จากท้องไม่พร้อมสู่แท้งไม่ปลอดภัย ผู้หญิงไทยมีทางเลือกอะไรบ้าง?

“พลาดท้องก็ด่า ทำแท้งก็ด่า ฝังยาคุมก็ด่า สรุปแล้วผู้หญิงมีทางเลือกอะไรบ้าง?” 

ช่วงที่ผ่านมาหลายคนอาจได้เห็นความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเรื่องสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ของผู้หญิงตามหน้าสื่อและโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นการด่าทอบนโซเชียลมีเดีย จากกรณีของ เมนู สุพิชฌาย์ เยาวชนนักกิจกรรมทางการเมืองที่ออกมาแนะนำการไปฝังยาคุมกำเนิด หรือ กรณีการออกมาเคลื่อนไหวให้ยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 301 ที่เอาผิดผู้หญิงที่ไปทำแท้งของกลุ่มทำทาง รวมไปถึงในทุกๆครั้งที่มีการสรุปสถิติการตั้งครรภ์ของเด็กวัยรุ่นประจำปีของจังหวัดต่างๆ ก็จะมีการถกเถียงและตีตราเด็กวัยรุ่นทั้งท้องไม่พร้อมด้วยถ้อยคำต่างๆนานา เช่น เด็กใจแตก ร่าน แรด ไม่รักนวลสงวนตัว เป็นต้น ผู้เขียนอยากชวนมาสำรวจว่า การที่ผู้หญิงคนหนึ่งเกิดมาอยู่รอดจนเติบโต จะต้องเผชิญกับการตีตราจากสังคมและกฎหมายที่ไม่ส่งเสริมสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์อย่างไรบ้าง 

ท้องไม่พร้อมอย่าด่า เพศศึกษาต้องรอบด้าน 

เมื่อไปดูสถิติจากกรมอนามัย พบว่า ปี 2562 สถิติการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น นั้นสูงมาก โดยวัยรุ่นอายุ 15 ปีขึ้นไป คลอดบุตรเฉลี่ยวันละ 169 คนเลยทีเดียว และวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 15 ปี คลอดบุตรเฉลี่ยวันละ 6 คน 

ซึ่งเป็นสถิติที่ค่อนข้างสูง จากสถิติในทุกๆปี เมื่อมีตัวเลขออกมาเกี่ยวกับการตั้งท้องไม่พร้อมตามสื่อออนไลน์โซเชียลมีเดียต่างๆ จะพบว่าคนที่ไปคอมเม้นท์ใต้ข่าว มักจะใช้คำพูดตีตราเด็กผู้หญิงหรือผุ้หญิงวัยรุ่นที่ตั้งท้องว่า “ไม่รักนวลสงวนตัว”  “เป็นเด็กใจแตก”  “แรดเกินวัย”  และอีกสารพัดคำด่าที่พุ่งตรงไปที่เด็กผู้หญิงและผู้หญิงวัยรุ่น แต่แทบจะไม่มีมีการพูดถึงปัญหาของการเรียนการสอนเรื่องเพศศึกษาในโรงเรียนหรือไม่มีการพูดถึงคำแนะนำเกี่ยวกับการคุมกำเนิดในวัยรุ่นอย่างเปิดเผยมากเท่ากับคำด่าทอ

กรณีล่าสุดที่ เมนู สุพิชญา ได้ออกมาเขียนรีวิวการฝังยาคุมกำเนิด ก็ชัดเจนว่าคนสังคมไทยจำนวนมากยังติดกับวาทกรรมรักนวลสงวนตัว เพราะแม้กระทั่งคนในครอบครัวก็ออกมาตำหนิเธอที่มีการโพสต์รีวิวการฝังยาคุมกำเนิดว่าเป็นการลอกธรรมเนียมฝรั่งและเป็นการไม่รักตัวเอง ง่ายเกินไป ซึ่งกรณีนี้ทำให้เกิดการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางถึงการคุมกำเนิดที่ช่วยลดการตั้งท้องไม่พร้อม แต่สังคมกลับไม่ยอมรับและมองว่าเป็นเรื่องน่าอาย เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม เพราะยังเป็นเยาวชน และเยาวชนไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ในช่วงเวลาที่กำลังเรียนอยู่ แต่ก็สวนทางกลับความเป็นจริงว่า เยาวชนจำนวนมากตั้งท้องก่อนแต่งงานและหลายคนตัดสินใจทำแท้งเถื่อนเพราะกฎหมายไม่เอื้อให้เข้าถึงบริการที่ปลอดภัยและถูกกฎหมายนั่นเอง

อันที่จริงแล้ว ทางเลือกในการป้องกันปัญหาท้องไม่พร้อมของผู้หญิงนั้นไม่ใช่ไม่มี ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรถ์ในวัยรุ่น พ.ศ. 2559 มีบริการฝังยาคุมฟรี โดยได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจาก สปสช. (สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) เยาวชนหญิงอายุ 10-20 ปี สามารถเข้ารับบริการได้ตามสถานพยาบาลของรัฐ แต่ข้อมูลนี้ไม่ได้ถูกบอกถูกสอนกันอย่างแพร่หลาย ทำให้เยาวชนจำนวนมากไม่เคยได้รับข้อมูลดังกล่าวเลย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การเรียนการสอนเพศศึกษาในสถาบันการศึกษายังไม่รอบด้านเพียงพอ และแม้ว่าเราจะมีการสอนเรื่องการใช้ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันโรคติดต่อและการป้องกันการตั้งท้องไม่พร้อม แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ สังคมยังตีตราตัดสินคนที่พกถุงยางอนามัยอยู่ โดยเฉพาะเมื่อผู้หญิงเป็นฝ่ายพกถุงยางอนามัย ก็มักจะถูกมองว่าทำตัวแรง เป็นผู้หญิงรักสนุก และไม่รักนวลสงวนตัว ซึ่งวิธีคิดเช่นนี้เองที่เป็นการกีดกันไม่ให้ผู้หญิงเข้าถึงการป้องกันเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย เพราะหลายๆคนไม่กล้าพกถุงยางเพราะจะถูกมองเป็นผู้หญิงที่ไม่ดี ส่วนผู้ชายจำนวนมากก็ไม่ต้องการใช้ถุงยางอนามัยเพราะความเชื่อผิดๆที่ว่าหากใส่ถุงยางอนามัยแล้วจะมีความสุขทางเพศน้อยลง ซึ่งก็เป็นผลมาจากความเข้าใจผิดๆเกี่ยวกับเรื่องเพศและการเรียนการสอนเพศศึกษาที่ไม่รอบด้านเพียงพอ

ไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนที่อยากเป็นแม่ ทำแท้งต้องปลอดภัย

“จะทำแท้งหรือจะรอคลอด จะเลี้ยงไหวไหม ไหนใครช่วยกู
จะทำแท้งหรือจะรอคลอด จะเลี้ยงไหวไหม ไหนใครช่วยกู
จะทำแท้งหรือจะรอคลอด จะเลี้ยงไหวไหม ไหนใครช่วยกู”

ข้อความข้างบนคือบางส่วนของเนื้อเพลง “ทำแท้งลุยไฟ” ที่กลุ่มเฟมินิสต์ปลดแอกและกลุ่มทำทาง ร่วมกันแต่งขึ้นเพื่อใช้ในการรณรงค์เคลื่อนไหวแก้กฎหมายที่เป็นอุปสรรคในการเข้าถึงการทำแท้งปลอดภัย รวมไปถึงเคลื่อนไหวเพื่อยกเลิกกฎหมายที่เอาผิดผู้ที่ทำแท้งด้วย 

โดยในวันที่ 23 ธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา เพลงนี้ถูกร้องขึ้นที่หน้าอาคารรัฐสภา โดยมีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์และการปราศรัยเกี่ยวกับการทำแท้งของผู้หญิง ซึ่งสอดคล้องกับการที่สภากำลังพิจารณาการยกเลิกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการลงโทษผู้หญิงที่ตั้งใจทำแท้งตามกฎหมายอาณามาตรา 301 ที่ระบุว่า   (หญิงใดทำให้ตนเองแท้งลูก หรือยอมให้ผู้อื่ทำให้ตนแท้งลูก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท)  ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยออกมาว่าเป็นกฎหมายที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตราที่ 28 

การเคลื่อนไหวของกลุ่มทำทางและเฟมินิสต์ปลดแอกเกี่ยวกับเรื่องการทำแท้ง เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาที่ผู้หญิงไทยต้องแบกรับมาอย่างยาวนาน และเป็นส่วนสุดท้ายที่ดูเหมือนจะมีความยากลำบากที่สุดในบรรดาประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอนามัยเจริญพันธุ์ของผู้หญิง เพราะนอกจากการทำแท้งจะมีกฎหมายระบุว่าเป็นความผิดทางอาญา ยังมีการลงโทษทางสังคมอีกด้วย โดยเฉพาะสังคมไทยที่มีบริบททางศาสนาพุทธในเรื่องกฎแห่งกรรม หรือความเชื่อเกี่ยวกับผีสางเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น วาทกรรม “ทำแท้งเท่ากับทำบาป”  “ทำแท้งแล้วจะมีผีเด็กเกาะหลัง”  “ทำแท้งแล้วชีวิตจะไม่เจริญ” วาทกรรมเหล่านี้ส่งผลให้ผู้หญิงจำนวนมากต้องอยู่กับความรู้สึกผิดในการทำแท้งไปตลอดชีวิต หรือคนที่ตัดสินใจจะทำแท้ง ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัว เพราะแนวคิดที่กลัวว่าจะไปส่งเสริมให้ลูกสาวหลานสาวของตัวเองทำบาปทำกรรมแล้วตัวเองจะบาปไปด้วย 

ดังนั้น นอกจากกฎหมายที่ไม่เอื้อให้ผู้หญิงได้เข้าถึงการรับบริการทำแท้งที่ปลอดภัยและถูกกฎหมายแล้ว การตีตราจากสังคมโดยมีฐานคิดมาจากเรื่องความเชื่อทางศาสนา จึงเป็นความรุนแรงทางวัฒนธรรมรูปแบบหนึ่งที่ส่งผลให้ผู้หญิงหลายคนกลายมาเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวโดยที่ไม่พร้อม หรือส่งผลให้ผู้หญิงหลายคนไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขเพราะต้องทนทุกข์อยู่กับความรู้สึกผิดบาปในใจหลังการทำแท้งไม่ว่าจะโดยวิธีการใดๆก็ตาม นอกจากนี้การที่สังคมและกฎหมายไม่ยอมรับให้มีการทำแท้งที่ปลอดภัยและถูกกฎหมาย ก็ทำให้ผู้หญิงจำนวนมากต้องเสี่ยงชีวิตกับการทำแท้งเถื่อนด้วยการซื้อยามาทานเอง รวมไปถึงการใช้บริการคลีนิคเถื่อนที่ไม่ปลอดภัยและเสี่ยงต่อการตกเลือดจนเสียชีวิตด้วย

สังคมชายเป็นใหญ่กับการตีตราผู้หญิงและการไม่สอนผู้ชายให้รับผิดชอบ

ปัญหาหนึ่งที่เป็นปัญหาใหญ่มากๆในสังคมไทยและเป็นอุปสรรคต่อทางเลือกของผู้หญิงในการเข้าถึงสิทธิต่างๆที่เกี่ยวข้องกับอนามัยเจริญพันธ์ คือวิธีคิดแบบชายเป็นใหญ่ที่ฝังอยู่ในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับที่เล็กสุดอย่างสถาบันครอบครัวไปจนถึงระบบกฎหมายหรือนโยบายประเทศ  ที่ผ่านมาจะเห็นว่า คนที่ต้องแบกรับการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับอนามัยเจริญพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ท้องไม่พร้อม ทำแท้งปลอดภัย ล้วนเป็นภาระของผู้หญิงทั้งสิ้น คำถามคือในทุกครั้งที่เกิดปัญหาท้องไม่พร้อม ทำแท้งไม่ปลอดภัย ผู้ชายอยู่ตรงไหนในสถานการณ์เช่นนี้ เรามักไม่ค่อยนึกถึงว่า คนที่ทำให้ผู้หญิงท้องนั้นจะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาได้อย่างไร และบ่อยครั้งที่การพูดเรื่องทำแท้ง ผู้ชายจำนวนมากที่ไม่ใช่ผู้ที่ทำให้ผู้หญิงคนดังกล่าวท้อง มักจะออกมาห้ามหรือประณามผู้หญิงที่ต้องการทำแท้ง ทั้งๆที่ตนเองก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง และบ่อยครั้งอีกเช่นกันที่ผู้ชายที่มีส่วนในการทำให้ผู้หญิงท้องไม่พร้อม กลับหนีหายไปและไม่มาร่วมแก้ปัญหานี้กับผู้หญิง ปล่อยให้ผู้หญิงเผชิญหน้ากับสถานการณ์อันยากลำบากเพียงลำพัง

ทั้งนี้ก็เพราะสังคมชายเป็นใหญ่ไม่เคยคาดหวังให้ผู้ชายต้อง “รักนวลสงวนตัว” ผู้ชายจำนวนมากได้รับการสนับสนุนให้มีประสบการณ์ทางเพศ เพื่อพิสูจน์ความเป็นชายกับคนรอบตัว ในครอบครัวไทย เด็กผู้หญิงมักจะถูกบอกถูกสอนอยู่เสมอให้ระมัดระวังตัวเอง อย่าใจง่าย อย่าปล่อยตัว ในขณะที่เด็กผู้ชายกลับไม่ถูกสอนในสิ่งเดียวกัน ภาระการดูแลป้องกันตัวเองมักตกเป็นของผู้หญิงเสมอ

มากไปกว่านั้น เมื่อผู้หญิงลุกขึ้นมาป้องกันตัวเองด้วยการคุมกำเนิด ฝังยาคุม พกถุงยาง พวกเธอก็กลับถูกสังคมประณาม ด่าทอ กล่าวหาว่าเป็นผู้หญิงแรด ร่าน ใจแตก ไม่รักนวลสงวนตัว ในขณะที่เราไม่มีคำด่าทำนองนี้กับผู้ชาย มีก็แต่คำชื่นชมทำนองว่า คาสโนว่า เจ้าชู้เพลย์บอย ยอดชายรักรัก เป็นต้น

สังคมที่มีวิธีคิดที่ไม่เท่าเทียมทางเพศเช่นนี้เอง ส่งผลให้วิธีคิดของสังคมเรื่องท้องไม่พร้อม การป้องกันการท้อง และการทำแท้ง ตกอยู่ภายในวาทกรรม ผู้หญิงที่เลว แม่ที่เลว แม่ใจยักษณ์ เด็กใจแตกมาโดยตลอด และเมื่อผู้หญิงคนไหนก็ตามลุกขึ้นมาต่อต้านกับบรรทัดฐานของสังคมและกฎหมาย พวกเธอก็จะถูกแนะนำสั่งสอนโดยเหล่านักบวชในศาสนา ผู้พิพากษาในกระบวนการทางกฎหมาย ผู้ชายที่ต้องการควบคุมเนื้อตัวร่างกายของผู้หญิง และผู้หญิงอีกจำนวนมากที่ต้องการพิทักษ์ความเป็นแม่

คำถามของผู้เขียนคือ สิทธิของในการท้องต่อหรือทำแท้ง เป็นของใคร? ทำไมผู้หญิงไม่มีสิทธิตัดสินใจ เพราะเด็กเติบโตในมดลูกของผู้หญิงและเมื่อคลอดออกมาก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการดูแลเพื่อให้มีชีวิตรอด ทำไมผู้หญิงถึงไม่มีสิทธิในการตัดสินใจทำแท้งด้วยตัวเอง แต่กลับถูกกำหนดโดยผู้ชายไม่กี่คนที่มีสิทธิในการออกกฎหมายเอาผิดผู้หญิงที่ต้องการทำแท้ง

สิทธิในการป้องกัน คุมกำเนิด เพื่อไม่ให้ท้องไม่พร้อม เป็นของใคร? ทำไมผู้หญิงฝังยาคุมแล้วโดนด่า ใครที่เป็นเจ้าของร่างกาย และเหตุใดการคุมกำเนิดที่ถูกคิดค้นเพื่อป้องกันการท้องไม่พร้อม จึงกลายเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรม และไม่เหมาะสมในสายตาของบางคนไปเสียได้ 

เมื่อไม่ต้องการท้อง แล้วฝังยาคุม ก็ถูกต่อว่าว่าใจแตก
เมื่อท้องไม่พร้อม แล้วเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวก็ตั้งชื่อว่าแม่วัยใสวัยรุ่น
เมื่อท้องแล้วจะทำแท้งก็ด่าว่าแม่ใจยักษ์ 

คงไม่ต้องถามว่าผู้หญิงไทยมีทางเลือกอะไรบ้าง เพราะดูเหมือนสังคมนี้จะปิดกั้นเส้นทางของพวกเธอไว้ทั้งหมดแล้ว แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การต่อสู้เพื่อสิทธิในการทำแท้ง ในการจัดการเนื้อตัวร่างกายของตัวเองจะยังคงอยู่ต่อไปจนกว่าระบบกฎหมายจะเปลี่ยน ความคิดในสังคมไทยจะเปลี่ยน ดังเช่นสิ่งที่กลุ่มทำทางได้แผ้วถางทางเอาไว้ และกลุ่มเฟมินิสต์ปลดแอกก็จะตะโกนร้องเพลงสีดาลุยไฟไปทุกที่เพื่อเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสังคม เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ จนกว่าผู้หญิงจะได้มีชีวิตที่เธอเลือกได้เองอย่างแท้จริง 

แด่..ทุกคนที่ลุกขึ้นสู้เพื่อปลดแอกร่างกายของตัวเอง

อ้างอิง
เต้นทำแท้งลุยไฟ https://www.matichon.co.th/politics/news_2497240
สาวรีวิวฝังยาคุมกำเนิด! เจอครอบครัวไม่เข้าใจ แม่สั่งให้ลบโพสต์ ชี้ เป็นเรื่องน่าอาย-ไม่รักตัวเอง https://mgronline.com/onlinesection/detail/9630000129316
ทำแท้งไม่ใช่อาชญากรรม: สำรวจเส้นทางและอุปสรรคของสิทธิการทำแท้ง https://www.the101.world/safe-legal-abortion/

ดาราณี ทองศิริ
ดาราณี ทองศิริ
นักสิทธิมนุษยชนด้านสิทธิผู้หญิงและความหลากหลายทางเพศ สนใจขับเคลื่อนเรื่องเพศในมิติทางการเมือง สังคม ศิลปะและวัฒนธรรม เวลาว่างชอบท่องเฟซบุคกับกินปีกไก่นิวออลีนส์