ชวนคุยกับ 6 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกะหรี่กับมูลนิธิ SWING เพื่อนพนักงานบริการ

- Advertisement -

“กะหรี่ชอบไปผิดลูกผิดเมียเขา”
“กะหรี่คืองานต่ำ”
“กะหรี่เป็นง่าย”
“มีแต่คนขี้เกียจเท่านั้นแหละที่เป็นกะหรี่”

หลากหลายสารพันเรื่องราวที่เป็นความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกะหรี่ ไม่ว่าจะเป็นการมองว่ากะหรี่เป็นคำลบ กะหรี่มีแต่ผู้หญิง หรือแม้กระทั่งลืมไปว่าผู้ค้าบริการนั้นก็เหมือนกับคนทั่วไปที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่มีทั้งพนักงานบริการที่เป็นผู้ชาย มีทั้งพนักงานบริการที่เป็นผู้หญิงข้ามเพศ​

วันนี้เราได้มีโอกาสพูดคุยกับมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ Swing Thailand เพื่อไขข้อข้องใจเกี่ยวกับ ‘พนักงานขายบริการ’ หรือ ‘กะหรี่’ ซึ่งเป็นคำที่ฝังอยู่ในหัวของหลายๆ คน โดยมูลนิธิเพื่อนพนักงานนั้นตั้งขึ้นมาด้วยการร่วมมือของ ‘สุรางค์ จันทร์แย้ม’ นักเคลื่อนไหวเพื่อสังคมและพนักงานบริการชายอีกจำนวนหนึ่ง โดยเริ่มขึ้นเพราะว่ามูลนิธิเพื่อผู้ค้าบริการทางเพศที่เป็นกลุ่มความหลากหลายทางเพศนั้นยังไม่มีอยู่ในตอนนั้น

“ตอนนั้นบ้านเราถ้าพูดถึง Sex Worker เราก็จะนึกถึงแค่ผู้หญิง แต่เรานึกไม่ออกว่าจะมีผู้ชายหรือสาวประเภทสองอยู่ ตอนเราทำงานมาได้ปีที่ 15 -16 ก็ได้มีโอกาสเจอพี่น้องที่เป็นสาวประเภทสอง เป็นผู้ชาย บางคนเข้ามาเพื่อร่วมกิจกรรม ขอเรียนหนังสือ เราก็ต้องปฏิเสธไปบางครั้ง เพราะเรายังคิดภาพไม่ออกว่าจะจัดการอย่างไร เพราะโครงการนี้สำหรับผู้หญิง แต่เมื่อมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราก็ตัดสินใจคุยกับพวกเขา พบว่าเขาเผชิญกับความยากลำบากอยู่มาก”

“ตอนนั้นความรู้ทางการแพทย์เกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ในเพศเดียวกันก็ยังแคบอยู่ เราเลยเสนอว่า อยากมีองค์กรหรือโครงการเป็นของตัวเองไหม พวกเขาสองสามคนก็ตอบอยาก เราก็เลยเริ่มกันจากการทำฐานข้อมูลชุดแรกว่ามีพนักงานบริการอยู่ตรงไหนบ้าง เพราะเราไม่มีฐานข้อมูลอะไรเลย เราต้องทำหลักฐานเชิงวิชาการขึ้นมา พอดีทาง USAID มีโครงการยุติปัญหา HIV ในผู้ชายที่มีความสัมพันธ์กับชาย เราเลยเริ่มทำเรื่องนี้ตั้งแต่ 2004 นี่เป็นจุดเริ่มต้นของ SWING” – สุรางค์​ จันทร์แย้ม

จากจุดเริ่มต้นในตอนนั้น มูลนิธิ SWING ได้ขับเคลื่อนและเป็นกระบอกเสียงในพนักงานบริการมาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดตอนนี้ทางมูลนิธิก็ได้ร่วมกับ Empower Foundation ร่วมรณรงค์ยกเลิก ‘พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539’ ให้ครบ 10,000 รายชื่อเพื่อยื่นรายชื่อเข้ารัฐสภาตามกระบวนการกฎหมาย

ในวันนี้เราจึงอยากชวนทุกคนมาเปิดใจฟัง 6 ข้อความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับ ‘กะหรี่’ ที่ได้มาจากการพูดคุยโดยตรงกับคนในมูลนิธิและพนักงานบริการ 6 คน เพื่อลบล้าง ‘Stigma’ หรือการตีตราแบบเก่าๆ ที่หลายๆ คนอาจจะเคยมองอาชีพนี้ในแง่ลบ และร่วมเป็นหนึ่งในรายชื่อที่เรียกร้อง ‘ความเป็นคน’ และ ‘สิทธิสวัสดิการ’ ให้กับเพื่อนพนักงานบริการผ่านทาง Swing Thailand (รายละเอียดเพิ่มเติม: https://bit.ly/3u6DlFD)

- Advertisement -

“คนนอกมักจะมองว่าเป็นพวกขี้เกียจ รักสบาย งานอื่นมีเยอะแยะไม่รู้จักทำ งานค้าบริการไม่ง่ายนะ มันต้องอาศัยศาสตร์และศิลป์ในการบริการผู้ที่มารับบริการ งานของเราเริ่มตั้งแต่การอาบน้ำให้เลยนะ ถ้าเป็นงานคอนโดมิเนียม คือไปตามที่อยู่ของลูกค้า เราก็จะเอาผ้าปูก่อนเพื่อไม่ให้ผ้าปู่ที่นอนลูกค้าเลอะ พอเสร็จงานก็ต้องอาบน้ำอีกรอบหนึ่ง เราถึงจะกลับได้”

“เราเริ่มจากการทำงานในซาวน่าก่อน เขารับสมัครนายแบบเราก็เลยไปสมัคร ตอนนั้นเราไม่รู้ว่าหน้างานเป็นอย่างไร คิดแค่ว่าน่าจะเป็นงานใส่กางเกงว่ายน้ำหรือกางเกงในเดินในนั้น แต่ก็ไม่ใช่แค่นั้น พอทำงานนี้ได้ซักพัก เขาก็ชวนไปทำงานในปาร์ตี้เกย์ ก่อนจะได้โอกาสไปถ่ายหนังโป๊ แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มเป็นผู้ขายบริการทางเพศเลย”

“เราไม่ได้เหมือนคนอื่นนะ คือเราตัดสินใจว่าเราจะขายบริการทางเพศ เราก็เดินเข้าตู้เหมือนอาบอบนวดไปเลย ถ้าเป็นคนอื่นอาจคิดแล้วคิดอีก แต่ของเราคือเข้าไปถามว่าจะต้องทำอย่างไร เขาบอกว่าแค่ถอดเสื้อเดินเข้าตู้ได้เลย เราเลยเริ่มการขายตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ไม่ได้ยั้งคิดเลยว่าจะอับอายขายหน้าเสื่อมเสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูล ไม่มีโมเมนต์นั้นเลย เราเป็นคนชอบเซ็กซ์อยู่แล้วก็เลยแฮปปี้ เราชอบถ่ายภาพนู้ดตั้งแต่สมัยเรียน ถ่ายเก็บไว้เป็นอัลบั้มส่วนตัว”

“ครอบครัวเรามีธุรกิจส่วนตัวที่ต่างจังหวัด ก็ไม่มีปัญหาทางการเงิน ที่บ้านก็รับได้ คนที่ต่างจังหวัดก็รู้ว่าเราขายบริการ เพราะเราออกรายการทีวี ก็กลายเป็นเหมือนการแถลงข่าว ทุกคนรู้ ญาติรู้ นี่คือทางเดินชีวิตเราเขาก็ไม่ยุ่งนะ แต่สิ่งที่สำคัญคือเราต้องดูแลชีวิตของเราให้ดี การเป็นเซ็กซ์เวิร์คเกอร์ ต้องดูแลตัวเองนะ ตรวจเลือดทุกสามเดือน รับยาป้องกันก่อนเสมอ ตลอดระยะเวลาสามปีที่เราทำงานอยู่วงการนี้เราทำทุกอย่างเพื่อให้ปลอดโรค”

“สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับเราคือลูกค้าไม่เสร็จ แต่เขาก็ให้เหตุผลว่าเขาเสร็จยากอยู่แล้ว เท่านี้เขาก็แฮปปี้และพอใจในบริการของเรา อันนี้เราว่าที่แย่คือบางทีลูกค้ามีรสนิยมทางเพศที่ไม่ได้แจ้งก่อนล่วงหน้า พอโชว์อยู่ในบาร์เสร็จ ลูกค้าสนใจก็ปิดห้องอาบน้ำ พอจังหวะสอดใส่ เขาก็เริ่มตบหน้าเราจนกระทั่งสำเร็จความใคร่ ถ้าเขาไม่ทำแบบนี้เขาก็จะไม่เสร็จ แต่สำหรับเราเองก็ต้องอยู่บนพื้นฐานที่เรารับได้ โดยปกติจะต้องแจ้งว่าใช้ความรุนแรงขนาดไหน”

“เราว่าถ้าหากเซ็กซ์เวิร์คเกอร์ไม่ผิดกฎหมายแล้วก็จะต้องมีการตรวจเลือดได้ทั่วไป มีการให้ความรู้ ตรวจสุขภาพ และเรียกเก็บภาษีกับสถานประกอบการที่มีการค้าประเวณี เพื่อนำกลับมาเป็นสวัสดิการกับผู้ค้าบริการทางเพศ และพัฒนาประเทศได้”

“คนไทยคิดว่าผู้หญิงขายตัวเป็นผู้หญิงชั้นต่ำ ไม่มีเงินเลยต้องมาทำงานนี้ แต่มันก็คืองานเหมือนกัน เขากลับเหยียดเหมือนกับว่างานนี้คนละชั้น ทั้งๆ ที่ก็ทำงานปกติ คุณถนัดอาชีพไหน คุณก็ทำอาชีพนั้น เราถนัดอาชีพไหน เราก็ทำอาชีพนั้น เขาก็ทำงานแบบเราไม่ได้ เราก็ทำงานแบบเขาไม่ได้”

“ตอนแรกที่แม่มาทำก็มีเหตุผลว่า เราคลอดลูกแล้ว สามีทิ้งไป ตอนนั้นไม่รู้จะทำอะไรเพิ่งอายุ 17 ปี ลูกก็ต้องกินนม ก็ต้องให้อยู่กับยาย ทำงานเป็นพนักงานห้างได้ปีหนึ่งไม่ไหว ตอนนั้นมีคนรู้จักทำงานในบาร์ ก็พาแม่มาเลือกบาร์ เราเลือกที่เป็นดนตรีสด เพราะดูเหมาะกับเรามากกว่า ลูกค้าก็แต่งตัวมิดชิด เป็นบาร์ปกติที่จะมีการขายเบียร์ มีอาหาร ส่วนมากลูกค้าก็มานั่งดื่มแล้วพวกเราเอนเตอร์เทน”

“ลูกค้าร้านเราส่วนมากจะเป็นอังกฤษ อเมริกา ออสเตรเลีย ฮอลแลนด์ เยอรมัน สวิตเซอร์แลนด์ แต่ลูกค้าคนไทยก็จะมีบ้าง ช่วงนี้ก็จะเป็นลูกค้าเมืองไทย หลังๆ ก็มีญี่ปุ่นด้วย เพราะซิตี้แบงค์มาเปิดใกล้ๆ ซอย แต่ญี่ปุ่นมักจะชอบไปบาร์อะโกโก้มากกว่า แล้วเราไปนั่งดริงก์กับลูกค้าได้ จะไปต่อหรือไม่ไปกับลูกค้าก็ได้ ถ้าไปต่อจะต้องจ่ายค่าตัวให้บาร์ยังไง จะไปแบบไหนต้องค้างคืนไหม อะไรแบบนี้เป็นต้น”

“ตอนนี้แม่ทำงานมา 20 ปีแล้ว ที่แย่ที่สุดที่เคยเจอคือลูกค้าอินเดีย 2 คน ทั้งๆ ที่บอกว่ามาคนเดียว เลยต้องรีบวิ่งหนีไม่งั้นไม่รอด เพราะช่วงนั้นทำงานใหม่ๆ ภาษาก็ไม่ได้ด้วย เจอรุมสองนี่ก็แอบตกใจ ส่วนเรื่องความรุนแรงอาจไม่เคย มีฉี่ใส่บ้าง อุจจาระใส่บ้าง แต่มีเคยโดนไม่จ่ายตังค่าตัว ลูกค้าขโมยเงินแล้วเอาเงินเรามาจ่ายค่าตัว แม่ว่าคนที่ยืนข้างทางจะเสี่ยงกว่า เพราะลูกค้าจะคนละแบบ”

“ส่วนมากทุกคนมาที่นี่ก็สมัครใจ เพราะทำงานสนุกและต้องการมีคนดูแล เพราะคนในซอยส่วนมากก็คือทำงานเพื่อครอบครัวกันทั้งนั้น ผ่านการมีชีวิตคู่มาแล้วและเยอะมากที่เป็นเหมือนแม่คือคลอดลูก ผัวทิ้ง บางคนลูกค้าพาไปข้างนอก น้ำนมยังไหล เขาก็ไม่ทำอะไร เขาสงสารก็เอาเงินให้แล้วไปซื้อนมให้ลูกกิน”

“ส่วนมากมาก็อยากให้มีแฟนต่างชาติดูแล ที่ร้านก็จะมีการขายออกไปเลี้ยงดูเลยที่ต่างประเทศ พอเขาได้เยอะ เขาก็ให้ร้านบ้าง ถ้าได้คนดูแลเป็นคนไทยก็จะเลี้ยงกันที่สองหมื่นสามหมื่น ถ้ารวยหน่อยก็สี่หมื่นห้าหมื่น ส่วนคนต่างชาติก็จะประมาณห้าหมื่น”

“แม่เองก็มีคนดูแล ตอนแรกเขาจะเอาไปอยู่ด้วย แต่ว่าแม่ของแม่เองเป็นคนพิการ เรามีห่วงเยอะเลยไม่ไป แต่ไปสองสามเดือนได้ นานๆ ไปไม่ได้ ตอนไปอยู่สวิตเซอร์แลนด์ได้อาทิตย์ละหมื่น แต่มันก็ไม่เหมือนกัน เพราะอยู่ที่นี่เรามีเพื่อนแวะมาครบทุกมุมโลก ได้เรียนรู้ภาษาแสลงของเขา”

“จริงๆ เซ็กซ์เวิร์คเกอร์มันยากนะ เพราะเราต้องเป็นผู้คลายเครียดทั้งอารมณ์ ทั้งความสุข ทั้งความต้องการทางเพศ ตอนที่เขามาเขาก็อยากคลายเครียดถูกไหม เราก็จะไม่ถามเรื่องครอบครัวเขา เราจะทำแค่เรื่องสนุก ถามคำถามแบบชอบเพลงนี้ไหม ชอบเที่ยวไหน ไปเที่ยวที่ไหนมาแล้วบ้าง แน่นอนว่าช่วงอารมณ์ไม่ไหวก็มี แต่ก็ต้องเดินหนี ต้องเลี่ยงความขัดแย้งให้ได้มากที่สุด เพราะเราถือว่าป็นหน้าตาของประเทศไทย เราต้องระงับอารมณ์ให้ดี เพราะเราก็อารมณ์รุนแรงเหมือนกัน ด่าเก่งเหมือนกัน เราต้องให้คนอื่นมาดูแลแทนเรา”

“งานเซ็กซ์เวิร์คเกอร์ก็คืองาน แม่ทำงานนี้ แม่สามารถเลี้ยงดูแม่ตัวเอง ลูกตัวเองได้ แม่ทำอาชีพได้หลายอย่าง แต่ว่าแม่ก็ชอบทำงานบาร์ ชอบขายอาหาร ชอบขายบริการ เราทำงานนี้เราโดนอี๋ใส่ โดนมองว่าเป็นผู้หญิงอย่างว่า แต่เราก็ไม่เคยตอบโต้เขา เพราะเราไม่ได้ไปทำงานเบียดเบียนใคร ถ้าถูกกฎหมายเราก็คงจะได้สวัสดิการทางสังคม ทางรัฐ เหมือนประชาชนทั่วไป”

“คนส่วนใหญ่คิดว่าคนทำงานพัทยาจะเป็นกะหรี่ทั้งหมด ทั้งที่บางคนเป็นนางโชว์ บางคนทำงานขายเครื่องสำอาง บางคนทำงานในออฟฟิศ เวลาหนูมาจากไหนแล้วตอบว่ามาจากพัทยาค่ะ สายตาเขาก็จะเริ่มมองดูถูกแล้วว่าเป็นกะหรี่แน่นอน แล้วยิ่งเป็นสาวประเภทสองด้วยเนี่ย พอบอกว่ามาจากพัทยาเขาจะเริ่มมองเลย ทำงานอะไร ขายบริการทางเพศหรือเปล่า”

“เริ่มแรกเราทำงานโรงงาน มีแฟนเป็นคนไทยอยู่กันมาห้าปีแล้วแต่ไม่มีอะไรดีขึ้น มีแต่หนี้สินเพิ่มขึ้น จนกระทั่งเลิกกัน เราใฝ่ฝันว่าอยากเป็นนางโชว์ เลยไปหางานทำที่พัทยา เดินหางานโดยไม่รู้จักใครเลย บังเอิญเดินเข้าไปพัทยาซอย 2 ตรงนั้นจะมีบาร์สาวประเภทสองอยู่ เขาใส่ชุดนางโชว์ออกมาเรียกแขก เราคิดว่ามันคือเธียร์เตอร์ คือคาบาเรต์นางโชว์ เราก็เคยเห็นแต่แผ่นซีดีสมัยก่อนว่าเขาแต่งตัวสวยๆ ไม่รู้ว่าเบื้องหน้าเบื้องหลังเป็นอย่างไร เลยตัดสินใจถามไปว่าตรงนี้มีโชว์คาบาเรต์ใช่ไหม ถ้าอยากทำงานต้องทำอย่างไร เขาบอกให้ไปติดต่อคุณแม่ข้างใน เราเข้าไปเห็นเขาใส่ชุดว่ายน้ำ เต้นอยู่บนฟลอร์ มีลูกค้านั่งอยู่”

“วันแรกเป็นเด็กใหม่ ปกติเขาให้ตอกบัตรหกโมงเย็น แต่เรามาบ่ายสามก็ไม่มีใครเลย ข้างบนเป็นโรงแรมแล้วมีเบลล์บอยเดินมาถามว่า น้องทำงานที่นี่รึเปล่า เราก็ตอบไปว่าใช่ เพิ่งมาเริ่มงานวันแรก เขาก็ถามว่า ‘ไปแขก’ ไหม เราก็งง แต่เราก็ตอบรับ เพราะเห็นเขาว่าเป็นเด็กนวด ก็นึกว่าจะเป็นเหมือนวดให้ตายายที่บ้าน พอไปถึงก็เป็นผู้ชายผิวดำพร้อมที่จะมีเซ็กซ์แล้ว เรามีพื้นฐานภาษาอังกฤษนิดหน่อยก็ถามเขาไป พอนวดสักพักผู้ชายก็ขอมีอะไรกับเรา เขาก็ถามราคา เราไม่รู้เรท เราเลยให้เขาตัดสินใจ เขาให้เรามา 3000 หนึ่งชั่วโมง พอทำจริงก็ไม่ถึงชั่วโมงหรอก เขาจ่ายเงินเสร็จก็ลงมา เราได้ลูกค้าสองรอบ ก็ได้ 6000 บาท ต่างจากทำงานโรงงานที่ทำหนึ่งเดือนถึงได้เงินเท่านี้”

“พอเราเห็นเงินเยอะๆ เราก็มีความกระตือรือร้น ช่วงนั้นยังไม่ได้ทำศัลยกรรมอะไรเลย หน้ายังเหมือนปลาบู่ชนเขื่อน อกก็พินาศ นมก็ไม่มี คนที่เขาอยู่บนฟลอร์ เขาทำมาเรียบร้อยแล้ว หลังจากทำงานมาที่นี่ประมาณสองเดือนเริ่มไม่ได้แขกแล้ว เริ่มนอยด์ เพื่อนแนะนำให้ไปนั่งร้านบาร์เบียร์ ไม่ต้องโชว์ เราก็เจอผู้ชายคนหนึ่ง เขามาเลี้ยงดื่มทุกวันๆ แต่พอนางจะกลับประมาณสามวัน นางจ่ายค่าบาร์ก็ขอเลขที่บัญชีไป ขอคุยผ่านสไกป์ สองสามวันคุยกันที เขาบอกว่าไปเช็คดูธนาคาร ผู้ชายส่งเงินให้ห้าหมื่นบาทครั้งแรกในชีวิต เราก็จองคิวทำนมเร่งด่วนเลย เราอยากมีเหมือนคนอื่นเขา เราเริ่มรู้จักการเอาใจแขก เราก็ออกจากบาร์มายืนในถนนคนเดินแทน ในนั้นก็มีลูกค้าหลายรูปแบบ เช่น ลูกค้าขาจร งี่เง่า ลูกค้าเล่นยา มีหลายรูปแบบ”

“เคยเจอลูกค้ารัสเซียถามว่าราคาเท่าไหร่ เราก็ตอบไปว่าชั่วโมงเท่านี้ ค่าบาร์เท่านี้ เขาก็จ่ายแล้วพอไปถึงโรงแรมบอกว่า เอ้า ไม่ใช่ผู้หญิง ก็เกิดทะเลาะกันเกือบลงไม้ลงมือ เราตัดสินใจให้กลับไปเอาเงินที่บาร์ได้ แต่ก็มีเรื่องวุ่นวาย เพราะเขาไม่พอใจ ตำรวจมาเราก็เกือบโดนข้อหาค้าประเวณีนะ แต่เจ้าของบาร์ก็ช่วยพูดให้ว่าไม่ได้ขาย เจ้าของร้านบอกว่าลูกค้าหาเมื่อไหร่ก็ได้แต่หาพนักงานมาทำที่ร้านยากกว่า”

“เรื่องกระทบกระทั่งกับตำรวจมีบ่อยมาก เราเดินไปซื้อของเซเว่น เขาก็มาตรวจพอดี เขาถามบัตรประชาชนเราและถามว่าเป็นคนไทยรึเปล่า เราก็ตอบว่าใช่ สรุปยึดบัตรประชาชนไป แล้วให้เราเสียค่าปรับข้อหาเตร็ดเตร่เพื่อค้าประเวณี แต่ถ้าผู้หญิงแท้ๆ จะไม่โดนนะ เราเจออย่างนี้บ่อยก็เรียกร้องหรือต่อรองไม่ได้ เพราะถ้ามีปัญหาก็จะยิ่งโดนยัดข้อหา เพราะว่าพวกนี้เคยอุ้มสาวประเภทสองไปเซฟเฮ้าส์แล้วข่มขืนก็มี พอเป็นอย่างนี้เราโดนลูกค้าทำร้าย เราก็ไม่กล้าแจ้งความ เพราะเรายังผิดกฎหมายอยู่ ถ้าเราแจ้งความ เราก็โดนข้อหาค้าประเวณีด้วย ”

“ในความคิดเรานะ ไม่มีใครอยากทำอาชีพแบบนี้หรอก แต่หลายๆ องค์ประกอบมันบังคับให้ทำ อย่างสาวประเภทสองที่ทำศัลยกรรมมาแล้ว ไปสมัครงานตามออฟฟิศหรือห้าง เขาเห็นคำนำหน้าเราเป็นนาย เขาก็จะประเมินว่าเราไม่ทนงาน แต่งานบริการทางเพศได้เงินดีกว่าด้วย เราก็เลยทำ เพราะเราคิดว่าไม่มีอาชีพไหนต่ำ ถ้าเราทำด้วยใจสูง เราไม่ได้ทำแล้วสบายคนเดียว ครอบครัวเราก็สบายด้วย กล้าพูดเลยว่าพนักงานบริการกว่า 98% ในที่นี่ทำงานเพื่อส่งเงินกลับบ้านไปดูแลครอบครัว”

“หลายคนอาจคิดว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพชายขอบ ต้อยต่ำ ไม่มีค่า ใครหลายคนก็ดูถูก แต่ลองยกตัวอย่างนะ ถ้าพ่อแม่ทางฝ่ายหญิงให้ฝ่ายชายมาขอ ก็เหมือนเขามาซื้อบริการลูกสาวคุณแบบซื้อขาด ซื้อประมาณหนึ่งล้านบาทแล้วอยู่ด้วยกันยี่สิบปี เธอมีเซ็กซ์กี่ครั้งต่อวัน ลองเอาจำนวนนั้นมาบวกลบคูณหารสิ มาบอกว่าเซ็กซ์เวิร์คเป็นงานต่ำ ทั้งๆ ที่คุณก็ขายลูกสาวกินเหมือนกัน เรามองว่าอะไรที่มีเพศสัมพันธ์กับคนอื่นแล้วได้สิ่งของตอบแทน ก็เป็นการค้าประเวณีทั้งหมด เพียงแค่ไม่ใช่รูปแบบของเงินเท่านั้นเอง”

“เราว่าถ้ามันไม่ผิดกฎหมาย มันก็จะต้องมีอะไรมารองรับจากรัฐบาลได้ เราเป็นผู้เสียหายเราก็ต้องแจ้งความได้ เราจะเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ง่ายขึ้น เพราะอาชีพนี้ก็ไม่ต่างจากอาชีพอื่น เราก็ควรจะได้ประกันสังคม พอตกงานมีประกันสังคมรองรับ ตอนนี้เราทำงานเบื้องหลังแทน ทำให้กับ SWING เป็นเจ้าหน้าที่พาร์ทไทม์ เชิญให้พนักงานบริการเหมือนกันหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น สุขภาพโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพราะทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์ก็มีความเสี่ยงได้หมด เราก็พยายามให้เขาหันมาสนใจใส่ใจสุขภาพกับเรา โดยถ่ายทอดว่าทำงานอย่างไรให้ปลอดภัยและไม่เสียชีวิตก่อนวัยอันควร”

“มันมีการเหมารวมมาตลอดว่าเป็นกะเทยต้องขายบริการ เป็นช่างเสริมสวยหรือนางโชว์เท่านั้น แต่จริงๆ เป็นเพราะสังคมและกฎหมายที่ไม่ได้ยอมรับเพศหลากหลาย ทำให้มีการเลือกปฏิบัติในการสมัครงานเกิดขึ้น แค่เพียงเพราะเราไม่ใช่ผู้ชาย ไม่ใช่ผู้หญิง ไม่ใช่เพศที่ตรงกับคำหน้านาม เราเลยต้องเลือกไปทำงานตรงนั้นแทน การตีตราว่ากะเทยต้องมีความรักแล้วโดนทิ้ง หรือไม่ประสบความสำเร็จ ก็เกิดจากประเด็นอื่นๆ ทางสังคมที่เบียดเราไปอยู่ตรงชายขอบมากกว่า”

“หลังจบมหาวิทยาลัย เราก็ทำบริษัททัวร์ และเพราะจบภาษาบาฮาซา-มลายูมา ก็เคยไปทำงานที่ประเทศมาเลเซียมาช่วงหนึ่ง สมัยนั้นการสมัครงานของคนข้ามเพศยังประสบปัญหาอยู่ เนื่องจากไม่มีการรับรองเพศสภาพ ส่งผลให้เกิดการเลือกปฏิบัติ เราเป็นผู้หญิงข้ามเพศ ส่งใบสมัครก็โดนปฏิเสธมาตลอด เลยเลือกทำงานที่กอล์ฟคลับในมาเลเซีย แต่ทำได้ไม่นานนักก็กลับมาประเทศไทย ทำงานเป็นนางโชว์คาบาเรต์ที่หาดใหญ่อยู่หลายปี”

“ครอบครัวพี่เป็นข้าราชการ พี่เป็นหลานชายคนแรกของบ้าน พอเรียนมหาวิทยาลัยก็เรียนใกล้บ้าน แต่พี่ก็ทำงานโชว์ที่มาเลเซียสลับไป เพราะเคยขอเงินพ่อว่าจะมาทำหน้าอกแปลงเพศ พ่อบอกว่าไม่ต้องขอ ไม่ให้ ถ้าอยากทำก็ไปทำเอง พี่เข้าใจว่าพ่ออนุญาต แต่เขาพูดเพราะคิดว่าเราทำไม่ได้ เราดันทำได้ เก็บเงินผ่าตัดแปลงเพศ ศัลยกรรมหน้าอกเพื่อการข้ามเพศด้วยเงินตัวเองตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยปี 3”

“ตอนเป็นนางโชว์ที่หาดใหญ่ ก็มีกลุ่ม USAID ให้ทุนมาเจอพี่ ตอนนั้นยังเป็นนักแสดงอยู่ก็มาร่วมกินข้าวด้วย ก็เลยให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้หญิงข้ามเพศที่อยู่หลังเวที เป็นกระบอกเสียงแทนเพื่อนๆ หลังจากวันนั้นเราก็รู้สึกว่าตัวเองสามารถสื่อสารติดต่อกับองค์กรอื่นๆ ในการเผยแพร่ชุดข้อมูลเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม หลังจากนั้นก็มีคนมาติดต่อทาบทามพี่โดยเปิดตำแหน่งใหม่ให้เป็นฝ่ายกิจกรรมพิเศษ ทำงานที่สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย จังหวัดสงขลา พอหมดโครงการ เราย้ายไปทำงานอีกองค์กรหนึ่งแต่ก็รู้สึกว่ายังไม่ตอบโจทย์ พอเห็น SWING รับสมัครงานพอดี และเป็นองค์กรที่เริ่มจากเซ็กซ์เวิร์คเกอร์ เราเลยคิดมาทำ”

“สิ่งที่เรารณรงค์มาตลอดคือ สิทธิ สุขภาพ การศึกษา ถ้าการขายบริการไม่เป็นอาชญากรรม คนทำงานก็สามารถเข้าถึงสิทธิพื้นฐานทุกอย่างได้โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ เขาจะมีประกันสังคม ได้รับการคุ้มครอง ความคิดเรื่องงานบริการมันก็จะเปลี่ยนไป การรับรู้ของคนในสังคมก็เปลี่ยนไป”

“คนอาจมองว่าผู้ชายที่มาทำงานขายบริการ อาจเป็นคนชอบเพศเดียวกันเท่านั้น แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ เขาอาจประกอบอาชีพนี้เพื่อดูแลครอบครัว มีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันเพราะเรื่องของงาน เวลามีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย เขาอาจต้องเป็นฝ่ายรับแทน เพราะว่าไม่มีอารมณ์ทางเพศกับคนเพศเดียวกัน”

“เราเริ่มทำงานนี้เพราะเหตุผลทางครอบครัว พ่อแม่เราเป็นชาวไร่ชาวนา แล้วเราเป็นลูกคนโต พอเรารู้ว่าภาระที่บ้านมีอะไรบ้าง เรามีน้องต้องเรียนหนังสือ แต่ไม่มีเงิน เราก็เลยไปทำงานโรงงาน ย้ายไปหลายที่ แต่รายได้จากโรงงานก็ไม่มากพอ พอดีรู้จักคนที่ทำงานกลางคืน ถ้าทำตรงนี้รายได้ก็ดีกว่าที่ทำงานโรงงาน และมีโอกาสได้มากกว่า ถ้าเราได้ลูกค้าบ่อย จำนวนเงินมันก็เพิ่มมากขึ้น ตอนทำงานโรงงานได้วันละ 50 บาท เดือนนึงได้ 4,000 กว่าบาท ซึ่งไม่พอใช้ นั่นเลยทำให้เราเข้ามาสู่อาชีพนี้ เพื่อที่จะทำงานที่รายได้สูงกว่า ดูแลครอบครัวเราได้”

“ในตัวเนื้องานการขายบริการก็ไม่ต่างกัน เพราะสุดท้ายมันก็คือเพศสัมพันธ์เหมือนกัน คนก็ต้องการเพื่อนคุย เพื่อนเที่ยว เพื่อนกินเหล้าหรือเซ็กซ์ แต่ด้วยบริบทการยอมรับทางสังคม กฎของบาร์ที่แตกต่างกันก็จะทำให้ต่าง โดยเฉพาะพอเป็นผู้ชายมาขายบริการ ก็ได้ยอมรับน้อยกว่าผู้หญิง เพราะบ้านเราโฟกัสคำว่าคนกลางคืนหรือคนขายบริการไปที่เพศหญิงอย่างเดียว พอเป็นเพศชายหรือสาวประเภทสองเข้ามา ก็จะโดนตีตรา พอคนกลุ่มนี้ไปหาหมอ เขาก็ลำบากใจที่จะบอกว่าเขามีพฤติกรรมแบบนี้ เพราะถ้ามองจากสายตาคนภายนอก เขาจะรักษาต่างไปจากคนที่รู้วิธีการทำงาน คือพอคนขายบริการเป็นผู้ชายก็จะคิดไปเลยว่าต้องเป็นฝ่ายรุก ก็จะตรวจอวัยวะเพศอย่างเดียว แต่มันอาจผิด เพราะเขาอาจไม่ได้ใช้ตรงนั้นทำงานเลยก็ได้”

“พี่โชคดีหน่อยที่ไม่เคยเจอลูกค้าร้ายๆ สิ่งที่เจอมักจะเป็นทัศนคติของคนรอบข้างที่ดูถูกเราว่าเป็นแค่กะหรี่ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องจริงจังอะไร สุดท้ายเราอยู่ด้วยกันได้ ไกล่เกลี่ยเคลียร์กันได้ แต่ถ้าที่เพื่อนเคยเจอ เพื่อนเราเป็นผู้ชาย รับแขกมาหนึ่งแต่พอไปถึงโรงแรมมีอยู่ในห้องอีก 3-4คน รุมเพื่อนเรา ซึ่งทุกเพศก็เจอเรื่องแบบนี้ ไม่ว่าจะชาย สาวประเภทสอง หรือเพื่อนที่เป็นผู้หญิง”

“คนมองว่าอาชีพนี้มีแต่พวกขี้เกียจ มักง่าย แต่จริงๆ ถ้าลองให้เราไปมีเพศสัมพันธ์กับคนหนึ่งที่ไม่รู้จักมาก่อน มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย กะหรี่ไม่ได้แปลว่านอนด้วยกันแล้วก็จบนะ เราต้องมีทักษะการพูดคุยกับลูกค้า มีจิตวิทยาที่จะทำให้เขาสบายใจ ให้เขาเลือกเรา แล้วก็ต้องให้เขาไม่ทำร้ายเราด้วย มันมีองค์ประกอบมากกว่านั้น แต่คนส่วนใหญ่มองว่าเรื่องเซ็กซ์มันง่าย แต่ความเป็นจริงการบริการให้เขามีความสุขได้ ต้องใช้ทักษะเยอะมาก ”

“เรามองว่าพ.ร.บ.ที่มีอยู่ทุกวันนี้กลายเป็นสิ่งที่ทำให้คนมาหาผลประโยชน์จากพวกเราด้วยซ้ำ แค่ต้องเสียค่าปรับ 500 บาททุกครั้งก็ไม่ถูกอยู่แล้ว เราเจอการเอารัดเอาเปรียบจากแต่ละส่วนงานมาเยอะ พวกเราทำงานกลางคืนไม่มีสวัสดิการจากรัฐเลย แถมยังต้องเสียภาษีนอก ภาษีใต้โต๊ะทุกเดือน ถ้ายกเลิกตรงนี้ให้เราไปอยู่ภายใต้กฎหมายแรงงาน เราได้ประกันสังคมแน่ๆ แล้วพวกเรายอมจ่ายภาษีอยู่แล้ว เพราะภาษีใต้โต๊ะแพงกว่าภาษีบนดินด้วยซ้ำ”

“เราถูกปลูกฝังมาตลอดว่าคนขายบริการเป็นคนที่มีเชื้อโรค พูดจาหยาบคายเหมือนในละคร แต่ผ่านไปสักพักเราก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่ สิ่งที่เรากลัวมันก็หายไปเพราะมันไม่ใช่ความจริง เขาก็พูดจาเพราะ เรียกเราพี่ เรียกเราน้อง”

“เราสนใจงานนักกิจกรรมเพราะพี่สาวตัวเองเป็น NGO ที่ทำงานในกรุงเทพฯ เราก็มาเรียน เลิกงานแต่ละวัน พี่สาวก็จะเล่าเรื่องการไปลงชุมชนมาว่าเจอปัญหาอะไรบ้าง เราเลยซึมซับการทำงานช่วยเหลือคนอื่นมาตลอด เห็นคุณแม่ให้ความช่วยเหลือคนในหมู่บ้านตั้งแต่เด็ก มาเห็นพี่สาวอีก เรารู้สึกว่ามันเท่มาก อยากทำงานแบบนี้”

“พอเรียนจบ องค์กรเก่าของพี่สาวตั้งกลุ่มละครเพื่อรณรงค์เรื่อง HIV ขึ้นมา เราเรียนจบนาฎศิลป์ก็เลยเอาความรู้ตรงนี้ไปช่วยเขา ณ ตอนนั้นยังไม่รู้หรอกว่าตอนนั้นเขาทำงานกับเซ็กซ์เวิร์คเกอร์ เพราะเราถูกบอกมาตลอดว่าคนพวกนี้เป็นผู้หญิงไม่ดี แล้วเรานิยามตัวเองว่าเราเป็นผู้หญิงดี วันแรกที่เจ้านายในองค์กรเก่านัดให้มาเจอ เขานัดเราไปที่พัฒน์พงษ์ เราก็กลัวคนอื่นจะเข้าใจผิดว่าเราทำงานขายบริการ เรารู้สึกว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ของเรา แต่ใจก็อยากทำงาน อาทิตย์แรกเราเข้าไป เราไม่กล้ากินข้าวดื่มน้ำในที่ทำงานเลย”

“เราเข้าไป เราเริ่มสังเกตว่าเราต้องทำงานอะไร เพราะไม่มีใครบอกว่าเราต้องทำอะไร เราต้องคิดเอง แล้วเราสังเกตว่าทุกวัน พี่พนักงานบริการจะชอบให้เราอ่านคอลัมน์ดูดวงในหนังสือพิมพ์ให้ เราก็ต้องอ่านให้ฟัง แล้วเราก็เกิดคำถามว่าทำไมเขาไม่อ่านเอง เขาบอกว่าอ่านไม่ออก ไม่ได้เรียนหนังสือ และนั่นเป็นจุดเริ่มให้เราสอนเขียนสอนอ่านภาษาไทยจากคอลัมน์ดูดวง พอเริ่มเขียนได้ สิ่งที่เขาร้องขอกันหลายคนคืออยากเขียนจดหมายหาลูก พอเขียนได้ เขาดีใจน้ำตาไหล เพราะมันคือความภาคภูมิใจในความเป็นแม่ ตอนนั้นเรารู้สึกเลยว่านี่แหละ คืองานที่ใช่”

“ตอนนั้นบ้านเราถ้าพูดถึงเซ็กซ์เวิร์คเกอร์ เราก็จะนึกถึงแค่ผู้หญิง แต่เรานึกไม่ออกว่าจะมีผู้ชายหรือสาวประเภทสองอยู่ ตอนเราทำงานมาได้ปีที่ 15-16 ก็ได้มีโอกาสเจอพี่น้องที่เป็นสาวประเภทสอง เป็นผู้ชาย บางคนเข้ามาเพื่อร่วมกิจกรรม ขอเรียนหนังสือ เราก็ต้องปฏิเสธไปบางครั้ง เพราะเรายังคิดภาพไม่ออกว่าจะจัดการอย่างไร เพราะโครงการนี้สำหรับผู้หญิง แต่เมื่อมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราก็ตัดสินใจคุยกับพวกเขา พบว่าเขาเผชิญกับความยากลำบากอยู่มาก อย่างแรกคือการเป็นเซ็กซ์เวิร์คเกอร์ก็เป็น Stigma ระดับหนึ่ง พอเป็นผู้ชายอีกก็กลายเป็น Stigma ซ้ำ”

“สังคมเราคาดหวังกับเพศสภาพที่ชายจะต้องแข็งแกร่ง เมื่อเขามาขายบริการ หากเจอปัญหาไม่สบาย เจ็บป่วย ก็ไม่รู้จะต้องไปที่ไหน ตอนนั้นความรู้ทางการแพทย์เกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ในเพศเดียวกันก็ยังแคบอยู่ เราเลยเสนอว่า อยากมีองค์กรหรือโครงการเป็นของตัวเองไหม พวกเขาสองสามคนก็ตอบอยาก เราก็เลยเริ่มกันจากการทำฐานข้อมูลชุดแรกว่ามีพนักงานบริการอยู่ตรงไหนบ้าง เพราะเราไม่มีฐานข้อมูลอะไรเลย เราต้องทำหลักฐานเชิงวิชาการขึ้นมา พอดีทาง USAID มีโครงการยุติปัญหา HIV ในผู้ชายที่มีความสัมพันธ์กับชาย เราเลยเริ่มทำเรื่องนี้ตั้งแต่ 2004 นี่เป็นจุดเริ่มต้นของ SWING”

“อุปสรรคสำหรับงานบริการก็คือกฎหมายยังเอาผิดคนพวกนี้อยู่ เขาแค่ก้าวออกมาจากบ้านก็ผิดกฎหมายแล้ว พอเป็นคนที่ทำงานผิดกฎหมาย การปฏิบัติของคนอื่นก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง การได้รับรัฐสวัสดิการหรือสิทธิก็จะแตกต่างจากคนอื่น นี่ชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำ เราจึงต้องจัดการกฎหมายที่มาครอบแล้วทำให้งานบริการเป็นภาพแง่ลบ คนทำงานบริการกลายเป็นอาชญากรที่ก่ออาชญากรรม ทั้งๆ ที่เขาก็เป็นคนที่ทำงานเหมือนๆ กับพวกเรา”

ช่องทางการติดต่อภาคีสื่อ: SWING THAILAND
ที่อยู่: อาคารเลขที่ 3 ชั้น 5 ซอยพัฒษ์พงศ์, 1 Thanon Surawong, Bang Rak, Bangkok 10500
Facebook: Swing Thailand
E-mail: noppanai.swing@gmail.com
Website: https://www.facebook.com/swing.thailand.1
โทรศัพท์: 02-632-9501

#SWING_TH #มูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ
#ขายตัวไม่ใช่อาชญากรรม #Sexworkiswork
#Decriminalizesexworker
#ภาคีสื่อความหลากหลายทางเพศ

Content by Va/Waranya Buranakarn
Graphic by Napaschon Boontham
สนทนาเรื่องเพศได้ที่กลุ่ม ‘เพศ’: https://bit.ly/2LKTzTg
อ่านคอนเทนต์เรื่องเพศอื่นๆ: https://bit.ly/3hhRUzp
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

- Advertisement -
วา/วรัญญา บูรณากาญจน์
วา/วรัญญา บูรณากาญจน์
Self-proclaimed visual artist, part-time journalist, full-time bullshit. Meet me virtually at @vavantgarde (instagram)
นภัสชล บุญธรรม
นภัสชล บุญธรรม
Illustrator & Graphic Designer