เมื่อมีคนอยากให้ใช้คำว่า Humanist แทน Feminist

- Advertisement -

“ถ้าเรียกร้องเรื่อง ‘ความเท่าเทียม’ ของทุกเพศ ทำไมถึงใช้ชื่อว่า “เฟมินิสม์” ล่ะ?”
“เชื่อว่าทุกเพศควรเท่ากันนะ แต่ไม่ขอเรียกตัวเองว่าเฟมินิสต์”

นี่คือคำพูดที่เห็นได้บ่อยครั้งในโลกออนไลน์ จากปรากฏการณ์ที่คนจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ปฏิเสธป้าย ‘Feminism’ (เฟมินิสม์) บ้างก็ตั้งข้อวิจารณ์ว่าจะดูเป็นการย้อนแย้งเกินไปถ้าหากคำเรียกมูฟเมนต์ยังผูกติดอยู่กับแค่ ‘เพศหญิง’ ทั้งที่ป่าวประกาศว่าอยากให้ทุกคนเท่ากัน? รวมทั้งบางคนก็บอกชัดเจนว่าไม่เรียกตัวเองว่า ‘เฟมินิสต์’ เพราะไม่อยากเกี่ยวข้องกับภาพจำแง่ลบที่ติดมา คนเหล่านี้ที่ต้องการจะยืนยันว่าตัวเองไม่สนับสนุนการกดขี่ของมนุษย์ จึงหันไปหาป้ายอื่นอย่าง ‘Humanist’ หรือ ‘Egalitarianist’ แทน แต่หลากหลายเหตุผลก็ยังชี้ชัดว่าในบริบทของการเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศ การใช้คำว่า ‘เฟมินิสม์’ ยังจำเป็นอยู่ และการเอาคำที่ไม่มีเพศมาแทนก็คือลดทอนการเคลื่อนไหวอย่างหนึ่งนี่เอง

SPECTROSCOPE: เมื่อมีคนอยากให้ใช้คำว่า Humanist แทน Feminist


เพราะตั้งแต่อดีต คือ ‘ผู้หญิง’ ที่ถูกกดขี่ – คำว่า ‘Féminisme’ ถูกบัญญัติขึ้นในปี 1837 โดย ‘Charles Fourier’ นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสเพื่อกล่าวถึงอิสรภาพของผู้หญิงในยูโทเปียแบบสังคมนิยมตามความคิดของเขา ต่อมาในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 คำนี้ก็ถูกนำมาใช้เรียกการเคลื่อนไหวเพื่อ ‘สิทธิในการโหวต’ ที่ผู้ชายมีแต่ผู้หญิงไม่มี จากนั้นก็มีการใช้คำนี้กันเรื่อยมากับการเรียกร้องเพื่อการปลดปล่อยผู้หญิงในแง่อื่น ๆ ในช่วงปี 1960s จนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการทำงานนอกบ้าน หรือเสรีภาพเรื่องเพศวิถีของตัวเอง ดังนั้น ถึงจะจริงที่เป้าหมายการเรียกร้องของเฟมินิสม์ก็คือความเท่าเทียมกันของทุกคน แต่ในการจะไปถึงจุดนั้นได้จำเป็นต้องผ่านการการแก้ไขปัญหาการกดขี่ ‘เพศหญิง’ ที่ด้อยกว่าในเรื่องสิทธิและเสรีภาพมาโดยตลอด ซึ่งนี่ก็เป็นทั้งจุดเริ่มต้นและงานหลักของมูฟเมนต์นี้ อีกทั้งการเคลื่อนไหวในปัจจุบันที่ยังใช้คำนี้อยู่ก็เหมือนเป็นการให้เกียรติและรำลึกถึงคนที่จุดประกายการต่อสู้นี้ขึ้นมา ซึ่งก็คือ ‘ผู้หญิง’ ด้วย

เพราะ ‘Humanism’ และ ‘Egalitarianism’ ไม่ตอบโจทย์ – คำว่า Humanism นั้นเป็นปรัชญาที่เกิดขึ้นในยุค Enlightenment หรือราวศตวรรษที่ 18 ซึ่งปฏิเสธชีวิตและองค์ความรู้ที่ถูกกำหนดโดย ‘ศาสนา พระเจ้า หรือสิ่งเหนือธรรมชาติ’ และเชื่อในเกียรติและความเท่าเทียมกันของทุกคน รวมไปถึงอิสรภาพในการตัดสินทิศทางชีวิตตัวเองผ่าน ‘การใช้เหตุผล ประสบการณ์ และวิธีการทางวิทยาศาสตร์’ แทน แนวคิดนี้จึงเชื่อในศักยภาพและความสามารถของมนุษย์ ตลอดจนเน้นความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ให้สังคมเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคงที่สุด

ส่วน Egalitarianism เป็นแนวคิดที่ยืนยันว่ามนุษย์ทุกคนมีคุณค่าเท่ากัน ควรได้รับการปฏิบัติแบบเดียวกัน และมีสิทธิในทุกด้านเหมือนกัน โดยแนวคิดนี้สนับสนุนการกระจายรายได้และทรัพยากรให้ทุกคนในสัดส่วนที่เท่าเทียมกันเพื่อโอกาสในสังคมที่เท่าเทียมกัน ซึ่งหนึ่งในนักคิดที่เป็นตัวแทนของทฤษฎีนี้ก็คือ John Rawls นักจริยศาสตร์ชาวอเมริกัน เจ้าของหลักการ ‘ความเท่าเทียมกันในโอกาส’ (Fair equality of opportunity) เขาเชื่อว่าคนที่มีความตั้งใจในการทำงานเท่ากันและมีพรสวรรค์ในระดับเดียวกัน ควรที่จะมีโอกาสในการประสบความสำเร็จอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งอาจทำได้ด้วยการกำจัดข้อได้เปรียบของครอบครัวที่มีฐานะ และจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้ครอบครัวรายได้ต่ำเข้าถึงงานหนึ่งได้เหมือนกัน เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าทั้งสองแนวคิดนี้ ไม่ได้มีแก่นหลักสำคัญเป็นเรื่อง ‘การกดขี่ทางเพศ’ และไม่ได้มุ่งเน้นการจัดการปัญหาที่เกิดจากระบอบปิตาธิปไตยเลย คำถามคือถ้าคนที่อ้างว่าอยากเห็นความเท่าเทียมหันไปหาป้ายที่ไม่มีเพศและละทิ้งป้ายเฟมินิสต์มากขึ้น หรือแม้แต่ไม่คิดจะหยิบมันขึ้นมาเลยแต่แรก ปัญหาความไม่เท่าเทียมทางเพศจะได้รับความสนใจและพื้นที่มากเพียงพอที่จะได้รับการแก้ไขหรือ?

เพราะปัญหาจาก ‘ชายเป็นใหญ่’ ยังมีอยู่ – การหันไปใช้คำเรียกที่เอาแง่มุมเรื่องเพศออกไปอย่างสิ้นเชิงเช่นนี้ ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสภาวะที่เรียกว่า ‘Gender blindness’ (ความมืดบอดเรื่องเพศ) หรือก็คือการขาดความตระหนักว่าบทบาท ความรับผิดชอบ หรือสถานะทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ หรือการเมืองนั้น มีความเฉพาะเจาะจงทางเพศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นี่เองที่นำไปสู่ความเห็นจากฝั่ง Humanist บางส่วนที่ว่า “แค่มองว่าทุกคนเป็นคนเหมือนกันโดยไม่ต้องสนใจว่าใครจะเป็นเพศอะไรก็ได้ทางออกของความเหลื่อมล้ำแล้ว” ซึ่งแม้ผิวเผินจะฟังดูดี แต่วิธีคิดแบบนี้ละเลยผลพวงจากปิตาธิปไตยที่ยังกระทบชีวิตคนจำนวนมากในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ไม่ใช่แค่ผู้หญิง แต่รวมไปถึงผู้ชายและ LGBTQ+ ด้วย

ซึ่งขบวนการเฟมินิสม์ยุคหลัง ๆ ก็เริ่มหันมาสร้างความตระหนักเกี่ยวกับผู้ชายที่โดนกดทับจากระบอบปิตาธิปไตยมากขึ้น อย่างเช่น เรื่องของ ‘Toxic Masculinity’ หรือความคาดหวังต่อความเป็นชายที่กลับมาทำร้ายผู้ชายเอง (รวมไปถึงคนรอบข้างด้วย) แต่หากย้อนกลับไปดูที่ต้นตอของปัญหานี้ ก็จะพบว่าเกิดจากโครงสร้างทางสังคมที่ผู้ชายมีสถานะและอภิสิทธิ์เหนือผู้หญิงอยู่ดี การเรียกขบวนการที่ครอบคลุมขึ้นเรื่อย ๆ นี้ว่าเฟมินิสม์ก็เป็นการระลึกอยู่เสมอถึงต้นเหตุของความเหลื่อมล้ำ ซึ่งก็คือการที่ผู้หญิงถูกกดขี่มาอย่างยาวนานตั้งแต่อดีต อีกทั้งยังเป็นการเน้นย้ำว่าคนที่ต้องเจ็บปวดจากระบอบนี้ในระดับรุนแรงที่สุดก็หนีไม่พ้นผู้หญิง

เพราะการตีตรา ‘เฟมินิสม์’ ควรหมดไป – อีกเหตุผลหนึ่งที่หลายคนเลือกจะเรียกตัวเองว่า Humanist หรือ Egalitarianist แทน Feminist ก็เพราะรู้สึกว่าคำนี้ถูกมองในแง่ลบเกินไป และมีภาพจำของคนที่สุดโต่ง ไร้เหตุผล ตลอดจนต้องการให้ผู้หญิงอยู่เหนือกว่าผู้ชาย จึงไม่อยากที่จะโดนผูกโยงไปด้วย อย่างไรก็ดี นี่เป็นการมองข้าม ‘แก่นแท้’ เรื่องความเท่าเทียมกันของทุกเพศในการมูฟเมนต์ของเฟมินิสม์ ที่สำคัญคือนัยยะทางลบเหล่านั้นล้วนมีต้นกำเนิดมาจากกลุ่มต่อต้านเฟมินิสต์และความเกลียดชังผู้หญิง (Misogyny) การเลือกที่จะไม่นิยามตัวเองว่าเป็นเฟมินิสต์ จึงเท่ากับว่ามีส่วนร่วมตอกย้ำการตีตราการต่อสู้กับปิตาธิปไตย และเป็นการลดทอนการเคลื่อนไหวด้วยในทางหนึ่ง

หากใครที่คิดว่าคำว่าเฟมินิสต์ ‘แรงเกินไป’ หรือ จะไป ‘กีดกันคนบางกลุ่ม’ ก็ต้องย้อนกลับไปสำรวจตัวเองว่า จะให้ค่าให้ความสำคัญกับฝ่ายที่ไม่สนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศ มากกว่าชีวิตของคนที่ยังโดนกดทับเพราะสังคมชายเป็นใหญ่อยู่จริง ๆ หรือ? เพราะตราบใดที่ยังมีความเหลื่อมล้ำและการกดขี่ทางเพศอยู่ ขบวนการอย่างเฟมินิสต์ก็ยังมีความจำเป็น ที่จำเป็นยิ่งไปกว่าก็คือการแสดงจุดยืนร่วมกับการเรียกร้องนี้ ยิ่งมีคนให้การสนับสนุนมากเท่าไหร่ การเคลื่อนไหวเพื่อปลดปล่อยผู้หญิงและทุกคนที่เจ็บปวดจากชายเป็นใหญ่ก็ยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้นเท่านั้น เพื่อที่สังคมจะได้ตระหนักในท้ายที่สุดว่าปิตาธิปไตยนั้นทำร้ายทุกคน

#Feminism #Humanism
#Egalitarianism #SocialMovement
#Spectroscope #WeScopeForYou

Content by Preeyanun Thamrongthankij
Graphic by Napaschon Boontham
สนทนาเรื่องเพศได้ที่กลุ่ม ‘เพศ’: https://bit.ly/2LKTzTg
อ่านคอนเทนต์เรื่องเพศอื่น ๆ: https://bit.ly/3hhRUzp

อ้างอิง
Progressive Women’s Leadership: http://bit.ly/3aWOz6V
Feminism India: http://bit.ly/2Z3Y7Y3
UNESCWA: http://bit.ly/370xWpD
Stanford Encyclopedia of Philosophy: http://stanford.io/2LEqp8x
Bustle: http://bit.ly/3jEvk5G
American Humanist Association: http://bit.ly/3d1KIYK
ภาพ: https://bit.ly/3fcDMcv
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

- Advertisement -
ปรียนันท์ ธำรงค์ธนกิจ
ปรียนันท์ ธำรงค์ธนกิจ
นักเขียนและนักอ่านที่จบเอกอังกฤษ โทปรัชญา จากอักษรศาสตร์ จุฬาฯ นอกจากทุกอย่างที่เกี่ยวกับ LGBTQ+ สนใจในประวัติศาสตร์และการเมืองอเมริกาเป็นพิเศษ เวลาว่างชอบถ่ายรูปกล้องฟิล์มและหากาแฟแปลก ๆ มาลองดริป (queer, she/her)
นภัสชล บุญธรรม
นภัสชล บุญธรรม
Illustrator & Graphic Designer