Spectrum Gender Talk 4: โลกอนาคตยุค ‘Posthumanism’ มนุษย์ อัตลักษณ์บุคคล หุ่นยนต์ เพศ และ จริยธรรม

- Advertisement -

Spectrum Gender Talk 4: โลกอนาคตยุค ‘Posthumanism’ มนุษย์ อัตลักษณ์บุคคล หุ่นยนต์ เพศ และ จริยธรรม

ในโลกยุคปัจจุบันที่มนุษย์ด้วยกันเองมีบทบาทเป็นอย่างมากในการพัฒนาเทกโนโลยีและวิทยาศาสตร์ การคิดค้นทางด้านปรัชญากลับไปไกลกว่านั้น คือ คิดถึงโลกหลังการมีอยู่ของมนุษย์ (Posthumanism) อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักของการคิดข้ามขั้นนั้นก็คือ เรื่องอัตลักษณ์ ที่ดูเสมือนว่าจะเป็นสิ่งที่แยกไม่ขาดจากมนุษย์ได้แต่อย่างใด ยิ่งผนวกรวมกับปัจจัยหลักของแนวคิดดังกล่าวอย่าง “หุ่นยนต์” ก็ยิ่งยากว่าจะสืบค้นอย่างไรเพิ่มให้ทั้งคำว่า “อัตลักษณ์” ยังสอดคล้องกับคำว่า “หุ่นยนต์” ได้

นอกจาก “อัตลักษณ์” แล้ว เรื่อง “เพศ” และ “จริยธรรม” ก็เป็นหนึ่งในอีกคำถามหลักที่ถูกถกเป็นอย่างมากกับโลกหลังการมีอยู่ของมนุษย์ เนื่องจากว่า มนุษย์ กับ เพศ และ จริยธรรม ถือเป็นเรื่องที่ไม่สามารถแยกขาดออกจากกันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออยู่รวมกันเป็นสังคมแล้ว การจัดแบ่งกลุ่มหรือลำดับตามเกณฑ์เพศและศีลธรรมก็ถือเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง

วันนี้ เราจะชวนคุยกันเรื่อง 5 น่ารู้เกี่ยวกับ Posthumanism กับอาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ‘โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์’ อาจารย์จบด้านปรัชญาทั้งปริญญาโทและเอกจากมหาวิทยาลัย Indiana ที่สหรัฐอเมริกา เชี่ยวชาญด้านญาณวิทยา ปรัชญาตะวันตก และสนใจด้านปรัชญาเทกโนโลยีเป็นหลัก อ่านจบแล้ว อย่าลืมบอกเราว่าคุณคิดยังไงกับ “โลกหลังการมีอยู่ของมนุษย์”

- Advertisement -

“หมายถึงความเชื่อที่ว่ามีสถานการณ์ที่พ้นเลยไปจากการมีมนุษย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล ในอดีตเราเชื่อกันว่ามนุษย์เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เนื่องจากมนุษย์สามารถคิดและเข้าใจธรรมชาติได้ มีจิตสำนึก มีการใช้ภาษา มีการคิดถึงความเป็นไปได้ต่างในอดีตและอนาคต”

“นักปรัชญาสมัยก่อนเช่น คานท์ หรือ เฮเกล จึงให้ความสำคัญแก่มนุษย์มาก แนวคิดแบบนี้เป็นตัวอย่างของ Humanism หรือ “มนุษย์นิยม” คือเชื่อว่ามนุษย์มีความสำคัญสูงสุด แต่ในระยะหลังๆนี้เนื่องจากมีเทกโนโลยีที่ทำงานได้กว้างขวางขึ้น มีพลังมากขึ้นเป็นอย่างมาก ทำให้เกิดความเป็นไปได้ในอนาคตอันใกล้ที่จะพัฒนาหุ่นยนต์ที่คิดได้ มีความรู้สึกได้ เข้าใจได้ เหมือนมนุษย์ทุกอย่าง และเนื่องจากว่าหุ่นยนต์เหล่านี้ทำงานได้ดีกว่ามนุษย์ ก็เลยเป็นไปได้ว่าจะเกิดสถานการณ์ที่มนุษย์ไม่ใช่ศูนย์กลางของโลกและจักรวาลอีกต่อไป”

“แต่เป็นเหมือนกับสัตว์ต่างๆในตอนนี้ เช่นหุ่นยนต์ในอนาคตอาจสนใจเรา จับเราไปขังไว้ในกรงเหมือนกับที่เราจับพวกลิงหรือสัตว์อื่นๆไปไว้ในกรงเช่นเดียวกัน สถานการณ์ความเป็นไปได้ และปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นจากความเป็นไปได้นี้ โดยเฉพาะแนวคิดที่ยืนยันความถูกต้องของการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ เรียกว่า Posthumanism”

“นักปรัชญามีคำสองคำที่ใช้เรียนสถานการณ์ที่คล้าย ๆ กันนี้ อย่างแรกคือ Posthumanism อย่างที่พูดไปแล้ว อีกอย่างคือ Transhumanism ซึ่งหมายความถึงการดัดแปลงมนุษย์ให้มีความสามารถบางอย่างเพิ่มมากขึ้น เช่นฝังชิปเข้าไปในสมองเพื่อให้สมองติดต่อกับคลื่นวายฟายและอินเทอร์เน็ตได้โดยตรง ไม่ต้องทำงานผ่านอุปกรณ์ภายนอกเช่นมือถือหรือคอมพิวเตอร์ การทำแบบนี้ผลก็คือคนที่ได้รับการดัดแปลงเช่นนี้ ก็ยังถือเป็นคนอยู่”

“แต่ในกรณีของ Posthumanism การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เรื่องของคนอีกต่อไปแล้ว เพราะเรากำลังพูดถึงสถานการณ์ที่การเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคที่ไม่มีมนุษย์เกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว เช่นเมืองไทยยุคนี้ถ้าอิทธิพลต่างๆของอดีตนายกทักษิณ ชินวัตร ผ่านไปทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว เปลี่ยนไปสู่ยุคที่ทักษิณกลายเป็นบุคคลในอดีตไป ก็จะเรียกว่ายุค Post-Thaksin หรือยุค Postmodernism ก็คือยุคที่ความเป็นสมัยใหม่ (ทั้งในศิลปะ วัฒนธรรมและปรัชญา) ได้ผ่านพ้นไปหมดแล้ว แล้วก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ (แต่ในปัจจุบันนักวิชาการหลายคนเชื่อว่า เราได้เข้าไปสู่อีกยุคหนึ่งแล้ว คือยุค Post-Postmodernism หรือยุคหลัง-หลังสมัยใหม่ หมายความว่ายุค “หลังสมัยใหม่” หรือ Postmodernism ได้ผ่านพ้นไปแล้ว)”

”สรุปก็คือ Transhumanism อาจเป็นเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน เพราะมนุษย์เองกำลังเปลี่ยนผ่านในหลายๆด้าน เรื่องที่นักวิชาการที่พูดเรื่องพวกนี้สนใจกันเป็นพิเศษคือ การเปลี่ยนแปลงด้านร่างกายอย่างที่พูดไปแล้ว การฝังชิปเข้าไปในร่างกายไม่ใช่เรื่องนิยายวิทยาศาสตร์อีกต่อไป แต่กำลังเกิดขึ้นจริงๆ ตัวอย่างเช่นชิบ RFID ที่ใช้ในบัตรสมาร์ทการ์ดต่างๆ เพื่อให้ติดต่อสื่อสารกับอุปกรณ์ภายนอกได้”

“ตัวอย่างที่นิสิตจุฬาฯคุ้นเคยกันดีคือบัตรนิสิตของตนเอง ที่ฝังชิปนี้ไว้ ทำให้เวลาเข้าหอสมุดกลางสามารถใช้บัตรนี้สแกนเปิดเครื่องกั้นเข้าไปได้ มีการเอาชิปนี้ฝังเข้าไปในผิวหนังของมนุษย์ ทำให้ไม่ต้องถือบัตร RFID อีกต่อไป นิสิตจุฬาก็จะได้ไม่ต้องถือบัตรนิสิต แต่บัตรนิสิตถูกฝังเข้าไปในผิวหนังของนิสิตเองเลย แล้วพอเรียนจบก็แกะเอาชิปออกหรือไม่ก็ยิงแสงบางอย่างเข้าไปทำให้ชิปไม่ทำงานอีกต่อไป ลักษณะแบบนี้ นิสิตที่ฝังชิปก็ยังเป็นมนุษย์อยู่ แต่เป็นมนุษย์ที่เปลี่ยนสภาพ เรียกว่า transhuman”

“นอกจากนี้คำว่า Posthumanism ก็ยังใช้โดยนักวิชาการด้าน Feminism อีกด้วย โดยคนสำคัญในด้านนี้คนหนึ่งได้แก่ Donna Haraway ซึ่งเป็นนักปรัชญาชาวสหรัฐ ประเด็นหลักของ Haraway ปรากฏในบทความชื่อ A Cyborg Manifesto ซึ่งเสนอว่าไม่มีความแตกต่างอย่างเป็นธรรมชาติระหว่างผู้หญิงกับสิ่งที่เรียกว่า ‘cyborg’ ซึ่งเป็นลูกผสมระหว่างคอมพิวเตอร์กับมนุษย์”

“ผู้หญิงในสายตาของ Haraway ก็เป็นลูกผสมเช่นเดียวกัน และไม่ใช่เพียงแค่ลูกผสมที่เกิดจากพ่อแม่ที่อยู่คนละชาติพันธุ์กันเท่านั้น แต่เป็นลูกผสมของทุกๆอย่างปนเปกันไปหมด โดยไม่สามารถหาคุณลักษณะที่เป็นลักษณะพิเศษเฉพาะของผู้หญิงได้ ผู้หญิงเป็น มนุษย์ เป็นเครื่องจักร (เช่นในโรงงานทอผ้า) เป็นแม่ เป็นเครื่องมือผลิตลูก (ปัจจัยทางเศรษฐกิจสร้างกำลังคน) เป็นเครื่องคิดเลข (นักบัญชี) และอย่างอื่นอีกมากมาย”

“ข้อเสนอหลักของ Haraway ก็คือว่าเนื่องจากผู้หญิงเป็นเช่นนี้ การถกเถียงของฝ่าย feminism บางสำนักที่เน้นหนักในเรื่องลักษณะพิเศษหรือความแตกต่างเฉพาะของผู้หญิงจึงไม่ถูกต้อง และการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันของผู้หญิงไม่สามารถหลีกหนีไปจากการวิพากษ์ความผสมผสานปนเปกันแบบนี้ เป้าหมายของการต่อสู้จึงไม่ใช่การยืนยันความเป็นลักษณะเฉพาะของการเป็นผู้หญิง แต่เป็นการสร้างความเข้าใจในความผสมปนเปกันแบบนี้ รวมไปถึงการที่เราไม่สามารถหลีกหนีจากสภาพผสมผสานเช่นนี้ได้ เป้าหมายในท้ายที่สุดจึงได้แก่การเข้าใจว่า แม้แต่คำว่า “ผู้หญิง” ก็เป็นเพียงคำที่ใช้ชั่วคราว การแบ่งแยกว่านี่เป็นผู้หญิงเป็นเพียงการแบ่งแยกตามจุดประสงค์ชั่วคราวเท่านั้น เช่นเดียวกับการแบ่งว่า “ผู้ชาย” หรือ “เจ้านาย” หรืออื่นๆ”

”ดังนั้นภาพของ Posthumanism ในสายตาของ Haraway ในภาพรวมก็คือว่า สังคมที่อยู่ในยุค “หลังมนุษย์” จะเป็นสังคมที่ไม่ใช่ว่าไม่มีผู้ชายและไม่มีผู้หญิง แต่เป็นสังคมที่ความเป็นผู้ชายกับความเป็นผู้หญิง รวมทั้งการกำหนดลักษณะอื่นๆ ต่างก็ปนเปกันไปหมด ไม่อาจกำหนดว่ามีลักษณะเฉพาะที่เป็นจริงกับสิ่งนั้นสิ่งนี้อย่างเป็นภววิสัยได้”

“แนวคิดนี้มีความสำคัญมากขึ้นจากการพัฒนาของเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI กับหุ่นยนต์ การมีหุ่นยนต์ที่คิดได้เอง แล้วทำทุกอย่างที่มนุษย์ทำได้ แล้วทำได้ดีกว่า ไม่ใช่เรื่องไกลเกินไปอีกต่อไป เทคโนโลยีที่ใช้กันอยู่เวลานี้ เช่นรถยนต์ไม่มีคนขับ โปรแกรมเอไอที่ทำได้หลายอย่างที่ไม่เคยคิดว่าโปรแกรมจะทำได้ ก็เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่ายุค Posthumanism อาจจะอยู่อีกไม่ไกลแล้ว”

“ความสำคัญของแนวคิดนี้จริงๆแล้วมองได้หลายแบบ แบบหนึ่งก็คือการวิพากษ์เทคโนโลยี และสภาพสังคมที่ตั้งอยู่บนความเชื่อมั่นมากเกินไปต่อเทคโนโลยี หากเราเชื่อว่าการเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก ไม่ควรจะทำให้หลุดหายไป หรือถูกทำลายไป ก็คิดต่อไปได้ว่ายุค Posthumanism อาจมีอะไรที่น่ากลัวหรือเป็นความเลวร้ายก็ได้ เพราะเท่ากับความเป็นอยู่หรือความอยู่รอดของมนุษย์ถูกคุกคามอย่างรุนแรง”

“พูดอีกอย่างก็คือว่า ความสำคัญของการคิดเรื่อง Posthumanism อยู่ที่การคิดเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ว่าสมควรดำรงอยู่หรือไม่ เพราะเหตุใด เรื่องนี้มีคนเอาทำเป็นธีม หนังฮอลลีวู้ดมาแล้วมากมาย เช่นเรื่อง The Terminator โลกที่ไม่มีมนุษย์ ซึ่งเป็นโลกหลังจากชัยชนะเด็ดขาดของเอไอ ก็คือโลก Posthumanist”

“เรื่องนี้ก็น่าสนใจ ประการแรก คือว่าสองอย่างอาจจะไม่เกี่ยวกันมากเท่าไหร่ก็ได้ เพราะ Posthumanism ตามตัวอักษรแปลว่า “พ้นไปจากยุคมนุษย์เป็นใหญ่ไปแล้ว” นั่นคือไม่มีมนุษย์ หรือมีก็ไม่สำคัญอะไรอีก อัตลักษณ์บุคคลเป็น Concept ที่ใช้กับมนุษย์ ดังนั้นเมื่อไม่มีมนุษย์ก็ไม่มีการพูดถึงปัญหานี้ต่อไปอีก เราไม่รู้ชัดว่าสิ่งที่จะมาแทนมนุษย์ในยุค Posthumanism จะเป็นอะไร อาจเป็นหุ่นยนต์”

“ในกรณีนั้นก็อาจมีปัญหาเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของหุ่นยนต์ ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาสำคัญเท่าๆกับของมนุษย์ก็ได้ หากหุ่นยนต์ที่ว่ามี Subjective Life หรือจิตใจที่มีความคิดและสำนึกเกี่ยวกับตัวตนแบบเดียวกับที่มนุษย์มี เมื่อนั้นก็หุ่นยนต์ก็อาจจะฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ตัวเองคือใคร มีจริงหรือเปล่า การที่ตัวเองรับรู้อยู่ว่าเป็นตัวเองต่างหากจากโลกมันหมายความว่าอย่างไรกันแน่”

“ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องอัตลักษณ์ของบุคคลอย่างแยกไม่ออก แต่อย่างไรก็ตามเรายังไม่มีหลักฐานที่ทำให้มองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ในอนาคตหุ่นยนต์จะมีจิตสำนึกแบบที่เรามีในตอนนี้ อาจจะมีหรืออาจจะไม่มีก็ได้ ถ้าไม่มีก็ไม่น่าจะมีปัญหาอัตลักษณ์บุคคล หรือถ้าจะมีก็เป็นปัญหาที่มีลักษณะแปลกไปจากของเราในโลกนี้อย่างสิ้นเชิง”

“เพศดูจะเป็นอะไรที่เกี่ยวเนื่องกับความเป็นมนุษย์อย่างแยกไม่ออก ยิ่งพิจารณาในฐานะที่เป็นความรักด้วยแล้วยิ่งชัดเจนมาก หุ่นยนต์หรือสิ่งที่จะมาแทนที่มนุษย์ในยุค Posthumanism อาจจะมีปัญหาทางอารมณ์ หรือมีความต้องการที่เทียบได้กับความรักที่มนุษย์มี ตรงนี้เป็นอะไรที่เรายังขาดหลักฐานที่จะทำให้เข้าใจว่าความรักในยุค Posthumanism จะเป็นอย่างไรกันแน่”

“ในปัจจุบันมีปัญหาเกี่ยวกับความรักระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์ หนังเรื่อง “Her” ก็เป็นตัวอย่างที่ดี นอกจากนี้ก็มีเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์ โดยเฉพาะหุ่นยนต์ที่ทำเป็นสาว ๆ สวย ๆ หรือไม่ก็เป็นหนุ่ม ๆ หล่อ ๆ (แต่ส่วนมากจะเป็นอย่างแรกมากกว่า) ปัญหาทางจริยธรรมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์มีมากมาย ที่สำคัญก็มีเช่น ความสัมพันธ์ดังกล่าวจะเป็นไปได้อย่างไร เพราะหุ่นยนต์ในปัจจุบันยังไม่มีความสามารถในการมีอารมณ์ความรู้สึกได้ การที่มนุษย์ (ส่วนมากจะเป็นผู้ชาย) มีความผูกพันกับหุ่นยนต์ บอกอะไรเราเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ชายในโลกปัจจุบัน?”

“มนุษย์ด้วยกันเองกำลังมีปัญหาในการติดต่อสื่อสารและมีความสัมพันธ์กันเองหรือเปล่า ถึงต้องออกไปหาหุ่นยนต์ที่ทำตามความต้องการของเจ้าของทุกอย่าง เราอาจมีความสัมพันธ์ทางเพศกับหุ่นยนต์ได้ เช่นเดียวกับมนุษย์มีความสัมพันธ์กับอุปกรณ์ช่วยเหลือบำบัดความใคร่ของตนเอง เช่น Vibrator หรืออวัยวะเพศชายปลอมของผู้หญิง แต่นั่นเป็นแบบเดียวกันกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันหรือไม่? ถ้าไม่ใช่จะเป็นอะไรที่ขาดหายไป แล้วความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์ แตกต่างอย่างไรกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์ผู้ชายหรืออวัยวะเพศปลอมของตนเอง? หรือมนุษย์กับหุ่นยนต์ผู้หญิง?”

“อย่างไรก็ตามเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องของมนุษย์เราปัจจุบันนี้ทั้งสิ้น ยังไม่เห็นว่าปัญหาแบบเดียวกันในยุคของ Posthumanism จะเป็นอย่างไร และเมื่อเราเข้าสู่ยุค Posthuman โดยสมบูรณ์แล้ว เรื่องเพศอาจจะไม่เป็นปัญหา หรืออาจจะไม่มีเรื่องเพศหลงเหลืออยู่อีกเลยก็ได้ เพราะเมื่อการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุค “หลังมนุษย์” เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ ความเป็นหญิงเป็นชาย ก็คือเรื่องเพศ ก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลังเช่นเดียวกับมนุษย์ที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง สิ่งที่เหลืออยู่ และจะก้าวไปข้างหน้าก็อาจจะเป็นลูกผสมหรือ cyborg แบบที่ Haraway ว่าไว้ก็ได้”

“มีหลายอย่าง อย่างแรกก็ได้แก่การสูญเสียสภาพการเป็นผู้นำโลกของมนุษย์ แต่ก็อาจมีคนคิดว่านั่นเป็นของดีก็ได้นะ อย่างเช่นเรื่อง Avengers – End Game ที่มีตัวร้ายที่อยากทำลายมนุษย์ให้หมดไป ด้วยความหวังดีว่าจะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมของโลก เนื่องจากมนุษย์มีแต่คอยจะทำลายสิ่งแวดล้อม ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง”

“นอกจากนี้ก็มีเรื่องการขัดแย้งกันระหว่างหุ่นยนต์กับมนุษย์ อย่างในเรื่อง The Terminator บางทีหุ่นยนต์อาจเป็นฝ่ายดี มนุษย์เป็นฝ่ายเลวก็ได้ ปัญหาอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า เมื่อมีหุ่นยนต์อยู่ด้วยกันมาก ๆ และกำจัดมนุษย์ไปได้หมดแล้ว การอยู่ร่วมกันของหุ่นยนต์พวกนี้ ก็ต้องก่อให้เกิดปัญหาจริยธรรมตามมาแน่นอน เพราะถ้าหุ่นยนต์เป็นเหมือนมนุษย์ ก็ต้องมีความอยากเอาชนะ ความเห็นแก่ตัว ฯลฯ”

“ปัญหาที่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในกรณีของ Posthumanism ได้แก่ปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับการเป็นมนุษย์ การที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อที่ในท้ายที่สุด มนุษย์เองถูกแทนที่โดยหุ่นยนต์ เป็นการกระทำที่ถูกจริยธรรมหรือไม่ นักปรัชญาก็แบ่งเป็นสองฝ่ายตามเคย ฝ่ายหนึ่งบอกว่ามนุษย์ไม่ใช่เจ้าของจักรวาล การเปลี่ยนแปลงใดๆในธรรมชาติไม่จำเป็นต้องมีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ทิ้งมนุษย์ไว้ข้างหลัง ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงปกติของธรรมชาติ”

“แต่อีกฝ่ายก็บอกว่า แม้แต่การเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่การสิ้นสุดการนำของมนุษย์ ก็ต้องมาจากมนุษย์เองนั่นแหละ คุณค่าของมนุษย์ไม่ใช่เพียงแค่การมีสัตว์โลก Homo Sapiens อยู่บนโลก แต่หมายถึงการมีจินตนาการ มีศิลปะ มีความหวัง มีการสร้างสรรค์ความงาม ฯลฯ ซึ่งไม่แน่ใจเลยว่าหุ่นยนต์ที่จะมาแทนมนุษย์จะทำแบบนี้ได้ แล้วอีกอย่างมนุษย์อยู่กับ ร่างกาย ของตนเอง ประกอบด้วยเนื้อหนัง ซึ่งทำให้มนุษย์มีความสุข มีความรัก ได้ แล้วก็น่าสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่าหุ่นยนต์ที่จะมาแทนมนุษย์ จะเป็นแบบเดียวกันนี้ เพราะหุ่นยนต์ทำด้วยวัตถุอุตสาหกรรม เช่นพลาสติค หรือโลหะ ไม่ได้เกิดมาด้วยวิธีทางธรรมชาติแบบมนุษย์”

“นอกจากนี้ ในกรณีของ Transhumanism ซึ่งเป็นเรื่องของการเพิ่มขีดความสามารถของมนุษย์ (ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบพ้นจากความเป็นมนุษย์ไปเลยแบบ Posthumanism) ก้มีปัญหาจริยธรรมหลายประการ ที่สำคัญได้แก่ เมื่อมีเทคโนโลยีที่เพิ่มขีดความสามารถ เช่นเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมหรือยีน ทำให้ลูกที่เกิดมาทำอะไรได้ดีกว่า แข็งแรงกว่าคนทั่วไป ก็จะเกิดสถานการณ์ที่มีมนุษย์สองเผ่าพันธุ์ขึ้นมา ซึ่งก็จะทำให้เกิดปัญหาเรื่องความไม่เท่าเทียม และการกดขี่กันขึ้น โดยเผ่าพันธุ์ที่แข็งแรงกว่าก็จะกลายมาเป็นผู้นำแล้วใช้อำนาจเหนือเผ่าพันธุ์ที่ไม่ได้รับการเพิ่มความสามารถ”

“นอกจากนี้ก็ยังปัญหาเกี่ยวกับความสับสนระหว่าง “การเพิ่มขีดความสามารถ” (enhancement) กับ “การบำบัดรักษา” (therapy) อย่างหลังเป็นการฟื้นฟูเพื่อกลับสู่สถานะปกติ เช่น รักษาคนหูหนวกให้กลับมาได้ยินดังเดิม แต่อย่างแรกเป็นการเพิ่มความสามารถที่ไม่มีอยู่ก่อนในมนุษย์ให้มีขึ้น ซึ่งทำให้กลายเป็นมนุษย์แบบใหม่ เช่นติดตั้งอุปกรณ์การดักฟัง หรือการทำให้ได้ยินเสียงเบามากๆจากระยะทางไกลๆในหู ทำให้กลายเป็นมนุษย์หูพิเศษ (คล้าย ๆ ซุปเปอร์แมน) เป็นต้น ปัญหาทางจริยธรรมที่เกิดขึ้นก็คือคนที่ได้รับการเพิ่มขีดความสามารถตรงนี้ จะใช้ความสามารถนี้ไปในทางผิดๆ หรือไม่มีมาตรการอะไรมาห้ามไม่ให้เขาทำอะไรผิดๆ เช่นไปแอบฟังคนอื่นพูดกัน เป็นต้น”

“น่าจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะอย่างน้อยก็มีแง่มุมในเชิงทฤษฎี ที่เป็นการวิพากษ์สถานะของมนุษย์ในธรรมชาติ แล้วก็สถานะของมนุษย์เมื่อเปรียบกับเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างขึ้น วิศวกรกำลังสร้างการเพิ่มขีดความสามารถของมนุษย์ในด้านต่าง ๆ เช่น พัฒนา exoskeleton ที่เป็นหุ่นยนต์บังคับจากภายในโดยมนุษย์ ทำให้มนุษย์มีพลังแข็งแรงเพิ่มขึ้นมหาศาล หรือการเพิ่มขีดความสามารถในการมองเห็นหรือการได้ยิน หรือพัฒนายาที่ทำให้ทำงานได้ติดต่อกันเป็นเวลานานๆโดยไม่ง่วง อะไรแบบนี้”

“เป็นแนวหนึ่งของการพัฒนาเรื่องพวกนี้ ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร แทนที่จะเป็นการพัฒนาเครื่องจักรแต่เพียงอย่างเดียวแล้วทิ้งมนุษย์ไว้ข้างหลัง การที่มนุษย์จะยังมีบทบาทอยู่ในโลก Posthumanism ก็อาจจะต้องเป็นการผสมผสานแบบนี้ ซึ่งก็คือการสร้าง cyborg แบบในหนังเรื่อง “Star Trek” เพราะจะเป็นทางเดียวที่มนุษย์จะต่อสู้กับเครื่องจักรได้”

“ส่วนในทางปรัชญาก็มีการศึกษามิติทางจริยศาสตร์ ญาณวิทยา ปรัชญาสังคม/การเมืองของโลก Posthuman World อยู่ในปัจจุบัน เรื่องพวกนี้เป็นส่วนหนึ่งของปรัชญาเทคโนโลยีกับจริยศาสตร์ประยุกต์ แล้วก็เป็นหัวข้อที่นักปรัชญาเริ่มสนใจกันมาก เนื่องจากทำให้ปรัชญามีความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ต่างๆในโลกปัจจุบัน ส่วนเรื่องการคาดการณ์ในอนาคต ก็น่าจะมีการศึกษาเรื่องพวกนี้มากขึ้น เพราะเมื่อมีการพัฒนาเทคโนโลยีมากขึ้น การคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับมิติต่างๆทางสังคม วัฒนธรรมและจริยธรรมก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว”

“อีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรงก็คือเรื่องการเชื่อมโยงมนุษย์กับคอมพิวเตอร์ ซึ่งการเชื่อมโยงกันนี้ก็เป็นตัวอย่างของสถานะ posthuman อย่างที่ Haraway พูดถึงโดยตรงเลย ในปัจจุบันกำลังมีการวิจัยเกี่ยวกับการเชื่อมโยงสมองกับระบบประสาทของมนุษย์เข้ากับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งทำให้ในท้ายที่สุดเราอาจไม่ต้องมีมือถืออีกก็ได้ แต่เวลาอยากคุยกับใครก็แค่นึกถึงคนๆนั้น แล้วก็คุยกันได้เลย โดยไม่ต้องพูดออกมาดังๆก็ได้ แต่คุยกันทางความคิดล้วนๆ เราเรียกการติดต่อกันแบบนี้ว่า “โทรจิต” และในสมัยที่ผมยังเรียนอยู่ เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องในจินตนาการล้วนๆ ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นได้จริงเลย”

“แต่อย่างไรก็ตามการสื่อสารแบบโทรจิตก็เริ่มเป็นจริงขึ้นเรื่อยๆ จากการเชื่อมโยงระบบประสาทผ่านทางเครือข่ายวายฟาย ทำให้โดยหลักการแล้วไม่มีอะไรที่จะทำให้การพัฒนาเทคโนโลยีโทรจิตเป็นไปไม่ได้ ประเด็นทางปรัชญาก็คือว่า เมื่อมนุษย์ทำได้เช่นนี้ เส้นแบ่งระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักรก็จะเลือนลางมากขึ้นเรื่อยๆ มนุษย์กลายเป็นเครื่องจักรมากขึ้น และในขณะเดียวกันเครื่องจักรก็กลายเป็นมนุษย์มากขึ้น นักปรัชญาจะคิดว่าเรื่องแบบนี้ดีหรือไม่ดี ผมคิดว่ามันก็มีทั้งดีและไม่ดี เพียงแต่เราต้องหาวิธีที่จะควบคุมดูแลให้การเปลี่ยนแปลงและการทำลายเส้นแบ่งนี้เป็นไปอย่างถูกต้องเป็นธรรม”

#GenderTalkbySpectrum
#PostHumanism

Content by Tobita P. Faith
Graphic by Pipat Pajantaboot
Special Thanks: Soraj Hongladarom
อ่านคอนเทนต์เรื่องเพศอื่นๆ: https://bit.ly/3hhRUzp
#SPECTRUM #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

- Advertisement -
ปณต ศรีนวล
ปณต ศรีนวล
ไม่ใช่นักเขียนประจำแต่เป็นนักคิดประจำที่เขียนบ้างบางครั้งเมื่องานประจำไม่ข้องแวะเวียน ไม่กินอาหารตะวันตกแต่ถ้าหลังตะวันตกก็ยังกินอาหารได้อยู่ ไม่ฝักใฝ่อำนาจนิยมเพราะสิ่งที่นิยมคือไม่ฝักใฝ่ในอำนาจ (she/her)