ตั้งคำถามและสั่นคลอนบรรทัดฐานเพศแบบชายหญิง เพื่อเปิดพื้นที่ให้กับผู้ที่ไม่ได้อยู่ในธรรมเนียมเดิม ไม่เพียงเท่านั้น ทฤษฎีคริพยังประยุกต์ชื่อมาจากคำว่า ‘Cripple’ ซึ่งแต่เดิมเป็นคำเหยียดคนพิการที่บกพร่องทางการเคลื่อนไหว อย่างที่เรารู้กันดีอยู่แล้วว่า คำว่าเควียร์ในภาษาอังกฤษนั้น ก็เป็นคำที่ใช้ดูถูกคนที่รักเพศเดียวกันมาก่อนเช่นกัน การช่วงชิงความหมายของคำด้านลบอย่างนี้ จึงสะท้อนได้ดีถึงการกู้คืนและโอบรับตัวตนที่เคยถูกกดขี่ ซึ่งเป็นแก่นของทฤษฎีเหล่านี้

เมื่อทุนนิยมลดทอนค่าคนพิการ – ในหนังสือ Crip Theory แม็กครูเออร์ยังเสนอไว้ด้วยว่า ระบบทุนนิยมแบบเสรีนิยมใหม่ (Neoliberal capitalism) นี่แหละคือตัวการสำคัญที่ตีตราเรือนร่างที่ไม่สเตรท หรือทำงานได้ไม่เต็มที่ตามหลักชีววิทยา ทั้งนี้ก็เพราะทุนนิยมมองคนในฐานะ ‘แรงงาน’ และให้ค่ากับแรงงานที่สามารถผลิตให้กับสังคมได้อย่างเต็มที่ตามความคาดหวังของระบบและนายทุน ดังนั้น ความเชื่อเรื่องความด้อยกว่าของเรือนร่างที่พิการจึงยิ่งถูกตอกย้ำในระบบนี้ และความไม่พิการ หรือก็คือร่างกายที่มีความ ‘มาตรฐาน’ กลายเป็นข้อบังคับของการอยู่รอด

*เนื้อหาต่อไปนี้มีการสปอยล์ภาพยนตร์เรื่อง Me Before You และ Thelma*

Crip theory & Pop culture – แม็กครูเออร์ให้ความสำคัญมากว่าทฤษฎีนี้จะต้องจับต้องได้และเป็นประโยชน์ต่อการเคลื่อนไหวระดับรากหญ้า เขาจึงได้ยึดโยงทฤษฎีไว้กับป็อปคัลเจอร์ เพื่อดูว่าวัฒนธรรมนี้สร้างความเป็นอื่นให้คนพิการอย่างไร และเราจะสร้างภาพแทนคนพิการที่ดีขึ้นได้ในทางไหนบ้าง

โดยรายงานจาก Ruderman Family Foundation ประเทศอเมริกา ชี้ว่าในปัจจุบัน บทส่วนใหญ่ก็ยังทำให้ความพิการดูเป็นเรื่องน่าหดหู่ คนไม่พิการไม่อยากเป็น คนรอบข้างก็ไม่อยากเห็น ตัวอย่างที่ชัดเจน ก็เช่นเรื่อง ‘Me Before You’ (2016) ซึ่งพระเอกเลือกที่จะตายผ่านการทำการุณยฆาตมากกว่าต้องอยู่แบบคนพิการ ราวกับจะบอกว่าการเป็นคนพิการไม่ควรค่าต่อการมีชีวิตอยู่ ทำให้เกิดความไม่พอใจหมู่คนพิการจำนวนมาก จนเกิดเป็น #MeBeforeEuthanasia และ #MeBeforeAbleism

ส่วนในประเทศไทยเองก็ไม่ต่างกันมากนัก ละครที่มีคนพิการมักจะสร้างภาพจำผิด ๆ เกี่ยวกับคนตาบอด หรือคนหูหนวกอยู่บ่อยครั้ง ที่สำคัญคือความพิการถูกทำให้เป็นเรื่องน่าอาย และเรื่องที่น่าสงสาร บทยอดนิยมคือคนพิการทางสมองหรือทางกายไม่สามารถใช้ชีวิตด้วยตัวเองได้ ซึ่งขัดแย้งกับความเป็นจริงของคนพิการจำนวนมาก

Thelma (2017): ชัยชนะของความพิการและความเควียร์ – ภาพยนตร์สัญชาตินอร์เวย์เรื่อง ‘Thelma’ ซึ่งเคยเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์นานาชาติยอดเยี่ยม เป็นหนังหนึ่งเรื่องที่ฉีกออกจากกระแสหนังคนพิการและสื่อถึงแก่นหลักของทฤษฎีคริพได้เป็นอย่างดี เธลม่า ตัวเอกของเรื่อง เริ่มรู้สึกว่าตัวเองชอบเพศเดียวกัน ในขณะเดียวกันนั้น เธอก็เกิดอาการชักขึ้นมา ซึ่งสืบสาวได้ไปถึงความบกพร่องทางสมองของเธอ นอกจากนี้ ความเป็นเควียร์ดูเหมือนจะเรียกพลังเหนือธรรมชาติที่อธิบายไม่ได้ในตัวเธอออกมาอีกด้วย

ด้วยความที่เธลม่าอยู่ในเมืองที่เคร่งศาสนา เธอจึงรังเกียจความเป็นเควียร์ในตัวเองอย่างมาก และมองว่าความแตกต่างทั้งด้านเพศวิถีและสมองทำให้เธอกลายเป็น ‘ปีศาจ’ พ่อของเธอก็พยายามทุกวิถีทางที่จะรักษาเธลม่าจาก “อาการป่วย” เหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ในตอนจบของเรื่อง เธลม่าก็คิดได้ว่าเธอไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ชีวิตเช่นนี้ ชีวิตที่หมดไปกับการต้องซ่อนและลบความเป็นตัวเอง เธอจึงฆ่าพ่อของตัวเองและใช้พลังวิเศษเพื่อเรียกผู้หญิงที่เธอรักให้กลับคืนมา ถึงแม้ว่าบทสรุปของเรื่องนั้นอาจจะดูรุนแรง แต่นี่ก็เป็นเหมือนการยืนยันว่าเธอเลือกที่จะโอบรับอัตลักษณ์ซ้อนทับอย่างที่เธอเป็น โดยไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขอะไรอีก

โลกอนาคตกับการโอบรับความพิการ – ภาพยนตร์เรื่อง Thelma บอกกับเราว่า ไม่ว่าจะเป็นเควียร์ คนพิการ และคนที่มีอัตลักษณ์เหล่านี้ทับซ้อนกัน ก็สามารถใช้ชีวิตในแบบที่เป็นได้ แต่ปัญหาอยู่ที่สังคมต่างหากที่ไปกีดกัน ลดทอน และตีตราเขา เพียงเพราะแค่เขาเบี่ยงออกจากบรรทัดฐานที่คุ้นชินและเป็นที่ยึดถือของคนส่วนมาก ซึ่งทฤษฎีคริพก็มุ่งแก้ปัญหานี้ โดยใฝ่ฝันและเรียกร้องโลกที่คนพิการเป็นส่วนหนึ่งได้อย่างไม่โดนปฏิบัติราวกับว่าแปลกแยก น่ากลัว หรือผิดปกติ

โลกที่ควรจะเป็นคือโลกที่โอบรับความพิการและความหลากหลาย ไม่ใช่โลกที่ปรับเปลี่ยนกลืนกินให้คนพิการต้องกลายเป็นคนไม่พิการ หรือโลกที่จัดให้คนพิการอยู่ในสถานะด้อยกว่าตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้หมายความว่า เราไม่ควรจะมี ‘Universal Design’ และกฎหมายที่อำนวยความสะดวกและการเข้าถึงความสะดวกต่าง ๆ ให้คนพิการ อย่างเช่น ลิฟต์หรือเบรลล์บล็อกบนฟุตบาท สิ่งเหล่านี้ยังจำเป็นอยู่ และเป็นสิ่งที่ต้องมีให้เป็นปกติ แต่แค่เรื่องนี้นั้นยังไม่เพียงพอ เราต้องรื้อถอนโครงสร้างต่าง ๆ ที่หนุนเสริมความคิดที่ว่าร่างกายที่ ‘ไม่พิการ’ นั้น เป็นข้อบังคับหรือเป็นความปกติเพียงหนึ่งเดียวไปพร้อม ๆ กันด้วย

ซึ่งจุดเริ่มต้นที่ดี อาจจะเป็นการชวนให้สังคมได้ขบคิดว่า เราอยากจะวัดคุณค่าของคนที่ความสามารถ (ตามมาตรวัดของระบอบทุนนิยม) ต่อไปจริง ๆ หรือ? แล้วแรงงานที่ต้องมีเรือนร่างเหมือนกัน มีทักษะครบตามมาตรฐานเดียวกัน เหล่านี้จะนำพาเราไปสู่ความยุติธรรมในสังคมได้อย่างนั้นจริงไหม? ที่สำคัญที่สุดคือเราต้องรับฟังเสียงและประสบการณ์ของคนพิการ แล้วนำมาผนวกรวมกับการต่อสู้ เพื่อไม่ให้ทฤษฎีหยุดอยู่แค่การเป็นทฤษฎี

#CripTheory #DisabilityRights
#RobertMcRuer #Thelma
#Spectroscope #WeScopeForYou

Content by Preeyanun Thamrongthankij
Illustration by Donnaya Tanpattamadilok
อ่านคอนเทนต์เรื่องเพศอื่น ๆ: https://bit.ly/3hhRUzp

อ้างอิง
Allison Hitt: https://bit.ly/2PP5cL3
Disability Studies Quarterly: https://bit.ly/2RtAnfe
Screen Queens: https://bit.ly/2SttsDx
Prachatai: https://bit.ly/2Sr5cC1
New York Times: https://nyti.ms/3vFFfNl
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

- Advertisement -
ปรียนันท์ ธำรงค์ธนกิจ
ปรียนันท์ ธำรงค์ธนกิจ
นักเขียนและนักอ่านที่จบเอกอังกฤษ โทปรัชญา จากอักษรศาสตร์ จุฬาฯ นอกจากทุกอย่างที่เกี่ยวกับ LGBTQ+ สนใจในประวัติศาสตร์และการเมืองอเมริกาเป็นพิเศษ เวลาว่างชอบถ่ายรูปกล้องฟิล์มและหากาแฟแปลก ๆ มาลองดริป (queer, she/her)
ดนยา ตันปัทมดิลก
ดนยา ตันปัทมดิลก
ปกติวาดภาพประกอบเป็นหลักค่ะแต่ทำพวก Graphic ด้วยนอกจากนี้ก็กำลังสนใจพวกโมชั่นดีไซน์ มีทำ MV ประกอบเพลงบ้าง วันหยุดชอบไปเที่ยววาดภาพเก็บบรรยากาศของสถานที่ๆไป